ตอนที่ 160 สร้างเครือข่าย
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างเสร็จสิ้นลงคนทั้งสามก็กลับมาให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มอีกครั้ง
เวลานั้นเองพวกเขานั้นแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง พวกเขาพบว่าบาดแผลบนร่างกายของเด็กหนุ่มในตอนนี้ได้หายไปหมดแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มจะมีบาดแผลที่ตื้นเขิน แต่มันก็ยังลึกมากและน่าหวาดกลัวสำหรับคนธรรมดา
เพียงแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่พวกเขาต่อสู้กับมอนสเตอร์ แต่เขากลับฟื้นฟูได้ขนาดนี้แล้ว
“เขามีความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอย่างนั้นหรอ?” หญิงชราหันไปเอ่ยกับชายชราผู้ใส่เครื่องแบบของนิวโฮป
“ฉันเองก็ไม่รู้”
พวกเขารับรู้ว่ามีคนเพียงสองประเภทเท่านั้น ที่สามารถทำแบบนี้ได้ หนึ่งคือผู้เป็นสายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และสองคือสายที่มีความแข็งแกร่งของร่างกายที่เยี่ยมยอด พวกเขาเหล่านี้สามารถฟื้นฟูบาดแผลบนร่างให้หายในพริบตาได้
“แต่ฉันเคยได้ยินว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นสายสนับสนุน” ชายชราอีกคนเอ่ย
ขณะคนทั้งสามกำลังพูดคุยกันแต่เด็กหนุ่มยังคงนั่งปิดตาฟื้นฟูตนเองอย่างไม่แยแส
จนกระทั่งไม่นาน แกนสปีริตสีแดงนับสิบก็ได้แตกสลายเป็นผุยผง เขาจึงได้ลืมตาขึ้นมาและพบว่าคนทั้งสามกำลังจ้องมองเขาอยู่กลางอากาศ
แน่นอนว่าพวกเขาคือเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินและเป็นตัวตนแรงค์ SS ทั้งส้ิน
มุมปากของเฟิร์สยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเหยียดกายลุกขึ้นยืน แล้วร่างของเขาก็ค่อยๆ ลอยขึ้นกลางอากาศ จนไปถึงในระดับเดียวกันกับกลุ่มผู้สูงวัยทั้งสาม
“สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จักผมเฟิร์สวัน”
ท่าทางของเด็กหนุ่มดูสงบเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ในดวงตาประหนึ่งมีแสงแห่งกระบี่ล่องลอยอยู่ เกิดจิตแห่งการต่อสู้ที่พลุ่งพล่านแต่ไม่สื่อออกมาทำให้อากาศในบริเวณโดยรอบดุจโลกแห่งน้ำแข็ง ถึงกับทำให้สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคใต้ต้องรู้สึกสั่นไหว
แม้รูปลักษณ์ของเขาจะเป็นเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบ หน้าตาไม่ต่างไปจากเด็กมัธยมต้น แต่พวกเขาทั้งสามกลับรู้สึกกริ่งเกรงอยู่ในใจ
ตอนนั้นเองชายชราในชุดเครื่องแบบของนิวโฮปก็ก้าวออกมาและเอ่ย
“สวัสดี ฉันเอกชัย ผู้อำนวยการศูนย์ภาคใต้ ยินดีที่ได้พบเฟิร์สวัน ฉันได้ยินเรื่องของนายมานานแล้ว”
“เฟิร์สวัน ... เขาคือเฟิร์สวันอย่างนั้นหรอ?” ชายสูงวัยผมสีดอกเลาในชุดสูทสีดำเอ่ย
เขาคนนี้ก็คือรองหัวหน้าพิชิต ผู้เป็นรองหัวหน้าแคลนนาวาพระกาฬ และหญิงสาวผู้อยู่ข้างๆ ก็คือ รองหัวหน้าวันเพ็ญ หนึ่งในรองหัวหน้าแคลนนาวาพระกาฬเช่นกัน
เป็นที่รู้กันดีว่าแคลนนาวาพระกาฬซึ่งเป็นแคลนท็อปห้าของประเทศ สมาชิกของพวกเขามีเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินมากกว่าหนึ่งคน นั่นจึงทำให้แคลนไม่ได้มีรองหัวหน้าเพียงแค่คนเดียว
แล้วว่ากันว่าหัวหน้าแคลนของนาวาพระกาฬนั้นเป็นชายชราที่มีความสามารถพิเศษในการต่อสู้อีกด้วย เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SS+ เลยทีเดียว
“ใช่แล้วผมก็คือเฟิร์สวัน ยินดีที่ได้พบ” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
คนทั้งสามพยายามที่จะตรวจสอบการบ่มเพาะของเฟิร์ส แต่ทว่าพวกเขากลับไม่สามารถสัมผัสได้เลย นอกจากการลอยตัวบนอากาศแล้ว บนร่างของเด็กหนุ่มกลับปราศจากซึ่งกลิ่นอายพลังใดๆ ราวกับถูกปิดบังเอาไว้อย่างมิดชิดเป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพลังอักขระของเขาทั้งสิ้น ทำให้แม้แต่เวเนเตอร์แรงค์ SS ก็ไม่สามารถจับสัมผัสถึงพลังของเขาได้
“ยินดีที่ได้พบเช่นกัน ฉันวันเพ็ญ ส่วนเขาก็คือคุณพิชิต พวกเราทั้งสองเป็นรองหัวหน้าแคลนนาวาพระกาฬ ฉันได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว วันนี้พวกเราก็ได้เจอกันซักที” หญิงชรานามวันเพ็ญเอ่ยขึ้น
ท่าทางของทั้งสองดูเกรงอกเกรงใจเฟิร์สเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าพวกเขาเกรงกลัวในอำนาจพลังรบของเฟิร์ส แต่มองเห็นความสามารถในการชี้แนะของเขาต่างหาก
สามารถชี้แนะเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉกภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือนก็บรรลุขอบเขตดาราแดงได้
ความสามารถเช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการในระดับโลก
อีกไม่นานชื่อเสียงของเฟิร์สวันจะต้องพุ่งทะยานอย่างแน่นอน
“ผมว่าที่นี่มันไม่เหมาะที่จะให้พวกเราได้พูดคุยกันเท่าไหร่ พวกเราควรกลับไปที่ฝั่งได้แล้ว” เฟิร์สเอ่ยพลางยิ้ม ท่าทางของเขาดูสุขุมเยือกเย็นเป็นอย่างมาก
ทันทีที่กล่าวจบนิ้วมือยาวเรียวพลันแกว่งกวัดไปด้านหน้า อักขระแต่ละวิถีหลั่งไหลที่ปลายนิ้ว พริบตาอักขระแต่ละวิถีก็ร้อยเรียงเป็นวงแหวนอักขระที่ซับซ้อน จากนั้นก็กลายเป็นผิวน้ำที่หมุนวนเป็นวังวน
เฟิร์สมองไปที่เศษชิ้นส่วนร่างของนักฆ่ารัสเซียซีลีปาก้า ก่อนจะใช้มือคว้าอากาศแล้วเหวี่ยงไปยังวังวน
“พวกคุณอาจจะต้องนำชิ้นส่วนของเขาไปศึกษา ยามหันตภัยมอนสเตอร์ย่อมต้องเป็นภัยคุกคามโลกหากสามารถรู้จุดอ่อนของมันได้ก็คงจะทำประโยชน์ให้กับโลกได้ไม่น้อย”
เศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายถูกพลังที่ไร้รูปเหนี่ยวนำให้พุ่งขึ้นมา จากนั้นก็ลอยเข้าสู่วังวนที่ถูกสร้างขึ้น
วูบ! วูบ! วูบ!
ยอดคนทั้งสามตกตะลึงเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่คิดว่าเฟิร์สจะถึงกับสามารถสร้างประตูมิติขึ้นมาได้
“เฟิร์สวัน คุณสามารถสร้างประตูมิติได้เชียวหรอ พลังจิตของคุณช่างทำอะไรทุกอย่างได้จริงๆ” ผอ.เอกชัยเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
จริงอยู่ที่ทั่วโลกปรากฏผู้ใช้พลังจิตมากมาย แม้พวกเขาเหล่านั้นจะมีความสามารถเกี่ยวกับการใช้พลังมิติได้ แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถสร้างประตูมิติเคลื่อนย้ายสสารแบบนี้ได้ เพราะเหตุนี้จึงทำให้พวกเขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เฟิร์สไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงยิ้มและก้าวเข้าไปในวังวน
“รีบตามเข้ามานะครับ ไม่อย่างนั้นวังวนจะปิดซะก่อน หากเป็นแบบนั้นพวกคุณต้องบินกลับด้วยตนเอง” เสียงของเฟิร์สดังขึ้น ก่อนที่ร่างของคนทั้งสามจะทะยานบินเข้าไปในวังวน
วูบ! วูบ! วูบ!
ทันทีที่ร่างของทั้งสามจมหายเข้าไป วังวนก็ค่อยๆ หดตัวลงแล้วหายไปในที่สุด
พรึบ! พรึบ! พรึบ!
ผู้สูงวัยทั้งสามต้องพบกับประสบการณ์ที่แปลกประหลาด ภายในรูหนอนมิติที่เชื่อมต่อกับค่ายกลเคลื่อนย้ายนั้นเป็นทางเดินหลากสี พวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเอง แต่เส้นทางจะเป็นผู้นำพาพวกเขาไปสู่จุดหมายปลายทาง
เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเหมือนจะนาน แต่มันกลับผ่านไปในพริบตาเดียวเท่านั้น
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีพวกเขาก็พากันปรากฏตัวอยู่บนชายหาดที่สวยงามแล้ว
พรึบ! พรึบ! พรึบ!
คนทั้งสี่และเศษซากของร่างนักฆ่ารัสเซียปรากฏขึ้น
เฟิร์สเลือกสถานที่ที่ห่างไกลผู้คน และอีกอย่างช่วงเวลานี้ก็ถูกประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จึงไม่มีผู้คนอยู่ภายในบริเวณนี้อีก
“เป็นการขนส่งมวลสารจริงๆ ด้วย เฟิร์สวันคุณสามารถสร้างประตูมิตินี้ได้ยังไง” รองหัวหน้าพิชิตเอ่ยอย่างตื่นตะลึงกับประสบการณ์เมื่อครู่
“นั่นเป็นเพียงความสามารถเล็กน้อยของผมเท่านั้น” เฟิร์สไม่ต้องการที่จะเปิดเผยข้อมูลของตน
ผู้ที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นยอดคนในประเทศ อีกทั้งวัยวุฒิของพวกเขาแต่ละคนก็มาถึงระดับนี้จึงรู้ความหมายในคำพูดของเด็กหนุ่ม
ใครกันจะมาเที่ยวเล่าความสามารถของตนเองให้คนอื่นได้ฟัง
หากเป็นเด็กหนุ่มคนอื่นอาจไม่แน่ แต่ต้องไม่ใช่เด็กหนุ่มแรงค์ SS ตรงหน้านี้อย่างแน่นอน
แล้วหลังจากนั้นพวกเขาทั้งสี่คนก็เปิดหัวข้อสนทนากันเล็กน้อย หัวข้อที่พูดคุยส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องการทำความรู้จักกับเฟิร์ส
ตัวตนตรงหน้านี้พิเศษเสียยิ่งกว่าแรงค์ SS คนอื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการผูกมิตรและเข้าถึงเด็กหนุ่มคนนี้
อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีแรงค์ SS อยู่น้อยมาก เมื่อกวาดสายตาออกไปก็พบแล้วว่าใครเป็นใคร พวกเขาส่วนใหญ่จึงสร้างมิตรภาพด้วยกันไว้ เพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งพวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ การสร้างเครือข่ายจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เฟิร์สเองก็รับรู้เรื่องนี้ดี เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ทำตัวหยิ่งผยองจนยากที่จะเข้าถึงเกินไป
ยังไงเสียโลกนี้ก็ยังมีกฎเกณฑ์ที่วางไว้อยู่ ไม่ใช่ว่าทรงพลังแล้วจะสามารถเข้าอบิสแต่ละแห่งได้ทุกที่ ดังนั้นการสร้างมิตรไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เมื่อเห็นว่าพูดจากันหอมปากหอมคอ เฟิร์สจึงเอ่ยลา
“ตอนนี้พ่อผมกำลังรออยู่ที่ร้านอาหาร ยังไงวันนี้ผมต้องขอตัวก่อน”
“หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีก” สองรองหัวหน้าแคลนนาวาพระกาฬเอ่ย พวกเขาในตอนนี้กำลังพูดคุยในระดับเดียวกัน
เมื่อล่ำลากันเรียบร้อยแล้ว เฟิร์สก็สาวเท้าก้าวขึ้นไปกลางอากาศ ใต้ฝ่าเท้าของเขามีละอองแสงดั่งแสงของดวงจันทร์ปรากฏขึ้น เมื่อก้าวไปอีกก้าวร่างก็หายวาบไปจากตรงนั้นแล้ว
ทิ้งไว้เพียงแต่สามผู้สูงวัยและเศษซากของนักฆ่ารัสเซีย
“พวกเราเองก็ต้องขอตัวก่อน”
สองหัวหน้าแห่งแคลนนาวาพระกาฬรีบเอ่ยลา ผอ.เอกชัย ในทันที พวกเขาต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าของพวกเขา
ส่วน ผอ.เอกชัย เอง หลังจากที่สั่งการให้ลูกน้องเก็บซากนักฆ่ารัสเซียไป เขาเองก็รีบไปรายงานเรื่องนี้ต่อเหล่าผู้การของนิวโฮปให้รับทราบทันที
นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจละเลยได้