ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 อสูรอัคคีปรากฏตัว

            ใครกัน!

            ผู้คนพลันหันสายตาไปมองผู้มาเยือนแต่เห็นแค่ชายผู้มีร่างกายผอมแห้งคนหนึ่ง อายุน่าจะอยู่ในช่วงวัยกลางคนกำลังก้าวเดินช้ามาอยู่ในสายตาของคนทั้งหมดช้าๆ

            ชายผู้นี้ก็คือเทพยุทธ์ หลินไป๋ชวน

            หลินไป๋ชวนวันนี้สวมใส่เสื้อฉางเผาสีเหลืองอ่อนที่ถูกปักเป็นลายเมฆคลุมไว้ด้วยผ้าไหมทองคำชั้นดี บรรยากาศรอบตัวเขาดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขามแม้กระทั่งหลินเฮ่ายวนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรยังดูด้อยกว่าอยู่หลายส่วนเลย

            เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องโถงทีละก้าวๆถึงเสียงเดินจะไม่ได้ดังอะไรมากนัก แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับว่าเขากำลังเหยียบย่ำในหัวใจของผู้คนอยู่ก็ไม่ปาน

            แรงกดดันของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงนั้นแม้ยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเต็มที่ มันก็สามารถกดดันให้ผู้คนอึดอัดจนหายใจลำบากแล้ว

            แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสัยและกังวลมากที่สุดก็คือคำพูดสามหาวที่หลินไป๋ชวนเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อครู่นี้

            มันเล่นวิจารณ์จักรพรรดิกันซึ่งๆ หน้าเลยรึ!!

            ความเงียบพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณ

            มีเพียงหลินเฮ่ายวนที่มองดูผู้เป็นน้องชายของตัวเอง พร้อมกับยิ้มตอบโดยที่เหมือนจะไม่ได้รู้สึกถึงความคิดมุ่งร้ายของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

            “ท่านเทพยุทธ์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้ายังคงดูสง่าน่าเกรงขามอยู่เสมอ ทหาร จัดเตรียมที่นั่งหน่อย”

            “ไม่จำเป็นหรอก ท่านพี่!”

            หลินไป๋ชวนโบกมือ ปฏิเสธคำพูดของโอรสสวรรค์อีกครั้ง

            เขาใช้สายตาชั่วร้ายมองไปที่หลินเฮ่ายวนน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งกล่าวว่า

            “ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้เองนะว่าอาณาจักรชูอวิ๋นกำลังจะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่แล้ว ท่านพี่หูตึงหรืออย่างไร!!”

            ตึงง

            คราวนี้ หลินไป๋ชวนใช้พลังฟ้าดินเร่งเสียงตัวเองขึ้นจนดังสนั่นราวอัสนีฟาดผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่งสะเทือนไปทั่วทั้งห้อง

            โพละ โพละ โพละ

            เหล่าจานชามไปจนถึงกระถางดอกไม้พลันถูกคลื่นเสียงอัดกระแทกจนแตกกระจาย

            ตุบ ตุบ ตุบ

            เหล่าขุนนางที่ไม่มีพลังนั้น ล้วนถูกคลื่นเสียงนี้ทำร้ายจนสลบลงไปทับโดนทั้งอาหารทั้งเครื่องดื่มจนมีสภาพอเจอนาถ

            การคำรามอย่างไร้ปรานีของหลินไป๋ชวนนั้นดุดันเกรี้ยวกราดราวกับอสูรพยัคฆ์ขาวท้าทายอำนาจของหลินเฮ่ายวนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กษัตริย์แบบซึ่งๆ หน้า

            และในตอนนั้นเอง ด้านนอกพระตำหนักยงเหอก็มีเสียงคำรามอย่างคลุ้มคลั่งดังขึ้น

            ชายผู้เป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยองครักษ์ซึ่งมีฉายาว่าหมัดเทพไร้พ่ายเหวินไท่เป่ยนั้นได้ใช้พลังทั้งหมดเพื่อกระตุ้นเตือนเหล่าคนที่อยู่ด้านในให้ทราบถึงภัยร้าย

            “มีมือสังหาร ปกป้องจักรพรรดิ!!!”

            ..................................

            ด้านนอกพระตำหนักตอนนี้ได้กลายเป็นดั่งทะเลเลือดไปแล้ว

            สามหัวหน้าองครักษ์ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนกล้าบุกรุกเข้ามาฆ่าคนกลางงานเลี้ยงยามราตรีในพระราชวังตรงๆโดยไม่หลบซ่อนแบบนี้

            แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว

            ระยะทางจากประตูหย่งอันมาจนถึงพระตำหนักยงเหอนั้นยาวประมาณพันเมตร

            บนถนนนี้เต็มไปด้วยซากศพของเหล่าทหารองครักษ์ เหล่านางสนมคนงาน และสาวใช้ นอนจมกองเลือดอยู่เต็มไปหมด

            ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครมีโอกาสส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเลยสักคน

            และก็ไม่มีใครสามารถรอดพ้นเงื้อมมือของเหล่าเทพแห่งความตายนั่นได้เลยเช่นกัน

            แม้แต่เหวินไท่เป่ยที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายอันเลื่องชื่อของเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นระหว่างที่กำลังลาดตระเวนอยู่ก็ถูกศัตรูโจมตีเข้าใส่เต็มๆ ได้อย่างง่ายดาย

            ดาบยาวอันน่าสะพรึงกลัวเล่มหนึ่งได้ฟันฉับใส่เขาอย่างรุนแรงหากไม่ใช่เพราะแขนของเขามีถุงมือระดับวิญญาณสวมใส่อยู่ละก็เกรงว่าตัวเขาก็คงจะนอนเป็นศพไร้วิญญาณไปแล้วเหมือนกัน

            “มีมือสังหาร ปกป้ององค์จักรพรรดิ!!”

            เหวินไท่เป่ยตะโกนกู่ก้องอย่างเกรี้ยวกราด สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วทั้งพระตำหนักแห่งนี้

            เหล่าทหารองครักษ์นับพันก็โถมเข้ามาราวคลื่นน้ำด้วยความเร็วสูงสุดจากนั้นก็ตั้งเป็นค่ายกลป้องกันอยู่ที่ด้านนอกของพระตำหนัก

            ซูหมิงชุนและเซี่ยชางไห่ก็รีบพุ่งเข้ามาสมทบกับเหวินไท่เป่ยที่บาดเจ็บเล็กน้อยจากนั้นก็รวมตัวกันตั้งเป็นกำแพงสุดแข็งแกร่งสามชั้น

            แต่น่าเสียดาย...

            เหล่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานของอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นพอมาเปรียบเทียบกับศัตรูที่มากันในครั้งนี้แล้ว พวกเขาดูอ่อนแอไปเลย

            กลุ่มคนลึกลับที่สวมใส่ชุดสีดำทั้งตัวเอาไว้เหล่านั้น ก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาพวกเขาหลังจากฆ่าคนทิ้งไปจำนวนมากแล้ว

            ราวกับพวกเขาไม่เห็นหัวของเหล่าทหารองครักษ์ไม่เห็นหัวของเหวินไท่เป่ย และซูหมิงชุนเลย

            “ไอ้บ้าเอ๊ย! คนพวกนี้มันมาจากไหนกันนี่!!”

            เหวินไท่เป่ยรีบพันแผลอย่างรวดเร็วพร้อมกับกัดฟันฝืนสู้ต่อ

            ความเจ็บปวดของกายเนื้อนั้นยังไม่หนักหนาเท่าความกดดันทางจิตใจที่มาจากกลุ่มคนที่น่ากลัวดุจกองทัพปีศาจเหล่านี้โดยเฉพาะสามคนที่อยู่ในกองทัพของศัตรูนั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัวเลยทีเดียว

            “ยิง!!”

            ขนาดเซี่ยชางไห่ที่เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดและมีระดับความสามารถสูงสุดในบรรดาหัวหน้าหน่วยองครักษ์ทั้งสามคนแล้วยังรู้สึกเคร่งเครียดจนเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาจนเปียกเต็มหัว

            เขาโบกมือสั่งการจากนั้นลูกธนูนับพันก็ถูกยิงออกไปจนบังเต็มฟ้า แล้วก็พุ่งเข้าใส่เหล่าอริร้ายที่สวมชุดสีดำเอาไว้แต่น่าเสียดาย ลูกธนูเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรศัตรูได้เลยแม้แต่น้อย

            ตูม

            หนึ่งในกลุ่มศัตรูพลันระเบิดคลื่นพลังที่มองไม่เห็น ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกับกระดองเต่าออกมาจากนั้นก็ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

            ลูกธนูทั้งหมดที่ถูกยิงออกมาก็ชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นนั่นจากนั้นก็ถูกพลังฟ้าดินบนกระดองนั่นบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง

            คนที่อยู่หลังกำแพงนั่น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยสักคน

            แข็งแกร่งมาก!!

            พอเปรียบเทียบกับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนของประเทศเล็กๆ แบบนี้แล้วเหล่าศัตรูตรงหน้านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพระเจ้าเลย

            ยอดฝีมืออายุน้อยผู้หนึ่งในกลุ่มศัตรูนั้นดูท่าทางเหมือนจะรู้สึกรำคาญลูกธนูเหล่านี้

            แววตาของเขานั้นเปล่งประกายเย็นเยือกออกมาอย่างรุนแรงพร้อมกับปล่อยจิตสังหารอันอำมหิตและเย็นชาออกมา“ไอ้พวกมดปลวกข้าจะแสดงให้พวกเจ้าดูเองว่าวิชาธนูที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

            ชายหนุ่มผู้นั้นหยิบเอาธนูยาวสีดำทมิฬเล่มหนึ่งออกมาบนธนูนั้นมีประกายของพลังฟ้าดินเปล่งออกมาอ่อนๆแค่ดูก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นอาวุธระดับวิญญาณชั้นยอดที่มีพลังไม่ธรรมดาแน่นอน

            ลูกธนูหัวอินทรีย์สามดอกถูกยิงออกจากคันธนูพุ่งขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกรีดอากาศราวเสียงวิหคคำรามกลายเป็นลำแสงแห่งความตายสามสายอยู่บนท้องฟ้า

            แย่แล้ว!

            สามหัวหน้าองครักษ์สัมผัสถึงเค้าลางแห่งความตายได้พร้อมกัน ราวกับเห็นยมทูตกำลังโบกมือเรียกหาพวกเขาอยู่ก็ไม่ปาน

            ชายหนุ่มผู้นั้นต้องเป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงแน่ๆลูกศรทั้งสามสายนั้นถูกห่อหุ้มด้วยพลังฟ้าดินอย่างหนาแน่นราวกับมันสามารถฉีกอากาศเป็นชิ้นๆ ได้พลังอันน่าเกรงขามนั้นทำเอาพวกของซูหมิงชุนทั้งสามคนไม่สามารถตอบโต้อะไรกลับไปได้เลย

            “ตายไปซะ!”

            ชายหนุ่มผู้นั้นยิงท่าพิฆาตออกมาทันทีลูกศรทั้งสามดอกพลันแปรเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็นอินทรีย์แห่งความตายจะงอยปากอันแหลมคมนั้นกำลังจะพุ่งทะลวงลำคอของคนทั้งสามแล้ว

            ทั้งโหดเหี้ยม

            ทั้งอำมหิต

            แต่พวกเหวินไท่เป่ยนั้นกลับไม่มีพลังมากพอจะต้านทานพลังของอีกฝ่ายได้เลย

            ความเร็วของพวกเขานั้นเทียบกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อยไม่มีทางที่จะหนีพ้นจากเงื้อมมือของยมทูตที่กำลังเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นได้

            แต่ในจังหวะเส้นยาแดงผ่าแปดนั่นเองก็มีคมดาบสีดำปรากฏขึ้นบนอากาศ

            ไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาจากไหนซึ่งมันเป็นคมดาบที่หนักแน่นแข็งแกร่งราวภูเขาหรือกำแพงเมืองก็ไม่ปาน

            ความแข็งแกร่งของคมดาบนี้อยู่เหนือกว่าจินตนาการของผู้คนไปมาก

            ลูกธนูทั้งสามดอกที่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนยังไม่อาจต้านรับได้นั้นถูกคมดาบอันมหึมานั่นบดขยี้จนแหลกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากนั้นคนดาบนั้นพลันพุ่งทะลุพื้นจนกลายเป็นหลุมลึก เศษฝุ่นพลันฟุ้งกระจายออกมา

            รอยดาบขนาดมหึมาที่ประทับลงพื้นนี้มีขนาดยาวหลายสิบเมตรลึกนับสิบกว่าเมตร ขัดขวางตรงกลางระหว่างเหล่าทหารองครักษ์และกองทัพคนชุดดำนั่นเอาไว้

            หลังจากนั้นก็มีคนผู้หนึ่งที่สวมผ้าคลุมปกปิดทั่วทั้งตัวเอาไว้ค่อยๆเดินออกมาจากกลางเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจายนั่นในมือของเขานั้นถือดาบยาวสีดำขนาดสองนิ้วเอาไว้

            ดาบนั้น มีนามว่า ดาบสะบั้นฟ้า

            คนนั้น มีนามว่า ต้วนเทียนหยา (วิญญาณตัดขอบฟ้า)

            ยอดฝีมือที่คอยปกปักรักษาอาณาจักรชูอวิ๋นมาโดยตลอดผู้นี้ใช้วิธีที่ชัดเจนที่สุดในการสะกดข่มการโจมตีอันแสนโอหังของศัตรูเอาไว้อีกทั้งยังขีดคั่นเส้นแดนเอาไว้อีกด้วย

            “ท่านหัวหน้าต้วน!”

            พวกเหวินไท่เป่ยทั้งสามคนที่หนีพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิดนั้นพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

            “ถอย”

            ต้วนเทียนหยาโบกมือส่งสัญญาณ เหล่าทหารองครักษ์ทั้งหมดพลันล่าถอยไปอยู่ข้างหลังเขาทันที

            จิตวิญญาณนักรบอันห้าวหาญพลันทะลักออกมาจากตัวเขาอย่างหนักหน่วงกดดันต่อต้านจิตสังหารของกลุ่มคนห้าสิบคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเอาไว้

            แต่ว่า แม้แต่ต้วนเทียนหยาและรอยดาบที่ถูกขีดขึ้นโดยดาบสะบั้นฟ้าของเขานั้นก็ไม่อาจทำให้ศัตรูหยุดเท้าลงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

            พวกเขาเดินผ่านมันมาอย่างง่ายดาย

            ชายในชุดสีดำคนหนึ่งที่น่าจะเป็นหัวหน้านั้นขยับเท้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถเคลื่อนมายืนอยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพได้ทันทีคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวจนยากจะอธิบายได้สายหนึ่งก็ทะลักออกมาจากตัวเขาจนหมวกคลุมสีดำที่ปิดหน้าของเขาอยู่นั้นถูกยกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าอันแก่ชราและดวงตาสีแดงอันน่าหวาดกลัวที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องยอมสยบคู่หนึ่ง

            “พวกเจ้า... ถอยไป!!”

            ประกาศิตของอสูรอัคคี

            ชายชราผู้นี้พลันระเบิดคลื่นพลังฟ้าดินในตัวออกมาราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุอย่างเกรี้ยวกราดคลื่นพลังนี้พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่ไม่อาจจะบรรยายได้

            ก้อนอิฐบนพื้นพลันแตกกระจาย เหล่าพืชพรรณดอกไม้ต่างๆ ที่คลื่นพลังนี้พุ่งผ่านพลันแตกสลายเป็นผุยผงพลังฟ้าดินที่แต่เดิมแล้วไร้รูปร่างนั้นพลันแปรสภาพกลายเป็นคลื่นพลังสีแดงอันหนาแน่น บดขยี้ทุกๆ สิ่งจนกลายเป็นผุยผง

            ผู้คนรู้สึกราวกับมีคลื่นลาวาค่อยๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องไร้ที่สิ้นสุดขนาดมันยังไม่เข้ามาใกล้ตัวก็สามารถทำให้รู้สึกแสบร้อนราวกับดวงวิญญาณกำลังถูกเผาไหม้อยู่ในนรกโลกันตร์ก็ไม่ปาน

            ต้วนเทียนหยาระเบิดเสียงคำรามทุ้มต่ำออกมาคำหนึ่ง

            “ฟัน!!”

            ดาบยาวในมือเขาพลันถูกตวัดออกไปจนกลายเป็นคลื่นคมดาบอีกครั้ง

            คมดาบขนาดมหึมาที่ราวกับจะสามารถเปิดฟ้าแหวกนภาออกได้นั่นพุ่งออกไปโดยหวังจะสกัดคลื่นพลังอันน่ากลัวของอีกฝ่าย แต่ผลที่ได้คือแม้แต่คลื่นดาบที่ยอดฝีมือระดับต้วนเทียนหยาฟันออกไปสุดแรงแล้วยังไม่อาจสลายคลื่นพลังฟ้าดินที่ศัตรูยิงออกมาจนหมดได้

            หลังจากคลื่นดาบพุ่งผ่านไปแล้วก็ยังเหลือคลื่นลมอันเกรี้ยวกราดพุ่งเข้าใส่ฝั่งองครักษ์อย่างน่ากลัวพัดเอาเหล่าทหารนับพันจนปลิวกระเด็นออกไปราวกับเม็ดทรายที่ถูกลมเป่า

            มีเพียงยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางขึ้นไปแค่หลายสิบคนเท่านั้นที่ยังสามารถใช้อาวุธของตัวเองกดลงกับพื้นยันตัวเอาไว้ไม่ให้ถูกพัดออกไป

            แต่ประตูใหญ่ของพระตำหนักยงเหอตอนนี้ถูกคลื่นพลังนั้นซัดเข้าใส่จนเปิดออกต้อนรับเหล่าชายชุดดำแล้ว

            แข็งแกร่งเกินไปแล้ว

            แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ

            หลังจบจากการปะทะกันครั้งนี้แล้ว ก็เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าแม้แต่ต้วนเทียนหยายังมีพลังน้อยกว่าชายชราผู้นี้อยู่ส่วนหนึ่ง

            ถามไถ่ทั่วทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นยังมีผู้ใดสามารถรับมือกับเทพนักฆ่าสีดำผู้มาพร้อมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผู้นี้ได้ด้วยหรือ?

            ในที่สุดยอดฝีมือชุดดำเหล่านี้ก็เดินเข้ามาถึงหน้าประตูของตำหนักยงเหอแล้ว

            ส่วนต้วนเทียนหยายังคงยืนนำคนที่เหลือประชันหน้ากับศัตรูอยู่

            บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งจนชวนให้ผู้คนรู้สึกกระหายน้ำหากเหล่ายอดฝีมือชุดดำเหล่านี้ขยับเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียวละก็ พวกของต้วนเทียนหยาก็จะเปิดฉากต่อสู้แลกชีวิตกับอีกฝ่ายทันที

            แต่ในตอนนั้นเอง

            ภายในพระตำหนักยงเหอก็มีเสียงพูดอันยโสโอหังของหลินไป๋ชวนดังขึ้น“ต้วนเทียนหยา เห็นชัดๆว่าเจ้ารับมือพวกนั้นไม่ไหวแล้วเจ้าจะไปเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งแบบเสียเปล่าอีกทำไม... พวกเขาเป็นแขกที่ข้าเชิญมาเองให้พวกเขาเข้ามาเถอะ!!”

            คำพูดของหลินไป๋ชวนนั้นอวดดีแบบไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น

            คนชุดดำเหล่านี้ก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าจนเกิดการนองเลือดไปทั่วพระราชวังของราชวงศ์ชูอวิ๋นแบบนี้แต่มันกลับยอมรับตรงๆ ว่านั่นเป็นแขกที่ตัวมันเป็นคนเชิญมาเอง

            คนที่พอจะฉลาดหน่อยก็พอจะเดาได้แล้วว่าคืนนี้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน

            พวกของต้วนเทียนหยาไม่สนใจคำพูดของหลินไป๋ชวนเลยแม้แต่น้อยยังคงยืนหยัดปกป้องทางเข้าพระตำหนักอยู่เหมือนเดิม

            หลินไป๋ชวนหันไปมองสีหน้าอันเคร่งขรึมของหลินเฮ่ายวนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กษัตริย์ด้วยท่าทางท้าทายพร้อมกับแย้มยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวว่า“อย่างไรดี ท่านพี่หรือว่าท่านยอมเห็นพวกเขานอนตายอยู่ข้างนอกนั่น มากกว่าที่จะมาเผชิญหน้ากับข้าผู้เป็นน้องของท่านอย่างนั้นหรือ?”

            คำพูดของมันนั้นสามหาวสุดขีด มันไม่เห็นหัวของหลินเฮ่ายวนเลยแม้แต่น้อย

            ท่าทางโอหังของมันนั้นกดดันคนทั้งหมดที่อยู่ข้างในเอาไว้อย่างเด็ดขาด แม้แต่แม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรหลี่จิ้ง ที่ตอนนี้เข้ามาปกป้องหลินเฮ่ายวนอยู่ข้างกายแล้วก็ยังไม่อาจหยุดยั้งจิตสังหารอันมหาศาลของอีกฝ่ายได้เลย

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668