จุดสูงสุดบนยอดเขาเทียนเฟิง
ณ จุดสิ้นสุดของบันไดหินหลายพันขั้น ยอดภูเขาตัดมีบริเวณไม่กว้างขวางนัก เพียงมีพื้นที่ไม่กี่ร้อยตารางวาเท่านั้น ตรงกลางลานปรากฏกระท่อมไม้ไผ่สองหลัง รอบกระท่อมปลูกสมุนไพรหลากหลายชนิด ทางเดินปูด้วยก้อนอิฐแดงนำไปยังศาลาไม้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา
สายลมเย็นพัดผ่านชายคาดังสวบสาบ บุรุษสูงวัยสองคนนั่งตรงข้ามกันด้วยอิริยาบถที่แตกต่าง คนหนึ่งหลังตรงสง่า แต่งกายเรียบง่ายแต่ดูสุภาพเรียบร้อย อีกคนกลับนั่งยองๆ บนเก้าอี้ไม้อย่างไม่อินังขังขอบ ระหว่างพวกเขากั้นไว้ด้วยกระดานหมากกระดานหนึ่ง
ชายสูงวัยที่แต่งกายเรียบง่ายสวมใส่เสื้อผ้าสีเทาหม่น ใบหน้าเรียบเฉยและดูใจเย็น ท่าทางสงบนิ่งราวกับไม่สนใจโลกภายนอก สายตาจดจ้องเพียงแต่หมากในกระดานเท่านั้น เขาเรียกตนเองว่า ‘เทียนไหลเค่อ’ ซึ่งแปลความหมายตามตัวอักษรคือ ‘ผู้มาเยือนจากแดนฟ้า’
ตรงข้ามกันคือชายร่างใหญ่กำยำ บนใบหน้าประดับด้วยหนวดเครารกรุงรังจนแทบปิดบังริมฝีปาก แขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ สวมใส่เสื้อผ้าหยาบกระด้าง หากให้ไปเดินอยู่บนถนนที่ผู้คนคลาคล่ำ คนส่วนใหญ่คงคิดว่าเป็นกรรมกรแบกหามหรือคนผ่าฟืนอย่างแน่นอน มันเรียกตนเองอย่างเต็มปากว่า ‘เถียวซานเค่อ’ ซึ่งหมายถึง ‘คนแบกภูเขา’
ทั้งสองกำลังเล่นหมากรุกอย่างเงียบงัน ผ่านไปเนิ่นนานเถียวซานเค่อวางหมากลง ส่งสายตามองข้ามกระดานหมากไปยังวิหคที่โผบิน กล่าววาจาเสียงเรียบว่า
"ข้ายังคงคิดว่าการหลอมกายาควรเริ่มจากการฝึกฝนร่างกายให้ถึงขีดจำกัดเสียก่อน ร่างกายเปรียบเสมือนรากฐานของอาคาร หากแข็งแกร่งย่อมไม่มีวันผุพัง"
กุยเฉาเค่อมองกระดานอย่างพินิจ ถอนหายใจยาวนานคราหนึ่ง บทสนทนาเกี่ยวกับการฝึกตนเริ่มต้นมาหลายเดือนแล้ว ยังไม่อาจหาข้อสรุปให้จบได้เสียที จึงเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายออกมาว่า
"หากฝึกฝนแต่ร่างกายโดยไม่ขัดเกลาจิตใจ ร่างกายย่อมแข็งแกร่งจริง แต่หากจิตใจเปราะบาง เมื่อถึงเวลาเผชิญกับอุปสรรคที่ยากจะข้ามผ่าน อาคารของเจ้าอาจล้มครืนในคราเดียว"
เถียวซานเค่อหัวร่อ ฮา ฮา จ้องมองกุยเฉาเค่อด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เขาพบพานคนผู้นี้โดยบังเอิญ เมื่อมีโอกาสร่วมเดินทางด้วยกันก็คบหาเป็นมิตรสหายในที่สุด พอตนเองมาก่อตั้งสำนักศึกษาบนยอดเขาแห่งนี้ จึงเชื้อเชิญให้มันมาอยู่เป็นเพื่อน
ที่ผ่านมาเขาเล่นหมากแพ้ทุกกระดาน หากเป็นการถกเถียงด้วยเหตุผลยิ่งหมดทางสู้ มีเพียงการถกเถียงเรื่องการฝึกตนที่ไม่อาจยอมแพ้ เพราะเขาถือว่าตนเองเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในแผ่นดิน จึงว่า
"แต่หากร่างกายไม่แข็งแรงพอ ต่อให้จิตใจมั่นคงเพียงใด ก็ไม่สามารถเดินไปได้ไกล อาจสิ้นชีวิตระหว่างทางได้ทุกเมื่อ..."
กุยเฉาเค่อไม่ได้โต้แย้งทันที เขาหยิบหมากสีดำเม็ดหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ผ่านไปครึ่งค่อนวันค่อยเงยหน้าแล้วเอ่ยวาจาออกไปว่า
"เจ้ามองว่าการหลอมกายาเป็นการสร้างรากฐานของร่างกาย นั่นก็ไม่ผิดนักหรอก อาศัยสมองอันหนาทึบของเจ้าคิดได้เพียงนี้ก็เกินคาดแล้ว ถึงกระนั้นมันยังไม่เพียงพอในโลกแห่งการบำเพ็ญ วันหนึ่งพวกเจ้ายังคงต้องเรียนรู้การฝึกลมปราณ ซึ่งการควบคุมลมปราณนั้นจำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและมั่นคง หากมีเพียงความแข็งแกร่งของร่างกาย ยังไม่อาจก้าวไปอีกขั้นที่สูงส่งกว่าได้"
เถียวซานเค่อทำได้เพียงถอนหายใจรอบหนึ่ง สหายตรงหน้าเขาพูดกรอกหูทุกวันเกี่ยวกับการฝึกลมปราณ แต่พอให้สาธิตเป็นตัวอย่างให้ดูสักครา มันเพียงตอบกลับมาว่ายังไม่ถึงเวลา ส่งผลให้การถกเถียงในแต่ละรอบจบลงแต่เพียงเท่านี้
ทั้งสองกลับไปมองกระดานหมากอีกครั้ง สายลมหนาวพัดผ่านจนผมเผ้าของทั้งสองปลิวไสว อยู่ๆ เถียวซานเค่อก็เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า
"ได้ยินว่าวันนี้มีนักศึกษาใหม่จากเมืองหันซุยกำลังเดินขึ้นบันได เจ้าไม่คิดจะพนันหน่อยหรือ?"
กุยเฉาเค่อเงยหน้าขึ้น เขาเองก็สนใจในตัวนักศึกษาใหม่เช่นกัน แต่ทุกครั้งที่พบพานคนที่ถูกอกถูกใจ อยากรับไว้เป็นศิษย์สักคน กลับถูกสหายตรงหน้าคอยขัดขวางมาตลอด อ้างว่าเขามีสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่เหมาะสมในการรับศิษย์
"พนันอะไร?"
"จะมีใครขึ้นมาถึงหอเมฆาหรือไม่?"
เถียวซานเค่อชี้ไปยังบันไดที่อยู่ไกลออกไป สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาหวังที่จะพบพานอัจฉริยะหน้าใหม่เสมอ แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับตรงข้าม ยิ่งคาดหวังมากยิ่งผิดหวังยิ่งกว่า ดังนั้นจึงเลิกคาดหวังไปนานแล้ว จึงว่า
"รอบนี้ข้าว่ายังคงไม่มี เมืองหันซุยส่งคนมาแค่ยี่สิบเจ็ด เป็นไปไม่ได้ที่จะปรากฏอัจฉริยะผู้หนึ่ง อีกทั้งพวกมันเพิ่งเดินทางมาถึง จะเหลือเรี่ยวแรงสักเท่าไหร่กัน"
กุยเฉาเค่อมองออกไปยังบันได สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำขึ้นมาเล็กน้อย หันไปสบตากับเจ้าของสำนักศึกษาตรงหน้า กล่าวเสียงราบเรียบว่า
"หากมีคนกล้าเดินขึ้นบันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้าย ไม่ว่าจะขึ้นมาถึงหอเมฆาหรือไม่ก็ตาม ถือว่าข้าเป็นฝ่ายชนะพนัน กล้ารับคำท้าหรือไม่?"
เถียวซานเค่อชะงัก หากมีคนบ้าบิ่นกล้าเดินขึ้นบันไดต่อหลังเผชิญกับสามภัยพิบัติมา เขาต้องพ่ายแพ้พนันรอบนี้อย่างแน่นอน แต่สามปีที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงว่า
"ของพนันคืออะไร?"
กุยเฉาเค่อไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบหมากสีดำขึ้นมาพินิจอีกครั้ง จากนั้นวางลงบนกระดานอย่างแผ่วเบา หันมากล่าวกับคู่พนันด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“สุราไผ่เขียวสิบไหหากเจ้าชนะพนัน แต่ถ้าเราชนะพนันจะขอคนผู้นั้นเป็นศิษย์”
เถียวซานเค่อหัวเราะลั่น เปล่งเสียงตอบตกลงในทันที เขามั่นใจว่าไม่มีใครมีความกล้าที่จะก้าวขึ้นบันไดขั้นถัดไปหลังเผชิญกับสามภัยพิบัติมาหมาดๆ
"ตกลงตามนี้ ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่เจ้าเองก็ดูแคลนค่ายกลสี่ภัยพิบัติของตนเอง เชื่อข้าเถอะ ไม่มีใครหลงเหลือเรี่ยวแรงหรือความกล้าในการไปต่อหากเผชิญกับสามภัยพิบัติแรก"
"เว้นแต่ว่า...คนผู้นั้นจะมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ฮา ฮา"
กุยเฉาเค่อหัวร่อออกมาเป็นครั้งแรก เขาไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะชนะการพนันในครั้งนี้ แปดครั้งที่ผ่านเขาล้วนพ่ายแพ้และเสียสุราไผ่เขียวไปมากมาย แต่ในดวงตาของเขายังปรากฏร่องรอยแห่งความหวังอยู่เต็มเปี่ยม
หลังลงขันพนันแล้วเสร็จ ทั้งสองไม่ส่งเสียงออกมาอีก ก้มหน้าก้มตาเล่นหมากต่อไป
ค่ายกลสี่ภัยพิบัติ
1. ภัยพิบัติลม
2. ภัยพิบัติน้ำ
3. ภัยพิบัติอสนี
4. ภัยพิบัติ.....