เคล็ดปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุ คือวิชาโคจรลมปราณห้าธาตุที่ หลิวจิ้งเจ๋อ เป็ผู้คิดขึ้นมา เคล็ดปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุเป็การโคจรพลังธาตุทั้งห้าของผู้ฝึกตนให้สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การควบคุมลมปราณมีความละเอียดอ่อนและแม่นยำเหนือกว่าวิชาทั่วไป
หลิวจื่ออี้เป็คนเดียวที่ได้รับสืบทอดเคล็ดวิชาแสนลึกลับนี้ ถึงแม้จุดแข็งของเคล็ดวิชานี้จะเป็การโคจรพลังห้าธาตุ แต่นั่นก็เปรียบเสมือนจุดอ่อนเช่นกัน เมื่อผู้ฝึกตนแบ่งการโคจรธาตุทั้งห้าในร่างกายให้เท่ากัน จะทำให้วิชาอื่นๆ ใช้ออกมามีความรุนแรงน้อยกว่าเคล็ดวิชาเฉพาะ
ทว่าเหตุผลที่หลิวจิ้งเจ๋อเลือกถ่ายทอดวิชานี้ให้หลานสาว หาใช่เพื่อการเข่นฆ่า แต่เป็เพราะความโดดเด่นใน "ศาสตร์แห่งโอสถ" ที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบ
ทว่าเหตุผลที่หลิวจิ้งเจ๋อเลือกถ่ายทอดวิชานี้ให้หลานสาวของตนนั้น หาใช่เพื่อการเข่นฆ่า แต่เป็เพราะความโดดเด่นใน "ศาสตร์แห่งโอสถ" ที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบ
หลิวจื่ออี้กำลังนั่งรวบรวมพลังปราณโดยโคจรพลังปราณในร่างกายตามรูปแบบของเคล็ดวิชาปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุ ตอนนี้นางกำลังอยู่ใน่สำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหลอมโอสถระดับฟ้าขั้นที่หนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วโอสถระดับฟ้าจะสามารถหลอมได้เมื่อผู้ฝึกตนมีขอบเขตสร้างจิตขึ้นไปเท่านั้น แต่เมื่อสิบวันที่แล้ว ตอนที่หลิวจิ้งเจ๋อรู้ว่านางสนใจที่จะเข้าสำนักวสันต์เขียว จึงยื่นเงื่อนไขให้นางมา คือ การหลอมโอสถระดับฟ้าให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเม็ดก่อนออกเดินทางไปส่งต้าจิน เขาถึงจะให้นางเข้าศึกษาสำนักวสันต์เขียว
ถึงแม้ต่อหน้าหลิวจื่ออี้จะบอกปัดท่านปู่ของนาง แต่ในตัวของหลิวจิ้งเจ๋อที่อยู่มาหลายปีแล้วจะไม่รู้ถึงความคิดในใจหลานสาวของตนได้เหรอ?
ด้วยพร์การเข้าใจของนางรวมกับเคล็ดวิชาปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุ การที่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างแก่บริสุทธิ์คนหนึ่งจะหลอมโอสถระดับฟ้าใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลิวจื่ออี้ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจและลืมตาขึ้น ก่อนจะโบกมือเรียกสมุนไพรที่อยู่ในด้านหลังของตน สมุนไพรทั้งสี่ชนิดจึงลอยไปอยู่เหนือเตาหลอมโอสถใบใหม่ที่ต้าหุ้ยเป็ผู้สร้างให้
“หญ้าหางพยัคฆ์เงิน หญ้าปราณเมฆา ดอกและรากของต้นัเหมันต์อายุร้อยปี...” นางไล่เรียงชื่อสมุนไพรธาตุหยินทั้งสี่ในใจ “สี่สมุนไพรธาตุหยินที่จำเป็ในการหลอมโอสถก่อรูปหยินขั้นต้นก็ครบหมดแล้ว การโคจรเคล็ดวิชาปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุของข้าก็บรรลุถึงขั้นที่ห้าแล้ว หากครั้งนี้ล้มเหลวอีกคงได้แต่ยืนส่งต้าจินกับเซิ่งมู่หน้าร้านยาแทนแล้วกระมัง?”
การหลอมโอสถก่อรูปหยินขั้นต้นครั้งนี้ของนางถือเป็ครั้งที่สิบสามแล้ว และถือเป็ครั้งสุดท้ายของนางเช่นกัน สิบสองครั้งก่อนหน้านี้นางได้ใช้สมุนไพรทั้งร้านยาสกุลหลิวไปเกือบหมดแล้ว นี่จึงเป็สมุนไพรชุดสุดท้ายที่นางพอจะหาได้
โอสถก่อรูปหยินขั้นต้นเป็โอสถระดับฟ้าขั้นที่หนึ่ง ถือเป็โอสถที่หลอมได้ยากที่สุดในบรรดาโอสถระดับฟ้าขั้นหนึ่งทั้งหมด ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้หลิวจื่ออี้ปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ไม่น้อย
หลังสมุนไพรธาตุหยินทั้งสี่เริ่มหมุนวนประสานกัน หลิวจื่ออี้ก็ฟาดฝ่ามือลงบนพื้น ส่งพลังปราณบังคับให้สมุนไพรทั้งสี่พุ่งลงเตาหลอมอย่างรวดเร็ว เมื่อนางปิดฝา ทั้งห้องหลอมโอสถจึงเริ่มเต็มไปด้วยไอเย็นะเืของสมุนไพรธาตุหยิน หลิวจื่ออี้จึงเริ่มประสานมือทำมุทรา ควบคุมพลังปราณห้าธาตุในเตาหลอมเพื่อรักษาพลังหยินและหยางไม่ให้พังทลาย
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม สมุนไพรเริ่มหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว นี่คือขั้นตอนที่บีบคั้นสมาธิที่สุด เมื่อถึงขั้นตอนนี้หลิวจื่ออี้จึงเรียกโอสถฟื้นฟูพลังปราณที่อยู่ในกระเป๋าตนขึ้นมาสองเม็ด ก่อนจะกลืนลงไปเพื่อประคองพลังปราณที่กำลังจะเหือดแห้ง
“ขั้นตอนสุดท้าย หากพลาด ข้าคงต้องตามเซิ่งมู่ไปทีหลังแล้ว…”
นางหลับตาลง ใช้พลังปราณของตนส่งเข้าไปในเตาหลอมเพื่อััถึงความเปลี่ยนแปลงในเตาหลอมเบื้องหน้า เมื่อเห็นว่าสมุนไพรทั้งสี่นั้นกำลังหลอมรวมจากของเหลวเป็ของแข็งแล้ว ความปีติก็ผุดขึ้นในใจ แต่นางยังมิกล้าผ่อนปรน ร่างกายของนางโคจรพลังปราณตามวิชาปราณต้นกำเนิดเบญจธาตุอย่างเร็วขึ้นจนถึงขีดสุด เพื่อเร่งพลังปราณส่งไปยังเตาหลอมเบื้องหน้า
เมื่อพลังปราณเฮือกสุดท้ายหมดลง นางจึงใช้สองมือตบลงไปเตาหลอมโอสถ ก่อนที่โอสถสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมกำจายพร้อมไอเย็นจางๆ ก็ลอยออกมาวนเวียนอยู่เบื้องหน้า หลิวจื่ออี้ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก ก่อนจะเผยยิ้มที่มุมปาก
...
ผ่านไปแล้วยี่สิบวันั้แ่เริ่มปิดด่านฝึกตน ต้าจินที่ถูกจำกัดบริเวณอยู่แต่ในเรือนเริ่มรู้สึกอุดอู้จนถึงขีดสุด ในระหว่างสิบห้าวันนี้แม้ต้าหุ้ยและต้าซู่อิงจะไม่ได้ห้ามให้เขาพบกับคนนอก แต่ครั้งล่าสุดที่เจอเซิ่งมู่กับหลิวจื่ออี้ก็เป็เวลาห้าวันแล้ว ทำให้เขารู้สึกหน่ายอยู่ไม่น้อย
ระหว่างเบื่อๆ ต้าจินจึงนึกถึงเื่ราวที่สหายทั้งสองของเขานำมาเล่าให้ ไม่ว่าจะเื่ของผู้าุโจากสำนักวสันต์เขียว ที่หลิวจื่ออี้อธิบายให้ว่ารูปโฉมนางนั้นงดงามกว่าสตรีคนไหนๆ ที่นางเคยเจอ แม้แต่นางเอกยังกระทับใจ หรือเื่ราวของกลุ่มพ่อค้าที่ขนสินค้ามามากมายที่ในตอนนี้ยังคงค้าขายกันอยู่ที่โรงเตี๊ยมสายลมหวน
ในอดีตต้าจินไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าเขตที่ว่าการ ทำให้ไม่ได้พบกับกลุ่มพ่อค้าที่ใหญ่โตเช่นนี้ ไหนเลยพอคิดว่าตอนนี้ตนมีอายุพอให้ท่องเที่ยวแล้ว กลับโดนบิดามารดาสั่งให้ปิดด่านฝึกตนอยู่ที่บ้านเสียอย่างนั้น
จากตามที่บิดาของตนเป็คนบอก กลุ่มพ่อค้าที่มีความสัมพันธ์กับสำนักอวิ๋นสุ่ยจะออกเดินทางในอีกสิบวันนี้ ต้าจินจึงได้รับคำสั่งจากบิดาของตนอย่างต้าหุ้ย ว่าให้ทะลวงขอบเขตไปถึงรวมปราณบริสุทธิ์ขั้นที่สามก่อนออกเดินทาง ไม่อย่างนั้นระหว่างนี้ก็อย่าหวังจะได้ออกไปเที่ยวเลย อีกทั้งต้าหุ้ยยังกำชับว่าหากต้าจินยังไม่บรรลุรวมปราณบริสุทธิ์ขั้นที่สาม ระหว่างเดินทางไปอวิ๋นสุ่ยต้าจินจะต้องห้ามก้าวออกมาจากรถม้าแม้ครึ่งก้าวจนกว่าจะถึงสำนักอวิ๋นสุ่ย
เมื่อต้าจินได้ยินดังนั้นจึงทำให้ตนแทบจะเป็บ้า คนอย่างตนนั้นไม่ใช่คนที่จะนั่งอยู่กับที่ได้นานๆ แบบนี้ได้เลย ตัวต้าจินยังแปลกใจที่ตนสามารถอดทนไม่ปีนหนีออกจากบ้านได้เป็เวลายี่สิบวัน แต่ถ้าเกิดแม้กระทั่งเดินทางไปสำนักอวิ๋นสุ่ยตนยังต้องนั่งอุดอู้ในรถม้าแคบๆ นั้นอีก ตนคงต้องเป็บ้าไปแน่ๆ
ต้าจินคิดได้ดังนั้นจึงรีบนั่งขัดสมาธิ พร้อมโยนเม็ดยาโอสถเสริมพลังปราณขั้นต้นเข้าไปในปาก โอสถนี้ช่วยในการดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย เพียงแต่ระดับขึ้นของโอสถอยู่เพียงระดับดินเท่านั้นทำให้ผลไม่รุนแรง อย่างไรเสียก็ยังดีกว่านั่งฝึกเฉยๆ
ระหว่างโคจรวิชาเมฆานทีหมุนเวียนต้าจินจึงนึกขอบคุณแม่นางชุดเขียวอยู่ในใจ ถ้าไม่มีนางตอนนี้ต้าจินอาจติดอยู่คอขวดของรวมปราณบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่งก็เป็ได้ เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนออกเดินทาง เป้าหมายของต้าจินตอนนี้คือการทะลวงคอขวดรวมปราณบริสุทธิ์ขั้นที่สองให้ได้ภายในห้าวัน อย่างน้อยก่อนลาจากเมืองเล็ก จะไม่ให้เขาไปดูเมืองเล็กก่อนสักหน่อยหรือ? หากถึงเวลาแล้วต้องเดินขึ้นรถม้าไปเลย ในใจต้าจินคงอึดอัดไม่น้อย
ผ่านไปสองชั่วยามคอขวดของขอบเขตที่สามยังไม่มีความคืบหน้า ต้าจินจึงลืมตาก่อนจะลุกออกไปยืดเส้นยืดสายนอกห้องของตน แต่ในขณะที่ต้าจินเปิดประตูออกมาก็พบว่าที่พื้นหน้าห้องของตนมีถุงผ้าถุงเล็กๆ วางไว้พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง
“โอสถเสริมพลังปราณสิบเม็ด โอสถก่อรูปหยินขั้นต้นหนึ่งเม็ด ทานโอสถก่อรูปหยินเพื่อทลายคอขวดของขอบเขตสาม แล้วเ้าค่อยใช้โอสถเสริมพลังปราณเพื่อรักษากระแสพลังของโอสถก่อรูปหยินไว้ อ้อ ระหว่างดูดซับโอสถก่อรูปหยินห้ามโคจรปราณหยินเด็ดขาดเลยนะ!”
ต้าจินที่อ่านเนื้อความในกระดาษนั้นแล้ว จึงเอามือเท้าเอวแล้วะเิเสียงหัวเราะออกมา ก่อนที่จะเปิดถุงผ้าใบนั้นดู จึงพบว่าในนั้นมีโอสถสีแดงสิบเม็ด ซึ่งเป็โอสถที่ต้าจินคุ้นเคยอยู่แล้ว กับโอสถขาวนวลที่แผ่ไอเย็นมาเบาๆ อีกหนึ่งเม็ด
“พวกเ้าเป็สหายที่ดีจริงๆ” ต้าจินพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหันตัวกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเอง แล้วจึงปิดประตูดัง ปัง!
...
จันทราเหนือหัวส่องสว่างสุกสกาว ลมวสันต์พัดพาเอาพฤกษาโชยกลิ่นหอมสดชื่นกระทบมายังใบหน้า เซิ่งมู่ที่พึ่งฝึกตำราจิตดั้งเดิมกำลังยืนมองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือหัว
ถึงจะบอกว่าฝึก ก็เปรียบเสมือนการคลำหาหนทางมากกว่า ผ่านมาห้าวันแล้วหลังเซิ่งมู่ได้รับตำราจิตดั้งเดิมมาจากผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อ แต่ระหว่างห้าวันที่ผ่านมานี้เซิ่งมู่กลับไปแม้แต่จะหากระแสพลังจิตที่ผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อทิ้งไว้ในทะเลสาบแห่งจิตของตนพบเลย
อย่างเดียวที่ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกดีใน่ห้าวันนี้คือการที่เขาสามารถบรรลุถึงขอบเขตหลอมเส้นเอ็นแล้ว เมื่อหนึ่งวันก่อนหลังเซิ่งมู่ออกมาจากห้อง ก็โดนเย่น่าหลันทุบตีต่อเนื่องไปเกือบหกชั่วยาม สุดท้ายเมื่อเซิ่งมู่เกือบขาดใจตาย กลับเป็่ที่เซิ่งมู่บรรลุถึงรากฐานของวิชาหมัดดั่งที่ปู่เย่น่าหลันเป็คนบอก เมื่อจิตใจรู้ถึงแก่นยุทธ์ ร่างกายจึงปรับตัวตาม ดั่งคำพูดใจเป็นาย กายเป็บ่าว ทำให้เซิ่งมู่ผลัดเส้นเอ็นเลาะกระดูกเข้าสู่ขอบเขตที่สามของผู้ฝึกยุทธอย่างสมบูรณ์
แต่อย่างหนึ่งที่เซิ่งมู่โมโหปู่เย่น่าหลันก็เป็เื่ที่ตาแก่ไม่ได้บอกว่า่ผลัดเส้นเอ็นจะทรมานขนาดนี้ วันนั้นทำให้เป็ครั้งแรกที่เซิ่งมู่เ็ปทรมานจนหมดสติไป แต่ข้อดีก็เป็หลังเข้าขอบเขตที่สามแล้วตาแก่เย่ก็ไม่ได้บังคับให้เซิ่งมู่มาโดนซ้อมอีก แต่กลับปล่อยให้เซิ่งมู่หมกมุ่นกับวิชาฝึกจิตที่ได้มาจากหลิวจิ้งเจ๋อและวิชาหมากล้อม เขียนพู่กัน ที่เซิ่งมู่ห่างหายไปนาน
อีกสิบวันถึงจะได้เวลาออกเดินทางไปยังสำนักอวิ๋นสุ่ยพร้อมต้าจินกับหลิวจื่ออี้ เซิ่งมู่ที่บรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่ตน้าเกือบหมดแล้วจึงนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ในลานบ้าน
“การฝึกจิต ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน อย่างไรเสียท่านหลิวจิ้งเจ๋อก็เป็คนบอกเอง ว่าวิธีการฝึกจิตดั้งเดิมนั้นยากกว่าฝึกจิตตามปกติของผู้ฝึกตนมากนัก แม้แต่ผู้าุโก็ยังไม่เคยลองมาก่อน ข้าทำได้ภายในห้าวันนี่สิถึงจะแปลก”
เซิ่งมู่พูดกับตัวเองไปพร้อมเอามือลูบคางครุ่นคิด
คิดไปก็มากความเซิ่งมู่จึงตัดสินใจะโมายืนกลางลานบ้าน ก่อนจะหลับตาลงนึกถึงการสู้กันครั้งล่าสุดระหว่างตนกับตาแก่เย่
การป้อนหมัดครั้งล่าสุดที่ตาแก่เย่ป้อนให้ ทำให้เซิ่งมู่รู้ถึงความสำคัญของคำว่ารากฐาน การต่อสู้นั้นทำให้เซิ่งมู่รู้ว่าระหว่างการสู้กันของผู้ฝึกยุทธไม่ได้อยู่ที่กระบวนท่าใครทรงพลังกว่า กำลังภายในใครมากกว่าหรือใครออกหมัดไวกว่า แต่แก่นแท้คือการที่ใครสามารถมองกระบวนท่าของอีกฝั่งได้ชัดเจนกว่าต่างหากคือแก่นแท้ของวรยุทธ์ ตาแก่เย่เคยพูดไว้ว่า วรยุทธ์ที่แท้จริงคือไร้วรยุทธ์ แรกเริ่มเซิ่งมู่ไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก แต่ตัวเซิ่งมู่ตอนนี้เริ่มเข้าใกล้ฐานูเาของวรยุทธ์แล้ว
หลังทวนภาพการต่อสู้เสร็จ เซิ่งมู่ก็พบว่าอีกหนึ่งชั่วยามแสงอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว เซิ่งมู่จึงเดินเข้าไปในห้องของตน ก่อนที่จะเอาไม้ไผ่สามแผ่นมากางเรียงไว้เบื้องหน้าตน บนไม้ไผ่ทั้งสามแผ่นนั้นประกอบไปด้วยกลอนชุดที่มีความหมายแตกต่างกัน
แผ่นแรกกล่าวถึง ูเาสูงสายน้ำเขียว สหายลาจาก ท่องยุทธภพไปนานวัน จึงกลับมาพบกันใหม่ แผ่นที่สองกล่าวถึง สายน้ำไหลลงเขา ชีวิตกำเนิด บำรุงสรรพสัตว์ ก่อเกิดธรรมชาติ ส่วนแผ่นสุดท้ายคือประโยคที่กล่าวถึงฤดูใบไม้ผลิ ลมวสันต์แปรเปลี่ยน ทิ้งไว้เพียงความคะนึงหา ไร้สิ้นลมวสันต์ กลับหลงเหลือกลิ่นสารทฤดู
แผ่นไม้ไผ่กลอนชุดทั้งสามแผ่น เป็ของที่ระลึกที่เซิ่งมู่ตัดสินใจจะมอบให้คนทั้งสามจากสำนักวสันต์เขียว กลุ่มศิษย์และผู้าุโจากสำนักวสันต์เขียวมาเยือนเมืองเล็กได้สิบห้าวันแล้ว ถึงเป็ระยะเวลาสั้นๆ แต่เซิ่งมู่ก็มีความรู้สึกดีๆ กับทั้งสามคนไม่น้อย ระหว่างเก็บของเซิ่งมู่จึงคาดหวังว่าหลังส่งต้าจินไปสำนักอวิ๋นสุ่ยแล้ว จะได้พบกับพวกเขาทั้งสามคนอีกเมื่อตนไปเยือนสำนักวสันต์เขียว
เซิ่งมู่จึงเอาถุงผ้าที่เก็บไม้ไผ่ห้อยไว้ที่เอว ก่อนจะเดินออกจากห้องตนไปหยิบจอบและถังน้ำเดินไปสวนตามเดิม