หันไปมองตาเฒ่าเซี่ย
เวลานี้ร่างของตาเฒ่าเซี่ยแข็งทื่อไปทั้งตัว ปากอ้าค้างอย่างไม่เป็นธรรมชาติ สีหน้าตกตะลึง
แม้ตาเฒ่าเซี่ยจะไม่รู้ว่าการคัดเลือกนายพลวีนัสคืออะไร แต่เขาก็พอจะจับใจความสำคัญจากคำพูดของตงฉิงเสวี่ยได้
เป็นตัวแทนมณฑลตงหนิง...
ทั้งเขตตะวันออก...
แต่ละคำล้วนบ่งบอกถึงสถานะของลู่เซิ่งในค่ายฝึก ในสายตาของตงฉิงเสวี่ยที่เป็นหัวหน้าครูฝึก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเข้าใจความหมายที่ตงฉิงเสวี่ยต้องการจะสื่ออย่างชัดเจน
ค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะมณฑลตงหนิง ก่อตั้งขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมการคัดเลือกนายพลวีนัสโดยเฉพาะ
ผู้ที่ถูกเลือกคือลู่เซิ่ง ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนแล้ว
เป้าหมายของค่ายฝึกสำเร็จลุล่วงไปนานแล้ว
จะสิ้นสุดเมื่อไรก็ไม่สำคัญ
ประมาณนั้น
ตาเฒ่าเซี่ยเริ่มสับสน
ในตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงเย็นชาของตงฉิงเสวี่ยดังออกมาจากหน้าจอมือถือในมือของเซียวอวี้เหอ
เหมือนกำลังตำหนิใครบางคน
“เซี่ยหลิน ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ การฝึกแค่นี้ก็ทนไม่ได้แล้วเหรอ? เธอยังอยากจะเอาชนะลู่เซิ่งอยู่อีกไหม!”
“ฮือๆ ครูฝึกตง ฉันไม่อยากเอาชนะลู่เซิ่งเลยสักนิด
เมื่อก่อนฉันเห็นหน้าเขาก็วิ่งหนีแล้ว!
จากนี้เจอเขาที่ไหนก็จะวิ่งหนีอีก ไม่ได้เหรอคะ...”
“เธอจะทำให้ฉันเส้นเลือดในสมองแตกแล้วนะ เซี่ยหลิน!”
...
เสียงที่ดังออกมาจากมือถือชัดเจน ร่างกายของตาเฒ่าเซี่ยสั่นเทิ้มเล็กน้อย
เอาละ
ปีศาจในค่ายฝึกอบรมที่หลานสาวบ่นให้ฟังตอนวิดีโอคอลก่อนหน้านี้...
ที่แท้ก็คือลู่เซิ่งนี่เอง!
“เอาละ ครูฝึกตง งั้นผมไม่รบกวนคุณแล้วนะครับ ขอวางสายก่อน”
เซียวอวี้เหอยิ้มแย้มเตรียมจะวางสาย แต่ไม่คาดคิดว่าตงฉิงเสวี่ยจะตะโกนขึ้นมาเสียก่อน
“หัวหน้าสมาคมเซียวอย่าเพิ่งวาง ฉันขอคุยกับลู่เซิ่งหน่อย”
เซียวอวี้เหอชะงักไป แต่ก็เข้าใจได้ในทันที
“อ้อๆ ได้ครับ”
เซียวอวี้เหอหันหน้าจอมือถือไปทางลู่เซิ่ง
ใบหน้าเย็นชาคมคายของตงฉิงเสวี่ยปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่เซิ่ง
“ลู่เซิ่ง วัสดุในการสร้างอาวุธของนักพลังจิตที่นายให้ฉันช่วยหา ฉันหามาได้เกือบหมดแล้ว
ฉันทำรายการและราคาโดยละเอียดส่งให้นายแล้ว
นายต้องการให้ฉันช่วยซื้ออะไร ก็บอกได้เลย...”
เซียวอวี้เหอที่ถือมือถืออยู่ เดิมทีก็ยิ้มแย้ม ส่งสายตาเย้ยหยันให้ตาเฒ่าเซี่ยที่สีหน้าดำทะมึนอยู่ข้างๆ
ในเวลาไม่กี่นาที สีหน้าของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พลิกกลับตาลปัตร
แม้แต่เซียวอวี้เหอเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างน่าอัศจรรย์ กงล้อแห่งโชคชะตาหมุนเวียน
แต่พอได้ยินสิ่งที่ตงฉิงเสวี่ยคุยกับลู่เซิ่ง เซียวอวี้เหอยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ามันแปลกๆ
ตาเฒ่าเซี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน แล้วหันไปมองหน้าจอมือถือในมือของเซียวอวี้เหอแทบจะพร้อมกัน
พอดีกับที่ตงฉิงเสวี่ยพูดขึ้นมาว่า
“นายรีบไปประเมินนักพลังจิตให้ผ่านนะ จะได้มีสิทธิ์ล็อกอินเข้าสตาร์เน็ตไปซื้อเอาเองได้ ไม่ต้องให้ฉันลำบากทุกที...
เอาละ ฉันพูดหมดแล้ว
บอกหัวหน้าสมาคมเซียวด้วยว่าฉันวางสายก่อนนะ ที่นี่ยังยุ่งอยู่”
“ตู๊ดๆๆๆ”
วิดีโอถูกตัดสาย
สีหน้าของเซียวอวี้เหอและตาเฒ่าเซี่ยเหมือนเห็นผี
“ลู่เซิ่ง...”
เซียวอวี้เหอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รวบรวมสติเพื่อจะพูด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เหมือนกำลังกดข่มอารมณ์บางอย่าง
“เมื่อกี้ ครูฝึกตงฉิงเสวี่ยพูดอะไรกับนาย?...
อะไรนะ...ให้นายรีบไปประเมินนักพลังจิตเหรอ?...”
เมื่อถามจบ เซียวอวี้เหอและตาเฒ่าเซี่ยก็จ้องเขม็งไปที่ลู่เซิ่ง รอคอยคำตอบจากเขา
ลู่เซิ่งตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ “เอ่อ เพราะตอนที่อยู่ในค่ายฝึกอบรม ผมถูกตรวจพบว่ามีพรสวรรค์ด้านพลังจิต ครูฝึกตงฉิงเสวี่ยก็เลยเขียนจดหมายแนะนำให้ผม เอาไว้มีเวลาค่อยไปประเมินนักพลังจิตดู
ก็แค่นั้น”
ก็แค่นั้น?
อะไรคือก็แค่นั้น!
เซียวอวี้เหอแทบจะระเบิด
แทบจะกระโดดขึ้นจากพื้น
ที่ผ่านมาเขาชื่นชมในความสุขุมเยือกเย็นของลู่เซิ่งมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าท่าทีของลู่เซิ่งช่าง...น่ากระทืบเสียจริง!
เป็นนักพลังจิต เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่พูดก็ช่างเถอะ ทำไมเจ้าหนูนี่ยังทำหน้าเฉยเมยได้ขนาดนี้!
ถ้าตงฉิงเสวี่ยไม่พูดออกมา นายก็จะไม่คิดจะบอกอะไรเลยใช่ไหม!
ปิดบังหัวหน้าสมาคมนักสู้อย่างฉัน?
ให้ตายสิ จะอยู่ร่วมกันดีๆ ได้ไหมเนี่ย!
ในใจคิดแบบนั้น แต่พอพูดออกมา กลับเหลือแค่ประโยคเดียว
“ดีๆๆ...ลู่เซิ่ง ฉันไม่ผิดหวังในตัวนายจริงๆ นายมันอัจฉริยะระดับสุดยอดที่ไม่เคยปรากฏในเมืองไป๋เหอมาเป็นร้อยปี!”
เซียวอวี้เหอดีใจจนใจสั่น
อายุสิบเจ็ดปี เป็นนักสู้ระดับสาม ค่าพลังการต่อสู้สองแสนเจ็ดหมื่น ที่สำคัญคือยังมีพรสวรรค์ด้านพลังจิตอีกด้วย
นี่มันแทบจะเรียกว่ามีรัศมีเปล่งประกายเจิดจ้าเกินจะบรรยายได้!
แถมลู่เซิ่งกำลังจะเป็นตัวแทนมณฑลตงหนิงเข้าร่วมการคัดเลือกนายพลวีนัส หากได้รับการคัดเลือกขึ้นมาจริงๆ ละก็...
เขาเซียวอวี้เหอก็จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด!
บางทีอาจจะไม่ต้องรอให้ลู่เซิ่งเติบโตขึ้น เขาก็สามารถยกระดับสถานะของตนเองในสมาคมนักสู้ เพื่อที่จะได้รับโอกาสเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์
ต่อให้ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นนายพล
ด้วยความเร็วในการเติบโตของลู่เซิ่ง ตราบใดที่เขาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลู่เซิ่ง อนาคตจะต้องได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล
ยังไงเขาก็ยังหนุ่ม ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าพลังชีวิตจะค่อยๆ เสื่อมถอย ยังไงเขาก็รอได้
ว่าแต่จะสานสัมพันธ์กับลู่เซิ่งยังไงดีนะ?
จริงสิ ตาเฒ่าเซี่ยมีหลานสาว เขายังไม่แก่ขนาดนั้น แต่มีหลานสาวนี่นา
แม้ว่าหลานสาวหลายคนของเขาจะไม่ค่อยมีพรสวรรค์ แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่ว่า...
หาโอกาสลองดูหน่อยก็แล้วกัน
บางครั้ง รสนิยมของอัจฉริยะก็คาดเดาได้ยาก อาจจะถูกใจขึ้นมาก็ได้
เซียวอวี้เหอคิดได้ดังนั้น ยิ่งมองลู่เซิ่งก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
ส่วนตาเฒ่าเซี่ยที่อยู่ข้างๆ กลับหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก
ลู่เซิ่งก็เป็นนักพลังจิต
แถมดูเหมือนว่าพรสวรรค์จะดีกว่าเซี่ยหลินหลานสาวของเขาเสียอีก
ในขณะนี้ ความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลืออยู่ของตาเฒ่าเซี่ยในใจก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
...
“ไม่ต้องให้ฉันจัดรถไปส่งนายกลับบ้านจริงๆ เหรอ?”
เซียวอวี้เหอส่งลู่เซิ่งไปถึงหน้าสมาคมนักสู้ ส่งเขาขึ้นรถแท็กซี่
“ไม่ต้องครับ ผมกลับเองได้ ขอบคุณหัวหน้าสมาคมเซียวครับ”
ลู่เซิ่งปฏิเสธความหวังดีของเซียวอวี้เหออย่างสุภาพ
เซียวอวี้เหอก็ไม่กล้าฝืนใจ เพียงแต่สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความเสียดาย
“งั้นว่างๆ มากินข้าวที่บ้านฉันนะ ฉันจะลงมือทำอาหารให้ชิมเอง แล้วก็แนะนำเด็กๆ ให้นายรู้จัก อายุไล่เลี่ยกับนาย น่าจะคุยกันรู้เรื่อง...”
“แน่นอนครับ”
รถแท็กซี่ออกตัว เซียวอวี้เหอโบกมือให้ลู่เซิ่งแล้วหันหลังกลับ
แผ่นหลังยืดตรงขึ้นมาทันที มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย พลังชีวิตและจิตวิญญาณของเขาก็แตกต่างก็แตกต่างไปจากเดิม
ตอนนี้เขารอไม่ไหวแล้วที่จะกลับไปโทรศัพท์คุยโวโอ้อวดกับเหล่าสหายเก่า เพื่อนร่วมงานเก่า ว่าสมาคมนักสู้ของตนมีอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ที่เก่งกาจมากแค่ไหน แถมจะเล่าให้ฟังว่าวันนี้หน้าของตาเฒ่าเซี่ยดำปี๋ขนาดไหน...
ฮ่าๆๆ แค่คิดก็รู้สึกสะใจแล้ว
ลู่เซิ่งมองเซียวอวี้เหอที่เดินจากไปผ่านหน้าต่างรถ เมื่อหันกลับมาก็พบว่าคนขับแท็กซี่กำลังมองเขาผ่านกระจกมองหลังอย่างสงสัย
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเขา คนขับก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “เจ้าหนู นายเป็นอะไรกับหัวหน้าสมาคมเซียวเหรอ ทำไมเขาถึงดูเกรงใจนายขนาดนั้นล่ะ”
ลู่เซิ่งยิ้มแล้วตอบ “ไม่ได้เป็นอะไรกันครับ แค่รู้จักกัน หัวหน้าสมาคมเซียวขี้เกรงใจแบบนี้ตลอดแหละ”
“จริงเหรอ หายากนะเนี่ย
หัวหน้าสมาคมเซียวเป็นนักสู้ระดับหกเชียวนะ ไม่นึกเลยว่านิสัยส่วนตัวจะดีขนาดนี้
เจ้าหนู ฉันว่าหน้านายคุ้นๆ นะ...”
คนขับแท็กซี่จ้องมองลู่เซิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตบเข่าดังฉาด เกือบจะทำให้พวงมาลัยหลุดมือ
“ฉันนึกออกแล้ว นายชื่อลู่เซิ่งใช่ไหม!
อัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ที่ออกข่าวทางทีวีเมื่อสองเดือนก่อนไง!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม้แต่หัวหน้าสมาคมเซียวก็ยังทำดีกับนายขนาดนี้
ได้ยินว่าปีนี้นายเพิ่งจะอยู่ม.6 เอง ก็เป็นนักสู้ระดับสองแล้ว...
ตายแล้ว ลูกสาวฉันชอบนายมากเลย เดี๋ยวเซ็นชื่อให้หน่อยได้ไหม ฉันไม่คิดค่ารถเลย...”
ฟังคนขับแท็กซี่พร่ำพรรณนาไม่หยุด ลู่เซิ่งก็รู้สึกจนปัญญา
คนขับแท็กซี่ทั่วโลกเป็นพวกช่างพูดกันหมดทุกคนเลยหรือเปล่านะ
โชคดีที่ถนนเส้นนี้ไม่ได้ยาวไกลนัก ใกล้จะถึงชุมชนที่เขาอาศัยอยู่แล้ว
“...ว่าแต่นายมีเคล็ดลับเฉพาะตัวอะไรเกี่ยวกับการฝึกศิลปะการต่อสู้บ้างไหม สอนฉันสักหน่อยสิ จะได้เอาไปสอนลูกสาว...”
คนขับแท็กซี่ยังคงพูดพล่ามไปเรื่อย จู่ๆ ก็ได้ยินลู่เซิ่งพูดเบาๆ
“คุณลุงครับ รบกวนจอดรถก่อนครับ”
เสียงนี้ไม่ได้ดังมาก แต่กลับดังราวกับฟ้าร้องในหูของคนขับ
คนขับสะดุ้งเฮือก เหยียบเบรกกะทันหัน หันกลับมามองลู่เซิ่ง
เวลานี้ลู่เซิ่งกำลังจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
นั่นคือร้านค้าที่ดูโอ่อ่าสง่างาม บานประตูเปิดกว้าง ประตูกระจกครึ่งบานล้มลงกับพื้น เศษกระจกแตกกระจายเกลื่อนกลาด
บนพื้นหน้าประตูก็ยังมีป้ายที่ถูกพังจนเละ
บนป้ายยังพอเห็นตัวอักษรรางๆ สองสามตัว โรงศิลปะการต่อสู้หงชวน
ผู้คนจำนวนมากยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
ลู่เซิ่งโยนเงินร้อยหยวนให้ แล้วลงจากรถเดินจากไป
“จอดตรงนี้ก็ได้ครับ ขอบคุณครับคุณลุง”
คนขับแท็กซี่รับเงินร้อยหยวนไว้อย่างงงๆ
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง รีบตะโกนเสียงดัง
“ลายเซ็นๆ ลายเซ็นยังไม่ได้เซ็นเลย”
น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งที่ลากกระเป๋าเดินทางไปไกลเสียแล้ว