บทที่ 34 ฉันไม่มีน้องสาวอย่างเธอ
ถึงจะเรียกมากินข้าวแล้ว แต่ที่จริงก็ยังขาดอาหารอีกสองอย่าง
ฉินอี้ซิงรู้ว่าชายชรารักใคร่หวงแหนตวนเอี้ยนมากแค่ไหน ยังไงนี่ก็เป็นตวนเอี้ยนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ มีประวัติศาสตร์สามร้อยกว่าปี และมีมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ตามท้องตลาด
ปกติแล้วพ่อของเขาจะอาลัยอาวรณ์ ไม่กล้าใช้และระมัดระวังมาก
ตอนนี้ไม่คิดเลยว่าจะยกตวนเอี้ยนให้อิงอิงน้อย
ใบหน้าของฉินอี้ซิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
นายใหญ่ตระกูลฉินล้างจานฝนหมึกจนสะอาดและส่งให้หลานสาว ฉินอี้ซิงยังไม่อยากจะเชื่อตาตัวเอง
อิงอิงน้อยกอดจานฝนหมึกกับกาใบเล็กเดินออกไปก่อน เดิมทีนายใหญ่ตระกูลฉินคิดจะตามไป แต่ถูกลูกชายคนโตรั้งเอาไว้
“มีอะไร?”
ฉินอี้ซิงยังคงตกใจอยู่ “พ่อ เอ่อ… ตวนเอี้ยนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่พ่อชอบที่สุดนะครับ”
นายใหญ่ตระกูลฉินพยักหน้า “อิงอิงน้อยชอบ”
ฉินอี้ซิงอดยิ้มไม่ได้ “เธอเลือกได้เก่งจริง ๆ”
ต่อมาเขาก็แปลกใจ “หรือว่าเธอจะชอบพู่กันจีน?”
นายใหญ่ตระกูลฉินส่ายหน้า “เธอไม่ได้ชอบพู่กันหรอก เธอชอบเล่นน้ำ”
หา?
ฉินอี้ซิงเงียบไป “...”
ผ่านไปสักพัก เขาถึงเรียบเรียงคำพูดได้
“แล้วยังไงครับ?”
สีหน้าของนายใหญ่ตระกูลฉินเอือมระอา “ฉันก็เลยให้ตวนเอี้ยนอิงอิงน้อยไง”
ฉินอี้ซิงหมดคำจะพูด "..."
พ่อของเขาคงไม่ได้สมองกระทบกระเทือนตอนที่เข้ามาเมื่อกี้ใช่ไหม?
ถึงเอาจานฝนหมึกที่ประเมินราคาไม่ได้ให้เด็กไว้เล่นน้ำ
นายใหญ่ตระกูลฉินมองลูกชายคนโตนิ่ง “ทำไม แกไม่พอใจเหรอ?”
ฉินอี้ซิงรีบร้อนส่ายหน้า “เปล่าครับ! ไม่เลยสักนิด!”
อิงอิงน้อยน่ารักขนาดนั้น ถึงต้องหาดาวบนฟ้ามาให้ ลุงใหญ่อย่างเขาก็จะคิดหาวิธีทำให้เธอมีความสุข
แต่… แต่พ่อของเขาไม่เคยใกล้ชิดกับเด็กมาก่อน ตั้งแต่เล็กจนโตก็เห็นอีกฝ่ายหน้านิ่งมาโดยตลอด แถมยังฝึกลูกชายกับหลานชายราวกับเป็นทหารผู้ใต้บังคับบัญชา
เรื่องนี้ช่างมันเถอะ! แต่จานฝนหมึกอันนั้น ตอนแรกเขาเคยเผลอไปแตะเข้าเพราะไม่ทันระวัง ผลคือโดนเอาไม้ไผ่ฟาดไม่ยั้ง เขายังจำได้จนมาถึงตอนนี้เลย
ในบ้านไม่ว่าใครที่เข้าห้องหนังสือ ทุกคนจะอยู่ให้ห่างจากจานฝนหมึก เพราะกลัวว่าจะโดนไม้ไผ่ฟาด
ผลคือพ่อเขามอบให้อิงอิงน้อยอย่างไม่คิดอะไรแค่เพราะเธออยากเล่นน้ำเนี่ยนะ
ลุงใหญ่อย่างเขายังเหลือศักดิ์ศรีอะไรอีก?
ฉินอี้ซิงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจนอยากจะร้องไห้
นายใหญ่ตระกูลฉินมองลูกชายคนโตและถอนหายใจ
“ลูกชายโตขนาดนั้นแล้ว ยังจะเทียบตัวเองกับเด็กอายุสามขวบครึ่งอีก แกไม่ขายขี้หน้าเหรอ?”
พ่ออะ!
ฉินอี้ซิงพูดไม่ออก “...”
ปัญหามันไม่ใช่เพราะผมรู้สึกเสียหน้าสักหน่อย ปัญหามันอยู่ที่พ่อทำตัวแปลกไปต่างหาก!
ตอนที่ฉินอิงอิงเดินออกจากห้องหนังสือ ห้องรับแขกก็ไม่มีใครแล้ว
เธอกำลังตกใจที่จู่ ๆ พี่ชายวัยแปดเก้าขวบทั้งสามคนมาปรากฏตัวตรงหน้า
ฉินเฉิงเฟิงกับฉินเฉิงหนิงกลับมาแล้วและเจอกับอิงอิงน้อยที่ยืนอยู่ในห้องรับแขก
ฉินอิงอิงสวมชุดกระโปรงสีชมพู ใส่รองเท้าสีเข้ม ผมยุ่ง ๆ กับกระโปรงฟู ๆ ไม่ได้เข้ากันนัก ที่ข้อมือเธอมีนาฬิกาสีชมพูของเด็ก เจ้าตัวเล็กยืนตัวกลมอยู่หน้าโถงใหญ่ ดวงตาเหมือนองุ่นดูสับสนเล็กน้อย เธอดีใจมากที่ได้เจอพี่ ๆ อีกครั้ง
น่าจะเป็นพี่ชายอีกสามคนที่พ่อผู้ให้อาหารเคยพูดถึง
เธอกำลังจะขานเรียก ฉินเฉิงเฟิงวัยเก้าขวบก็พูดออกมาก่อน
“เธอคืออิงอิงน้อยเหรอ?”
ฉินเฉิงฮ่าว หนึ่งในแฝดสองวัยเจ็ดขวบก็ร้อง ‘เฮอะ’ ขึ้นมาอย่างเย็นชา “ฉันไม่ยอมรับคนปัญญาอ่อนที่พูดไม่ได้เป็นน้องสาวหรอกนะ!”
เพราะน้องสาวคนนี้ ช่วงนี้เขาถึงได้ถูกพวกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะ
ถึงเขาจะใช้หมัดตอบกลับไปแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกคับข้องใจอยู่ดี
ทำไมอาเล็กต้องรับเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อนที่พูดไม่ได้อย่างเธอมาเป็นลูกสาวด้วย ทำไมเธอถึงต้องมาเป็นน้องสาวของพวกเขา?
ไม่ขายขี้หน้าเหรอ?
แฝดวัยเจ็ดขวบอีกคนที่ชื่อฉินเฉิงหนิงไม่ได้พูดอะไร แต่ใช้สายตามองสำรวจน้องสาวตัวอ้วนกลมหัวจรดเท้าอย่างละเอียด
จนกระทั่งเห็นจานฝนหมึกในอ้อมกอดของอีกฝ่าย มุมปากของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรง
“เธอ…”
เพราะตกใจมากเกินไป ฉินเฉิงหนิงก็เลยพูดไม่ออก
ฉินเฉิงฮ่าวคิดว่าพี่ชายของเขาก็เห็นด้วยกับความคิดของตนเอง จึงหัวเราะหึ ๆ อย่างอดไม่ได้
“พี่ อย่าพูดเยอะเลย บ้านเราไม่มีน้องสาว ผมไม่ยอมรับเธอ พี่ก็ไม่ต้องยอมรับเธอหรอก!”
เมื่อฉินเฉิงเฟิงสังเกตเห็นว่าน้องหกกำลังสนใจอะไรอยู่ รูม่านตาก็หดลง
“จานฝนหมึก!”
ฉินเฉิงหนิงพยักหน้า “ใช่! นั่นต้องเป็นตวนเอี้ยนของคุณปู่แน่เลย!”
พวกเขามองแล้วเดินอ้อมลูกวาฬน้อย ไม่นึกเลยว่าน้องสาวที่มาใหม่คนนี้จะกอดของสิ่งนี้ออกมา
หรือว่าจะไม่กลัวไม้ไผ่ของคุณปู่?
พ่อกับแม่บอกว่าน้องสาวที่มาใหม่เพิ่งจะอายุสามขวบครึ่ง พวกเขาเป็นพี่ใหญ่ต้องดูแลน้องสาว
ฉินเฉิงเฟิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูกของอาเล็ก ถ้าอาเล็กไม่ถือสาอะไร พวกเขาเป็นพี่ชาย มีอะไรต้องถือสาด้วย?
ฉินเฉิงฮ่าวเพิ่งจะมองเห็นตวนเอี้ยนชัด ๆ ก็เลยตวาดออกมา
“แม่เจ้า! ไม่นึกเลยว่าจะเป็นตวนเอี้ยนของคุณปู่!”
“ทำไมเธอถึงมีตวนเอี้ยนของคุณปู่?”
“เธอแอบเข้าไปเล่นในห้องหนังสือของคุณปู่เหรอ? แถมยังขโมยของตวนเอี้ยนที่คุณปู่ชอบมากที่สุดออกมาด้วย!”
“เธอกล้ามากเลยนะ!”
ฉินเฉิงฮ่าวพูดรัวเหมือนปืนกล ฉินอิงอิงอยากพูดอธิบายก็หาโอกาสไม่ได้
ในฐานะวาฬเพชฌฆาต เห็นชัดเลยว่าภาษามนุษย์ไม่ใช่พรสวรรค์ของเธอ การทะเลาะกันต่างหากที่เธอถนัด!
นี่ถ้าไม่ใช่พี่ชาย ฉินอิงอิงจะถกแขนเสื้อใส่อย่างไม่เกรงใจไปแล้ว
“ฉัน…”
“อะไรอีกล่ะ! ยัยหัวขโมย เอาจานฝนหมึกของปู่ฉันคืนมาเลยนะ!” ฉินเฉิงฮ่าวพูดพลางพุ่งตรงไปหาอิงอิง จากนั้นก็ตรงไปที่จานฝนหมึกในอ้อมแขนของน้องสาว
นี่เป็นของขวัญที่คุณปู่มอบให้ ฉินอิงอิงก็ต้องหวงแหนของขวัญนี้อย่างแน่นอน
ดังนั้นในตอนที่ฉินเฉิงฮ่าวพุ่งเข้ามา ฉินอิงอิงจึงหลบไปอีกทางโดยไม่ได้คิดอะไร
ฉินเฉิงฮ่าวที่พุ่งเข้าสู่ความว่างเปล่าเองก็นิ่งไป
เขาหมุนตัวพุ่งไปหาฉินอิงอิงเพราะปรารถนาที่จะเอาชนะ
“ไม่นึกเลยว่าหัวขโมยอย่างเธอจะกล้าหลบ!”
ฉินอิงอิงร้อง ‘เฮอะ’ อย่างเย็นชา “พี่นั่นแหละหัวขโมย! จานฝนหมึกอันนี้เป็นของขวัญที่คุณปู่ให้อิงอิง! กาอันเล็กนี่ก็ด้วย”
อย่าว่าแต่ฉินเฉิงฮ่าวเลย ฉินเฉิงเฟิงกับฉินเฉิงหนิงก็ไม่เชื่อ
สำหรับฉินเฉิงฮ่าว เขาได้เพิ่มความผิดให้เด็กน้อยตรงหน้าอีกหนึ่งกระทง
“ไม่นึกเลยว่าเธอจะยังโกหกอยู่อีก!”
“เธอมันยัยขี้โกหก!”
ฉินอิงอิงจ้องเขา “อิงอิงไม่เคยพูดโกหก! เลิกไล่จับฉันได้แล้ว พี่ตามไม่ทันหรอก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอิงอิง ฉินเฉิงฮ่าวก็โกรธจัด
“ฉันไล่จับเธอไม่ได้เหรอ เธอเป็นแค่เด็กน้อยอายุสามขวบครึ่ง ฉันอายุเจ็ดขวบ ฉันจะตามเธอไม่ทันได้ยังไง? เธอรอฉันก่อนเถอะ!”
ฉินอิงอิงเบ้ปาก “ถ้าให้รอแล้วจะเรียกว่าไล่จับได้เหรอ? ฉันไม่ได้โง่นะ! ถ้าสั่งให้ฉันรอ พี่นั่นแหละที่โง่!”
ฉินเฉิงฮ่าวจนมุม “...”
ไม่นึกเลยว่ายัยเด็กบื้อนี่จะด่าเขาว่าโง่!
วันนี้ถ้าไม่สั่งสอนเธอสักหน่อย ก็คงไม่รู้ว่าหลานชายของตระกูลฉินแข็งแกร่งมากแค่ไหน
ฉินเฉิงฮ่าวไล่จับอีกครั้ง ปลายเท้าฉินอิงอิงหลบหลีกเร็วเหมือนกับสายลม จากนั้นคนโตกว่าก็วิ่งไล่จับคนตัวเล็กอยู่ในห้องรับแขก
ฉินเฉิงเฟิงกับฉินเฉิงหนิงมองหน้ากัน ต่างคนต่างมองด้วยความตกใจ
ฉินเฉิงเฟิงโพล่ง “น้องพูดได้”
ฉินเฉิงหนิงเองก็กล่าวเช่นกัน “น้องพูดคล่องมากเลย แถมยังมีตรรกะดีมาก เธอเหมือนกับคนปัญญาอ่อนตรงไหน?”
ทันใดนั้นความโกรธก็ปรากฏบนใบหน้าหล่อทั้งสอง “ไม่นึกเลยว่าข่าวนั่นจะกล้าใส่ร้ายน้อง!”
ในตอนที่ฉินเฉิงฮ่าววิ่ง เขาก็พูดประณามความผิดของฉิงอิงอิงอย่างโกรธเคือง
“ยัยหัวขโมยชอบโกหก หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เพราะว่าลื่น ฉินเฉิงฮ่าวจึงล้มลงที่พื้นในห้องรับแขกดัง ‘ตึ้ง’ เขาร้องด้วยความเจ็บปวดและน้ำตาไหลพรากทันที