ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 ที่มาขององค์หญิงเก้า ตระกูลหงส์ที่แท้จริง ให้กำเนิดเซียนหงส์น้อยอมตะ

            “น่าสนใจทีเดียว!” องค์หญิงเก้ายิ้มมุมปากอย่างไม่ปิดบัง

            ก่อนหน้านี้เหล่าผู้ฝึกตนตระกูลซูต่างก็ประหม่าและหวาดกลัวต่อหน้านาง เกรงว่าจะเผลอไปล่วงเกินโดยไม่ตั้งใจ

            ทว่าบัดนี้ทันทีที่เสียงของซูฉางเซิงดังขึ้น ดูเหมือนทุกคนจะกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง

            ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าเผชิญหน้ากับนางซึ่งเป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักเซียนโดยตรง

            ต้องยอมรับว่าซูฉางเซิงผู้นี้มีวิธีการยอดเยี่ยมและอำนาจมหาศาลแม้แต่มหาเซียนทั่วไปในตระกูลก็มิอาจเทียบบารมีเขาได้

            “หืม”

            รอบๆองค์หญิงเก้ายังมีผู้ฝึกตนจากราชสำนักอีกสิบกว่าคน สวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายแบบ ทว่าล้วนแข็งแกร่งพวกเขาทั้งหมดเป็นเซียนนักบุญ ยกเว้นสตรีวัยกลางคนนางหนึ่ง ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็นประกาย จ้องมองไปยังทิศทางที่บุคคลผู้นั้นกำลังมา

            วึง!

            ในห้วงมิติพลังแห่งเต๋าที่มองไม่เห็นพัดกระหน่ำราวกับเกลียวคลื่นที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งพุ่งเข้าปะทะกับผู้มาใหม่

            “ฮ่า!”

            ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ

            ไม่มีการปะทะเกิดขึ้นร่างนั้นเพียงก้าวออกมาก้าวหนึ่ง แรงกระแทกทั้งหมดก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกสลายไปอย่างง่ายดาย

            “สมกับเป็นราชสำนักฉางเซิงไม่เพียงแต่ส่งเซียนนักบุญกลุ่มใหญ่มาเท่านั้น ทว่ายังมีราชานักบุญอีกด้วย ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก!”

            ผู้มาใหม่หัวเราะเบาๆจากนั้นก็ปรากฏร่างให้เห็น

            เขาสวมชุดคลุมยาวลายดวงดาวผมสีดำยาวสยายดูสง่างาม นั่นคือซูฉางเซิง

            ซูฉางเซิงกวาดตามองทุกคน

            จากนั้นเขาก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าวท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน เขามาถึงที่นั่งข้างๆ บัลลังก์ประธาน นั่งเคียงข้างกับองค์หญิงเก้า

            “ซูฉางเซิงขอคารวะองค์หญิงแห่งราชสำนัก”

            ซูฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่ำต้อยหรือโอหังเกินไปส่วนองค์หญิงเก้ามองซูฉางเซิงด้วยสายตาที่ดูจะสนุกสนาน

            “บังอาจเจ้าเป็นผู้ใดกัน กล้าดีอย่างไรถึงนั่งในตำแหน่งเดียวกับองค์หญิงเก้า”

            เซียนนักบุญหนุ่มจากราชสำนักผู้มีสีหน้าเย็นชาเอ่ยตะคอกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบขึ้นมาจากด้านข้าง

            ในเวลาเดียวกันรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ก็ปะทุขึ้น เขายกมือขึ้นและฟาดฝ่ามือตรงไปยังซูฉางเซิงรัศมีล้อมรอบด้วยกฎเกณฑ์มากมาย

            ตูม!

            รัศมีศักดิ์สิทธิ์อันน่าตกใจพุ่งลงมาพลังนั้นแข็งแกร่งกว่าเซียนจื่อซานมาก

            เหล่าเซียนนักบุญจากราชสำนักรวมถึงองค์หญิงเก้าต่างก็มองดูซูฉางเซิงด้วยความสนใจ อยากรู้ว่าเขาจะรับมืออย่างไร

            “บรรพบุรุษ!”

            เหล่าผู้ฝึกตนตระกูลซูร้องอุทานด้วยความตกใจ

            ปัง!

            ในลานซูฉางเซิงมีสีหน้าเรียบเฉย เพียงยกนิ้วขึ้น รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็เปล่งประกายออกมาสลายการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดาย จากนั้นดวงตาก็เย็นเยียบลง และฟาดฝ่ามือออกไปในระยะไกล

            ตูม!

            ฝ่ามือที่ฟาดลงมานั้นราวกับฝ่ามือของสวรรค์ และดั่งแผ่นจารึกเซียนทองคำที่ตกลงมา สีหน้าเซียนนักบุญหนุ่มจากราชสำนักเปลี่ยนไปจากนั้นก็ยกมือขึ้นปัดป้องสุดกำลัง ทว่ายังคงกระอักเลือดออกมาไม่หยุด

            “แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

            ฉากนี้ทำให้เหล่าเซียนนักบุญจากราชสำนักต่างตกตะลึงแม้สตรีวัยกลางคนก็ยังต้องหันมามอง

            ตูม!

            โลหิตของเซียนนักบุญกระเซ็นออกมาแต่ละหยดล้วนแฝงพลังอันน่าสะพรึงไว้ เพียงพอที่จะเจาะทะลุพื้นดิน ทะลวงห้วงมิติ และสังหารผู้ฝึกตนระดับสูงได้

            เมื่อเห็นดังนั้นซูฉางเซิงก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง และลบรอยเลือดทั้งหมดออกไป

            “สมควรตาย!”

            เซียนนักบุญหนุ่มจากราชสำนักโกรธแค้นใบหน้าบิดเบี้ยว พลังน่าพรั่นพรึงปะทุขึ้น ทว่าในวินาทีต่อมา รัศมีที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็พุ่งลงมา

            “หากเจ้ากล้าลงมืออีกครั้งข้าจะสังหารเจ้าซะ!”

            ดวงตาของซูฉางเซิงเย็นชารังสีสังหารพุ่งออกมา เซียนหนุ่มสะดุ้งตกใจ หัวใจเต้นแรง สีหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำสลับซีดเซียว

            “เจ้า...”

            เซียนนักบุญหนุ่มจากราชสำนักโกรธจัด

            เขารู้สึกได้ว่าซูฉางเซิงไม่ได้ล้อเล่นอีกฝ่ายกล้าที่จะฆ่าเขาจริงๆ

            ทว่าซูฉางเซิงกล้าได้อย่างไร!

            เขาเป็นเซียนนักบุญของราชสำนักการลงมือกับเซียนระดับนี้เป็นความผิดร้ายแรง

            “หุบปาก!”

            ขณะนั้นเององค์หญิงเก้าก็ตวาดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดจนเซียนนักบุญหนุ่มสะดุ้ง ก้มหน้างุดลงเร็วรวดไม่กล้าเปล่งวาจาใดๆ อีก

            บารมีเช่นนี้ทำให้ซูฉางเซิงรู้สึกหวาดหวั่นและมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพลังของราชสำนักฉางเซิง

            เซียนนักบุญแข็งแกร่งกว่าบรรพบุรุษจื่อซานมากและยังอายุน้อย คาดว่าอายุเพียงสามหรือสี่พันปีเท่านั้น กล่าวได้ว่ามีอนาคตสดใส ทว่ายิ่งไปกว่านั้นกลับถูกองค์หญิงดุได้ตามใจชอบ

            นี่แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวจากราชสำนักฉางเซิง

            อย่างไรก็ตามองค์หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขา อาจไม่ใช่เพียงเชื้อพระวงศ์ธรรมดาสามัญ

            ซูฉางเซิงสังเกตองค์หญิงแห่งราชสำนักตรงหน้าที่ร่างเล็กและน่าจะอายุประมาณสิบหกหรือสิบเจ็ดปี มีผมสีทองยาว สวมเสื้อคลุมหงส์งดงาม

            นัยน์ตาสีทองคู่หนึ่งมีเรียวตาสีแดงเข้ม

            ใบหน้างามหยดไม่แพ้กู้ชิงเกอและคนอื่นๆเลย เป็นลักษณะที่แตกต่างอีกหนึ่งรูปแบบ

            ราวกับหงส์ที่สง่างามและหยิ่งผยอง

            การบำเพ็ญเพียรของนางไม่ได้สูงส่งนักน่าจะอยู่ที่ระดับขั้นสูงสุดของระดับสำแดงกฎ ทว่าอายุน้อย เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาอายุตามโครงกระดูกน่าจะอยู่ที่สิบหกหรือสิบเจ็ดปีเท่านั้น

            พรสวรรค์เช่นนี้นับว่าน่ากลัว

            [ติ๊ง! ตรวจพบฮูหยินที่ตรงตามเกณฑ์ องค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักฉางเซิง นามจีหวง ร่างกาย : สังขารเก้าหงส์ศักดิ์สิทธิ์ ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลหงส์อย่างแท้จริง ในอนาคตจะวิวัฒนาการเป็นเซียนร่างหงส์อมตะปัจจุบันมีระดับโชคชะตา [ม่วงทอง] ขอแนะนำให้แต่งงานรับนางเป็นฮูหยิน!]

            ขณะนั้นเองเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

            องค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักฉางเซิงหรือระดับโชคชะตา [ม่วงทอง] สินะ

            เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนนี้มือที่กำลังรินชาของซูฉางเซิงก็หยุดชะงักเล็กน้อย และรู้สึกตกใจ

            คาดไม่ถึงว่าจะมีระดับโชคชะตา[ม่วงทอง] อีกคนแล้วหรือ

            เทียบเท่ากับกู้ชิงเกอและซูจื่อยวนในอนาคตมีโอกาสวิวัฒนาการเป็นเซียนร่างหงส์อมตะ

            วิเศษยิ่งสวรรค์ช่างบันดาลอย่างน่าอัศจรรย์ ที่แท้นางคือเซียนหงส์น้อยอมตะจริงๆ

            ไม่รู้ว่าขี่แล้วจะเป็นเช่นไร

            หากให้กำเนิดเซียนหงส์น้อยอมตะเขาจะได้รับรางวัลใด

            ซูฉางเซิงเริ่มหวั่นไหว

            อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ดีว่าด้วยสถานะของอีกฝ่าย ในตอนนี้เขายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะลงมือ อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นมหาเซียน หรือแม้แต่กึ่งจักรพรรดิก่อน มิฉะนั้นจะถูกผู้ฝึกตนจากราชสำนักฆ่าตายอย่างแน่นอน

            “ซูฉางเซิง เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้นั่งในตำแหน่งเดียวกับข้า แถมยังกล้าลงมือกับผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าอีก”

            ในขณะที่ซูฉางเซิงกำลังตรึกตรององค์หญิงเก้ามองเขาด้วยความสนใจ จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น

            “หรือว่าเจ้าไม่กลัวว่าข้าจะลงโทษเจ้า”

            เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้นไม่เพียงซูอวิ๋นและเหล่าผู้ฝึกตนตระกูลซูคนอื่นๆ จะผวาเท่านั้น ทว่าเหล่าผู้ฝึกตนจากราชสำนักก็หันมามองด้วยความสงสัย

            กล้าโอหังต่อหน้าเซียนนักบุญกลุ่มใหญ่และราชานักบุญซูฉางเซิงผู้นี้เอาความกล้ามาจากที่ใดกัน

            “ประการแรก องค์หญิง ที่นี่คือตระกูลซู ไม่ใช่ราชสำนักฉางเซิง ข้าเป็นบรรพบุรุษของตระกูลซูสมควรนั่งในตำแหน่งประธาน เป็นองค์หญิงเองที่ควรจะนั่งอยู่ข้างล่างข้า”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงก็ไม่รีบร้อนที่จะอธิบาย เขารินชาแห่งจิตวิญญาณสองถ้วยอย่างเชื่องช้า ถ้วยหนึ่งให้ตัวเองและอีกถ้วยหนึ่งยื่นให้องค์หญิงเก้า จากนั้นจึงกล่าวขึ้น

            “ข้าให้องค์หญิงนั่งในตำแหน่งเดียวกันนี่ถือว่าให้เกียรติองค์หญิงแล้ว”

            “ประการที่สองผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านกล้าลงมือในตระกูลซู ข้าสังหารเขาก็ไม่มีผู้ใดว่ากระไรได้ข้าไว้ชีวิตเขา นี่ถือว่าให้เกียรติองค์หญิงเป็นครั้งที่สองแล้ว!”

            “ประการที่สามไม่ว่าอย่างไรข้าก็เป็นเซียนนักบุญ เซียนมิอาจถูกข่มเหงรังแก หากโกรธขึ้นมา ต่อให้เป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักก็ตามข้าก็พร้อมสังหารได้เช่นกัน!”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ซูฉางเซิงจ้องมองไปยังองค์หญิงเก้า ดวงตาฉายแววเย็นชา

            ความเฉียบคมนั้นชวนให้องค์หญิงเก้ารู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย

            แม้จะเล็กน้อยทว่าก็น่าประหลาดใจมากแล้ว

            นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งราชสำนักแม้ว่าการบำเพ็ญเพียรจะยังอ่อนแอ แต่ก็มีวิธีป้องกันตัวมากมาย

            เซียนนักบุญขั้นที่หกธรรมดาๆกลับคุกคามนางได้ นี่นับว่าน่าทึ่งยิ่งนัก

            ใช่ซูฉางเซิงเป็นเซียนนักบุญขั้นที่หกแล้ว

            ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานอกจากจะร่วมรักกับกู้ชิงเกอและไป๋เยวี่ยเกอแล้ว เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะได้เลือกทรัพยากรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อเขาจากแพ็กเกจของขวัญสำหรับตระกูลที่เปิดใช้งานก่อนหน้านี้

            เช่นโอสถตรัสรู้ ยาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และอื่นๆ

            แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากทว่าก็ทำให้การบำเพ็ญเพียรของซูฉางเซิงเพิ่มขึ้นสองขั้น

            ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้โอสถตรัสรู้เพื่อฝึกฝนวิชายุทธหมื่นภัยพิบัติที่กู้ชิงเกอมอบให้เบื้องต้นสำเร็จพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

            อาจกล่าวได้ว่าแม้จะไม่ใช้วิชาลับเก้าภัยพิบัติซูฉางเซิงก็มั่นใจว่าสามารถสังหารเซียนนักบุญขั้นที่เก้าได้

            หากใช้วิชาลับเก้าภัยพิบัติเขาแทบจะไร้เทียมทานในระดับเซียนนักบุญ แม้แต่ราชานักบุญก็ประมือได้ และอย่างน้อยที่สุดก็ล่าถอยได้อย่างปลอดภัย

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับองค์หญิงเก้า

            แม้ว่าเขาจะไม่อาจเอาชนะได้จริงๆเขาก็ละทิ้งรากฐานของตระกูล และพาผู้ฝึกตนตระกูลซูหนีไปได้



    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน