วังหลวง นครเทียนอัน จักรวรรดิต้าจิน
"กราบทูลองค์จักรพรรดิ ท่านขุนพลหลานจือขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วนพ่ะย่ะค่ะ"ขันทีผู้หนึ่งกล่าวรายงานต่อประมุขแผ่นดิน ซึ่งกำลังว่าราชการบนบัลลังก์ทองคำอย่างขึงขัง คร่าคร่ำไปด้วยตำราและกีฏารายงานจำนวนมหาศาล
จักรพรรดิชางแสดงสีพระพักตร์ครุ่นคิดเล็กน้อย พร้อมกับวางตราหยกประทับตราไว้บนโต๊ะทรงงานของพระองค์"การด่วนของหลานจือหรือ? เชิญเข้ามาได้"ประมุขตรัสแล้วจึงผายมือออกไป ให้ขันทีทำตามรับสั่ง ไม่ช้าพวกขันทีก็เปิดประตูตำหนัก ให้นายทหารชั้นสูงแห่งต้าจินเดินตรงมาเข้าเฝ้า
"ถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท กระหม่อม ขุนพลหลานจือพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"ชายร่างสูงตัวหนาเกือบสองเมตรกล่าว แม่ทัพอายุประมาณสี่สิบปีเศษ ผู้มีผมบางแทบล้านเลี่ยนเข้ากับใบหน้ากลมรูปไข่ก้มโค้งตัวก่อนเอ่ย "กระหม่อมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทรงทราบพ่ะย่ะค่ะ"
"มีการเร่งด่วนอันใดหรือ?"
ขุนพลกลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วเอ่ย "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อเช้านี้กระหม่อมได้พบกับคณะของธิดาเจ้าครองนครวาริสแห่งศวาติ และท่านผู้กล้าดาบวิเศษ พวกเขามาขอเฝ้าพระองค์เป็นการด่วนพ่ะย่ะค่ะ"
คำกล่าวของขุนพลคนสนิททำให้ผู้ปกครองต้าจินชะงักงันครู่หนึ่ง"วีรชนผู้กล้าทั้งสองนั้นเอง ข้ามิได้พบนับแต่เสร็จศึกสงครามเลย"จักรพรรดิเม้มพระโอษฐ์ก่อนมีดำริตรัสถามขึ้น"พวกเขามีความอันใดมาพบข้าถึงในราชวังหรือ?"
"กราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท กระหม่อมคิดว่าเป็นเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้พ่ะย่ะค่ะ"ขุนพลร่างยักษ์เอ่ย"บัดนี้พวกเขาได้รอเข้าเฝ้าที่หน้าพระตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"เชิญพวกเขาเข้ามา"
"เบิกตัวสองผู้กล้าเพตรา มาเทซาร์และซือหลินพร้อมคณะเข้าเฝ้า"ขันทีต้นห้องตะโกนเสียงดัง ก่อนที่ร่างของคณะผู้กล้าจะค่อยๆเดินเข้ามา
"ถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท"คณะสองผู้กล้าเอ่ยพร้อมกัน
เกิดความเงียบสงัดไปชั่วขณะหนึ่งภายในห้องนั้น ทั้งขุนพล ข้ารับใช้ในราชวังตลอดจนองค์ประมุขแผ่นดินต่างจดจ้องคณะเดินทางเข้าเฝ้าอันแปลกประหลาดที่สุดที่เคยพบ อันประกอบไปด้วย ทารกตัวน้อย นักบวชรุ่นเยาว์ สตรีผู้เป็นอัศวิน และคนชราที่ดูเดินเหินไม่สะดวกกับดาบวิเศษของเขา...
ฉับพลันจักรพรรดิก็ลุกขึ้นแล้วเดินลงมาจากราชบัลลังก์ เดินฉับๆมายังคณะผู้มาเยือน พระองค์ทอดพระเนตรบุคคลทั้งสี่อย่างตรึกตรองก่อนมีกระแสรับสั่งขึ้น
"ให้ข้าราชบริพารทั้งหลาย จงออกไปก่อนทุกคน"เจ้าแผ่นดินกล่าว"ยกเว้นเจ้า หลานจือ"
เมื่อเหล่าข้าราชบริพาธ ขันทีสนมนางกำนัลทั้งหลายต่างกระเถิบถอยห่างออกไปจนหมด นายใหญ่แห่งวังหลวงก็กอดอกแล้วมองไปยังคณะเดินทางทั้งสี่ที่มาเข้าเฝ้า พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ
"เอาล่ะ เวลานี้มีเพียงเหล่าคนกันเองเท่านั้น ไม่ต้องมากพิธี!"จักรพรรดิชางตรัสพลางปรบพระหัตถ์เบาๆ"ไหนบอกมาซิ! อะไรเกิดขึ้นให้พวกเจ้าสองคนเดินทางมาพบข้า! แถมเป็นคณะที่ประหลาดล้ำที่สุดในชีวิตข้าเลย!"
เพตราแสดงความเคารพ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนเอ่ย"จักรพรรดิชาง ทรงสบายดีนะเพคะ"
"สบายดี และการได้พบหน้าอีกครั้ง ทำให้เรารู้สึกถึงวันวานที่เคยเล่นหมากรุกกับท่าน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากงานราชการนัก ท่านหญิงเพตรา มาเทซาร์"มหากษัตริย์ตรัสก่อนเอนองค์ไปยังชายชราผมขาวที่อยู่เคียงข้างอัศวินหญิง"กลับกันคือท่านมากกว่า สายตาไม่ฝาดไปใช่ไหม?"
"กระหม่อม ซือหลินเองพ่ะย่ะค่ะ"
"สวรรค์โปรด! ซือหลิน เป็นท่านจริงด้วย ...ท่านดู...อืม ดูกร้านโลกขึ้นเยอะเลยนะ"
เป็นคำพูดถนอมน้ำใจทำให้ซือหลินหัวเราะออกมา
"เรียนตามตรง ว่าตอนที่พวกท่านมาพบข้าที่บ้าน ข้าแทบไม่เชื่อสายตาว่าท่านคือผู้กล้าซือหลิน เพราะท่านเปลี่ยนไปมาก"หลานจือ ผู้นำเหล่าทหารแห่งต้าจินเอ่ย"ทว่าวินาทีที่เห็นหน้าท่าน ก็ยังมีเค้าโครงอดีตอยู่..."
"กระหม่อมถูกคำสาปอาถรรพณ์พิสดาร ทำให้ร่างกายแก่ลงเป็นเท่าตัวพ่ะย่ะค่ะ"ซือหลินอธิบายแก่ชาววังหลวงฟัง พวกเขาดูตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทว่าผู้กล้าดาบวิเศษก็พูดตัดไปเรื่องอื่น "แต่เรื่องอาการข้าไม่สำคัญเท่าเรื่องที่จะมากราบทูลในวันนี้"
"คำสาปหรือ? ช่างน่าประหลาดที่ท่านผู้กล้าจะถูกสาปได้เช่นนี้"หลานจือพึมพำ"ฝีมืออาคมผู้ใดกันนะ"
"แอ๊ แอ้!?"
"น้องฟาน เงียบๆก่อนนะ!"เวทินปราบเมื่อเห็นฟานเริ่มร้องออกมา จนทำให้ทุกคนพุ่งความสนใจไปหา
"มีเด็กร้องหาหรือ?"จักรพรรดิตรัส"ลูกเต้าเหล่าใครกัน?"
"ทารกน้อยคือลูกสาวของท่านซือหลินพ่ะย่ะค่ะ"หลานจือชี้แจ้งและผายมือไปยังเวทิน"ส่วนเด็กชายผู้นี้ คือ นักบวชฝึกหัดที่คอยติดตามดูแลท่านซือหลินในระหว่างการเดินทาง"
"ถวายบังคม...องค์จักรพรรดิ"เด็กชายนักบวชโค้งศีรษะอย่างอ่อนน้อม
"ไม่เป็นไร เงยขึ้นเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเด็กทารก...ทายาทตัวน้อยของผู้กล้าหรือนี่!?"ประมุขแผ่นดินแย้มพระสรวลก่อนหยอกเย้าทารกน้อยที่ซือหลินอุ้มมา"แหม น่าเอ็นดูเหลือเกิน เหมือนมีหลานเพิ่มขึ้นมาเลย ว่าอย่างไรแม่หนู จ๊ะเอ๋!"
"อู้ว!"ฟานตะโกนดังจนกังวานไปทั่วท้องพระโรง
จักรพรรดิรู้สึกเอ็นดู พระองค์หันกลับมาทางผู้เป็นพ่อของฟานแล้วตรัสขึ้น"เจ้ามาพบข้า คงไม่ใช่แค่เรื่องอวดลูกสาวตัวน้อยเสียงใสหรือคำสาปแก่งั่กจนอายุเท่าข้าหรอกใช่ไหม?"
ซือหลินพยักหน้าแล้วตอบ"องค์จักรพรรดิ ผู้กล้าเมย์ได้พยากรณ์เห็นนิมิตอันตรายจากจักรวรรดิซิเรเดล"ผู้กล้าวัยกลางคนเว้นวรรคเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินข้อความถัดมาอย่างชัดเจน"พวกมารกำลังจะโจมตีเราอีกครั้ง"
คำกล่าวของซือหลิน ทำให้ชาววังหลวงทั้งสองตกตะลึง!
"เป็นไปไม่ได้! พวกชาวซิเรเดลจะฟื้นตัวรวดเร็วแล้วคิดอ่านโจมตีเราเช่นนี้"ขุนพลวังหลวงแย้งขึ้น"ท่านเมย์ยืนยันเรื่องนี้เองหรือ?"คำกล่าวของผู้นำทหาร ทำให้จักรพรรดิชางหันไปยังซือหลินอีกครั้งเพื่อต้องการฟังคำตอบ
"พระอาญามิพ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"เวทินเอ่ยแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว"กระหม่อมเป็นหลานศิษย์ของท่านผู้กล้าเมย์ มีนามว่าเวทิน เป็นนักบวชนิกายดวงตาที่ติดตามรับใช้ท่านผู้กล้าแต่แรกเริ่ม เรื่องนิมิตการโจมตีของเหล่ามารปีศาจครั้งนี้ กระหม่อมขอยืนยันด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเห็นเวทินกลา่วเช่นนั้น เพตราก็ไม่รอช้า เธอก็พูดเสริมต่อในทันที"ในฐานะตัวแทนจากศวาติ ข้าเดินทางมาที่นี่เพื่อยืนยันเรื่องนี้ด้วยเช่นกันเพคะ"
ในระหว่างที่สองบุรุษแห่งวังหลวงกำลังตรึกตรอง ซือหลินก็อธิบายต่อ"เราทั้งสองผู้กล้ากำลังทำตามนิมิตของเมย์ รวบรวมเครือข่ายพลพรรคผู้กล้าในอดีต และจะเร่งเดินทางไปยังชายแดนอาคเนย์ทันที"เขากล่าวพลางกำสองมือประสานคำนับ"เราจึงใคร่ขอกำลังสนับสนุนจากองค์จักรพรรดิ ในการเกณฑ์กำลังไว้ให้เพียบพร้อมรับศึกในอนาคตพ่ะย่ะค่ะ"
"ฟังดู...ช่างประจวบเหมาะเสียนี่กระไร"จักรพรรดิหลับพระเนตรลง ก่อนพึมพำออกมาเบาๆ"เป็นเรื่องในเวลาอันวิกฤตนัก ซิเรเดล"
"พระองค์หมายถึงอะไรหรือเพคะ?"มันสมองของกลุ่มผู้กล้าไวต่อท่าทีอีกฝ่าย
"...หลานจือ"สิ้นสุรเสียงของจักรพรรดิ นายทหารคนสนิทก็เป็นผู้เอ่ยความนัย
"เรื่องการเกณฑ์ไพร่พลทำสงครามเป็นไปได้ยากในสถานการณ์นี้"ขุนพลร่างยักษ์เอ่ย"สงครามครั้งที่ผ่านมา ต้าจินสูญเสียสมบัติในพระคลังอย่างมาก รวมถึงปัญหาต่างๆ ทำให้การฟื้นฟูเป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเรากำลังเผชิญ กล่าวตามตรงว่าทางเราไม่พร้อมรับศึกใหญ่อีกในตอนนี้"
เพตราหรี่ตาลงก่อนพยักหน้า"เข้าใจล่ะ ต้าจินเป็นหัวหอกในการโจมตีมาร ก็ย่อมเต็มไปด้วยผลกระทบรุนแรงกว่าใครซินะ"
"ข้าเสียใจ แต่เวลานี้ต้าจินไม่อาจช่วยเหลือได้"จักรพรรดิตรัสออกมาอย่างแผ่วเบา
ทว่ากลับคำที่กรีดแทงใจผู้ที่เดินทางมายังเมืองหลวงโดยแท้ ทำให้เพตรารีบโต้แย้งอย่างฉับไว
"ทูลองค์จักรพรรดิ เราสามจักรวรรดิเป็นพันธมิตรที่ดีมาช้านาน ต้าจิน ศวาติ อาคเนย์ หากขาดผู้หนึ่งผู้ใดไป เราจะตกอยู่ใต้อาณัติชาวซิเรเดลเพียงชั่วอึดใจ"อัศวินหญิงกล่าวพลางคำนับ
"จักรวรรดิต้าจินเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่รากฐานกำลังสั่นคลอนเพราะไฟสงคราม ในฐานะประมุขแผ่นดิน ก็มิอาจปล่อยให้สิ่งที่สร้างสมมาต้องล่มสลายลงในยุคของเรา!"กระแสดำริอันหนักแน่นพุ่งไปยังอัศวินหญิง"เพื่อบ้านเมืองแล้ว ผู้นำต้องทุกอย่างให้รอดพ้นปวงภัย ท่านหญิงเพตราแห่งนครวาริสที่สืบสายเลือดผู้ครองนครก็ย่อมต้องเข้าใจเรื่องนี้ดี"
เพตราขบฟันเล็กน้อย ในขณะที่สมองกำลังประมวลผลเพื่อโต้แย้งกลับนั้นเอง...ซือหลินก็เอ่ยแทรกขึ้น!
"ข้ากระหม่อมเข้าใจพระองค์แล้ว เช่นนั้นกับเร่ืองต้าจินก็จบเพียงเท่านี้"
คำกล่าวอันเรียบง่ายของเขา ทำให้ทั้งคณะเดินทางและชาววังหันมอง
"ซือหลิน!?"เพตราอุทาน เธอหันมองค้อนชายข้างกายแทบจะทันที"เดี๋ยวก่อนนะ! เจ้าพูดอะไรออกไป?"
ซือหลินจดจ้องไปยังนายใหญ่แห่งวังหลวงก่อนเอ่ยด้วยเสียงอันหนักแน่น"ข้ามาพูดขอความช่วยเหลือในฐานะผู้กล้า และพระจักรพรรดิก็ทรงให้คำตอบอย่างที่ประมุขต้องรับสั่งแล้ว ถือว่าเป็นอันจบไป"เขากล่าวพลางกอดอก"หากแต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งล่ะ! คำตอบท่านคือสิ่งใด?"
"ท่านผู้กล้าซือหลิน! วาจาลบหลู่เบื้องสูงเช่นนี้ที่โทษถึงประหาร!!"หลานจือคำราม ดวงตาของทหารคนสนิทเบิกกว้างชั่วพริบตา
"ข้ากำลังสนทนากับพระองค์ในฐานะชาวเอซิเรียร่วมกัน ขุนพลหลานจือ"ซือหลินกล่าว ในขณะที่จักรพรรดิยกมือปัดป้องให้คนสนิทสงบอารมณ์ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ซือหลินจึงเอ่ยต่อ"เวลานี้สงครามมนุษย์และมารที่ไม่ควรจะเกิดกำลังจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง ประชาชนบนแผ่นดินจะต้องล้มตายไปอีกกี่มากน้อย หน้าที่ของเราคือการหยุดยั้งมันในเวลาที่มีโอกาส! พระองค์ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี!"
"ท่านกล่าวเช่นนี้ได้ เพราะท่านเป็นผู้กล้าซือหลิน มิใช่ผู้นำประเทศ ท่านไม่แม้แต่เข้าใจสักนิดน้อย!?"สุรเสียงประมุขต้าจินเคลือบแฝงด้วยโทสะ แต่บุคลิคยังคงความสง่างามเอาไว้
"หากเข้าใจไม่ผิด พระองค์คือพระจักรพรรดิชาง มหาราชแห่งต้าจิน ด้วยหน้าที่ประมุขแผ่นดิน ย่่อมต้องปกป้องปวงประชาต้าจินให้รอดปลอดภัย เช่นนั้นกระหม่อมก็ไม่ขอพูดในฐานะผู้กล้าหรือหัวโขนใด หากแต่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งเท่านั้น! ท่านจะไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ผู้คนที่เดือดร้อนหรือ? ในเมื่อท่านสามารถทำได้?"ซือหลินพูดไม่ยั้งปากจนทุกคนที่นั่นต่างตะลึงงัน พร้อมกันนี่เขาก็ก้าวเข้าไปประจันหน้าจักรพรรดิอย่างใจเย็น"หากสามจักรวรรดิไม่ร่วมมือกัน จะมีคนต้องล้มตาย ลูกเด็กเล็กแดงต้องกำพร้าเหมือนดังตัวข้า..."
คำกล่าวของซือหลินแฝงด้วยความรู้สึกอันมหาศาล
ผู้ปกครองซึ่งขมวดคิ้ว จดจ้องดวงตาเด็ดเดี่ยวของชายชราอุ้มทารกน้อยที่อยู่ตรงหน้า
"กระหม่อมขอเพียงความพระเมตตาจากพระองค์พ่ะย่ะค่ะ จักรพรรดิชาง"ซือหลินกล่าวพลางคุกเข่าอย่างสงบ จนฟานเริ่มดิ้นเพราะความขัดใจ เธอส่งเสียงอ้อแอ้ออกมาเบาๆ
จักรพรรดิชราเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่"ผู้คนปวงประชาคือกำลังรากฐานสำคัญของต้าจิน ไร้ผู้คนก็ไร้จักรวรรดิ"นายเหนือหัวแห่งราชวังตรัสอย่างแผ่วเบา"ในฐานะชาวเอซิเรีย ในฐานะคนผู้หนึ่ง หากทำได้ ข้าก็ไม่ปรารถนาในสงคราม ความรุนแรง ข้าไม่ปรารถนาเลือดไหลรินลงแผ่นดินอีกแล้ว"
"ข้าแต่พระองค์..."คณะซือหลินต่างก้มลง ราวกับขอวิงวอน...ท้ายที่สุดก็ได้คำตอบ
"ข้ารับปากช่วยเท่าที่ได้"ประมุขแผ่นดินตรัส ก่อนใช้พระหัตถ์ตบบ่าซือหลินเบาๆ"เมื่อก่อนท่านพูดไม่เก่งเช่นนี้เลย ซือหลินเอย ท่านเปลี่ยนไปมาก"
ซือหลินเผยรอยยิ้มเมื่อได้ยิน เขาลุกขึ้นแล้วโอบกอดลูกสาวตัวน้อยเอาไว้
"คงเพราะคำสาปของข้า และเพราะข้าได้กลายเป็นพ่อคนกระมังพ่ะย่ะค่ะ"ผู้กล้าวัยกลางคนตอบพลางมองหน้าฟานด้วยความรัก"ลูกสาวของกระหม่อมควรเติบโตในสถานที่อันสงบสุข"
"ข้อหลังนี้แหละสำคัญ เพื่อให้เด็กๆมีความสุข ข้อนี้ผู้ใหญ่ต้องใส่ใจ"จักรพรรดิกล่าวพร้อมท่าทีสดใสอย่างเคย ทำให้ความกดดันที่เกิดขึ้นพลันสลายไปหมดสิ้น"เสร็จเรื่องแล้วจะมารับตำแหน่งในวังเสียสิ จะได้วิ่งเล่นในนี้ ข้าจะดูแลประหนึ่งองค์หญิงเลย"
"กระหม่อมมิคู่ควรหรอกพ่ะย่ะค่ะ"ซือหลินกล่าวพลางฉีกยิ้มแก่ลูกสาวตัวน้อย"อีกอย่างลูกข้าเป็นองค์หญิงของข้าเสมอพ่ะย่ะค่ะ"
"โอ้ว!"ฟานร้องประกาศศักดา เสียงดังไปทั่วห้องโถงราชวังจนจักรพรรดิหัวเราะชอบใจ
หลานจือกระเถิบกายไปยังคณะซือหลิน ก่อนเอ่ยเสียงกระซิบ"ท่านหญิงเพตราและก็ท่านนักบวชฝึกหัด ต้องรับมือกับเจ้าคนเห่อลูกแบบนี้เช่นไรกันครับ?"
เพตราและเวทินยิ้มก่อนให้คำตอบแทบจะพร้อมกัน"ชินแล้วล่ะค่ะ/ครับ"
"หลานจือ..."ประมุขแผ่นดินเอ่ยหลังจากหยอกล่อกับทารกน้อยเสร็จ"อย่างไรเสียเราก็ต้องเพิ่มกำลังตรวจตราความวุ่นวายกับงบประมาณอยู่แล้ว ถ้าไม่พอก็ลดรายจ่ายในราชวังครึ่งหนึ่งซะ"
ขุนพลร่างใหญ่โน้มตัวคำนับก่อนเอ่ย"พระองค์ก็ลดไปครึ่งหนึ่งอยู่แล้วนะพะยะค่ะ"
"ลดไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เถอะ"
"น้อมรับพระบัญชาองค์จักรพรรดิ"
เมื่อตรัสกับคนสนิทเสร็จ พระองค์ก็หันมายังซือหลินอีกครั้ง"ซือหลิน ทางข้าคงช่วยเหลือผ่านเครือข่ายองครักษ์อีกทางก็แล้วกัน คงช่วยได้เท่านี้..."
"ข้าได้พบกับกาลิคเมื่อไม่นานมานี้ คิดว่าเขาคงช่วยกระจายข่าวอีกทางแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ"ซือหลินกล่าว
"พบเจ้ากาลิคเช่นนั้นหรือ"จักรพรรดิทำหน้าขุ่นเคืองเมื่อได้ยินชื่อผู้้กล้าสายลับ"อืม ระดับเจ้าจารชน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองลับ ถ้าไม่ติดเรื่องสุราคงไม่น่าเป็นกังวลเท่าไร"
"ขอบพระทัยพระองค์ที่ช่วยเหลือ"ซือหลินยิ้มก่อนโค้งคารวะต่อน้ำพระทัยเจ้าแผ่นดินที่ตนสนิทนับถือ
"จงจำไว้เถอะซือหลินเอย จะในฐานะผู้กล้าหรือพ่อลูกอ่อน เราทุกคนหวังพึ่งเจ้าอยู่"
“ข้าเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิชางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปยังฟานที่อยู่กับผู้เป็นพ่อ“แล้วนี่เจ้าจะกระเตงลูกไปมาอย่างนี้หรือ ฝากไว้กับข้าในวังหลวงก็ได้นะ”
“สำหรับข้า ฟานลูกสาวข้าน่ารักน่าเอ็นดูประหนึ่งนางฟ้าจากสวรรค์”อาการเห่อลูกและความเป็นมนุษย์ลุงของซือหลินกำเริบขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีใครพยายามพรากลูกของเขาออกไป“ไม่มีทางพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้สุดหล้าฟ้าเขียว กระหม่อมก็จะพานางไปด้วย”ตอบพร้อมทุบอกเบาๆ
“เจ้าจะไปปราบมารไม่ใช่หรือไง? เจ้าจะลูกสาวไปเสี่ยงด้วยหรือ?”ประมุขแผ่นดินถามสวนกลับ
“ตราบใดที่ฟานลูกรักอยู่กับข้า! นางจะปลอดภัยแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ! เชื่อกระหม่อมได้! ฮาฮาฮา!!”
“เขาไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนกัน”หลานจือกระซิบต่อสองคนผู้ร่วมคณะเดินทาง เวทินหัวเราะแห้งๆเป็นคำตอบ ในขณะที่เพตราส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
“เชื่อเขาจริงๆเลย”อัศวินกล่าว ทว่าในใจก็โล่งอกที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
ณ จักรวรรดิมารซิเรเดล ห้องโถงราชวังของจอมมาร
“เหล่าผู้นำหัวเมืองมารผู้ภักดีเดินทางมาแล้วครับ ท่านจอมมาร”มาริค ขุนพลปีศาจวัวกล่าว จอมมารในหน้ากากทองคำก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวด้วยสุรเสียงอันดังและน่าเกรงขาม จนเหล่ามารจากหัวเมืองต้องก้มคุกเข่าด้วยความยำเกรง
“เหล่าใต้เท้าผู้ปกครองดินแดนชาวเรา ผู้ภักดีทั้งหลาย ข้ายินดีที่พวกเจ้ามาพบ”จอมมารเอ่ย หลังจากมองมารทั้งหลายครู่หนึ่งก็เอ่ยด้วยราบเรียบ“หากแต่ข้าสังเกตว่ามีบางตนไม่อยู่ที่นี่”
เหล่ามารทั้งหลายต่างหันขวับ มองผู้ที่ขาดหายไป
“ใต้เท้ากิเกอรัลหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว”มารผู้หนึ่งตะโกนขึ้น“ใต้เท้ากิเกอรัลแห่งนาซู เมืองสัตว์อสูรเหมืองโลหะทมิฬ”
“ใต้เท้ามาริค ฝ่ายกลยุทธ์ได้ทราบเรื่องของใต้เท้ากิเกอรัลหรือไม่?”มารตนหนึ่งเอ่ยถามต่อมาริคในทันที
เมื่อสายตาทุกผู้จดจ้องมายังปีศาจวัว มาริคก็ให้คำตอบออกมา“ทางนาซูไม่ตอบรับคำเชิญของเรา...”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นไปทั่วในชั่วพริบตา
“ช่างบังอาจนัก”
"นาซูคิดทรยศต่อมารทั้งปวง! ความภักดีหายไปไหนเสียแล้ว?"
“การกระทำเช่นนี้บังอาจเทียบเท่าก่อกบฏ!”
“พอเสียที”
เสียงอันเย็นยะเยือกของจอมมาร ทำให้ทุกตนต่างนิ่งเงียบ “…”
“ข้าเคยนับถือกิเกอรัล เขาเป็นแม่ทัพชำนาญศึกผู้หนึ่งแห่งซิเรเดล ทว่าการกระทำของเขาครานี้เท่ากับหยาบเกียรติข้า”เสียงของจอมมารเจ็บแค้นยากจะพรรณนา จนทำให้อสูรตนหนึ่งยืนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว!
“แอสตัล กองทัพท้องทะเลลึกแห่งโอเชี่ยดร้า พร้อมขยี้คนทรยศต่อจ้าวเหนือหัว”อสูรที่มีร่างกายคล้ายปลาหมึกสยดสยองประกาศ หลังจากนั้นก็มีอสูรอีกมากยืนขึ้นตามมา
“ขอเพียงเรียกใช้ มิคาเรียสและเหล่าวิหคโลกันตร์ จะปราบกิเกอรัลให้ท่านจอมมารเอง”ปีศาจร่างคล้ายนกอินทรีตะโกน
“หัวของกิเกอรัลจะอยู่บนหอกของเรา ชาวปีศาจศิลาคลั่งเวิคบา!”ปีศาจอีกตนคำราม
จอมมารหันไปยังมาริคก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มาริค เจ้าคือขุนพลที่ซื่อสัตย์ต่อข้าที่สุด ความภักดีและความสามารถอันแข็งแกร่งของเจ้าไร้ข้อครหา”
มาริครีบคุกเข่าแล้วเอ่ย“กล่าวเยินยอข้าเกินไปแล้ว ท่านจอมมาร”
จอมมารหันกลับไปยังหมู่ปีศาจก่อนพูดด้วยเสียงอันดังก้อง“ใต้เท้าทั้งหลายที่ปรารถนาดีเอย ศึกนี้ข้าจะให้มาริค ผู้เป็นดังมือขวาของข้า จะลงโทษบดขยี้ผู้ทรยศจนแหวกสลาย! เพื่อให้รู้ซึ้งถึงความโกรธเกรี้ยวของจอมมารฑีคาผู้นี้!”
“โอ้ว”เสียงหมู่มารคำรามกันออกมาพร้อมๆกัน
“เรื่องการศึก ข้าจะจัดแจงทัพให้พร้อมและเร่งเดินทางในทันทีครับท่านจอมมาร”มาริคเสริม
“เรากำลังจะทำศึก กิเกอรัลกลับทรยศเช่นนี้ อาจเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ จงจับมันมาเป็นๆ ข้าจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งว่ามันจะเสียใจเพียงใด ที่กล้าทรยศต่อข้า” จอมมารกล่าวต่อมาริค ก่อนหันมายังผู้ภักดีต่อตนเอง เสียงคำรามภายใต้หน้ากากปีศาจดังสะเทือนออกมาในทันที
“จงจำไว้ให้ดีทุกตัวตน! ซิเรเดลจะยิ่งใหญ่ แสงยานุภาพเราเกรียงไกร จอมมารของเจ้าผู้นี้ต้องมีชัย เหนือสิ่งอื่นใดมีค่าเพียงเศษธุลีดิน! การศึกครั้งใหม่จะสะเทือนไปทั่วปฏพี เอซิเรีย...จะต้องสยบอยู่แทบเท้าชาวเรา ไปจนชั่วนิจนิรันดร์!!!”
"โอ้ว!! โอ้!!!"
“ซิเรเดลจงเจริญ! ท่านจอมมารจงเจริญ! ! !”
"จงเจริญ! ! !"
เสียงคำรามของสรรพปีศาจ เสียงแซ่ซ้องต่อจ้าวฑีคาก็กระหึ่มกึกก้องไปทั่ว ราวกับสัญญาณสงครามครั้งใหญ่ได้อุบัติขึ้นแล้วอย่างแท้จริง...
ราตรีคืนหนึ่ง ในเมืองลินเดคอป เกาะเวนิเซียนา หนึ่งในหมู่เกาะทะเลเพลิงแห่งทวีปเอซิเรีย
“เจ้าไปหาทางนั้นซิ”ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเอ่ยถามพรรคพวก ในมือพวกเขาต่างถือดาบและคบเพลิงเอาไว้“เจอพวกนางหรือเปล่า?”
“ไม่พบครับนาย ดูเหมือนจะไม่อยู่ที่นี่”ชายอีกคนกล่าว
“บ้าเอ๊ย! รีบไปหาตัวเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นได้ปั่นป่วนกันไปทั่วแน่ๆ ตามหาคุณหนูอัซวาให้เจอเร็วเข้า!”
เมื่อไม่พบใคร คณะชายนับสิบคนก็วิ่งจากไป
ฉับพลันที่มุมอาคาร ร่างของสตรีสองนางก็ปรากฏกายออกมาจากมุมมืด...
“คุณหนู อิฉันคิดว่าเราหนีพ้นแล้วล่ะค่ะ! มาทางนี้เถอะ!”หญิงร่างอ้วบวัยสี่สิบปีกล่าว พลางจับมือสตรีนางหนึ่ง ผู้มีเส้นผมสีม่วงอมดำขลับ ซึ่งซ่อนไว้ภายใต้ผ้าคลุม ใบหน้าอันขึงขังแสดงถึงความก๋ากั่นของเธอได้เป็นอย่างดี
“ฮึ! เป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็ไม่ขอกลับไปบ้านเด็ดขาด!”หญิงสาวบ่น พลางวิ่งหนี
“แต่เราคงซ่อนนายน้อยโคโลโซได้ไม่นานนะคะคุณหนู”คนรับใช้ร่างอวบเอ่ย"พวกเขาอยู่ไปทั่วเมืองเลย!"
“ถ้างั้นก็เผ่นไปนอกเมือง! ข้าไม่ยอมถูกท่านพี่ใหญ่คลุมถุงชนแบบนั้นหรอก”หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูแย้ง“ข้าต้องหาทางออกจากเกาะนี่ วันหนึ่งข้าจะกอบกู้กิจการของท่านพ่อเนโธเทปให้จงได้เลย!”
ขณะที่วิ่งหนี คนรับใช้ก็เริ่มร้องไห้โดยที่เอามือป้องปากไว้“คุณหนูอัซวาเจ้าขา พูดขึ้นมาอิฉันคิดถึงคุณท่านขึ้นมาเลยค่ะ ฮือ ท่านไม่น่าด่วนจากไปเพราะเรือแตกเลย”
“ข้าไม่คิดว่าเรือท่านพ่อแตกเพราะอุบัติเหตุหรอก” อัซวาปลอบหญิงรับใช้ เธอแอบตามข้างทางแล้วพูดเหมือนกระซิบ“ต้องเป็นฝีมือคู่แข่งเราเป็นแน่ ทั้งเรื่องค้าทาสด้วย มันประจวบเหมาะเกินไป และท่านพ่อไม่ทำเรื่องพรรค์นั้นเด็ดขาดเลย!”
“หนีจากบ้านเช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรดีคะ?”หญิงรับใช้เอ่ยถาม
“ออกเมืองไป ก็จะเจอหมู่บ้านด้านหน้า ที่นั่นเป็นหมู่บ้านชาวหูสัตว์ เราไปแอบสักพักแล้ว หาเรือต่อไปหมู่เกาะสถานีค้าขายของท่านพ่อสักแห่ง แล้วต่อด้วยไปต้าจิน…”
ทว่าก่อนที่อัซวาจะพูดแผนของตนเองเสร็จ แสงคบเพลิงก็ปรากฏขึ้นตามหลังเธอ
“เจอตัวคุณหนูอัซวาแล้ว!”
“ฉิบ---”
“คุณหนู เดี๋ยวอิฉันจะล่อพวกมันไปเองค่ะ!”หญิงรับใช้กัดฟัน แล้วรีบวิ่งตะโกนเพื่อล่อกลุ่มคนออกไป
“เดี๋ยวก่อน!”อัซวาร้อง ทว่าไม่ทัน หญิงรับใช้วิ่งล่อฝูงชนไปอีกทางเสียแล้ว!
เธอได้แต่กัดฟันแล้ววิ่งหนีออก“บ้าที่สุด บ้าที่สุด!!”
ตึก ! ตึก!
เธอวิ่งตลอดทั้งคืน รองเท้าของเธอหลุดไปโดยไม่รู้ตัว จนเหลือเพียงเท่าเปล่าเปลือย...
อัซวาไม่รู้ตัวว่าวิ่งออกมาไกลแค่ไหน ในใจมีเพียงความโกรธ ความเศร้าและอยากหนีไปให้พ้นๆเท่านั้น...
พลั่ก!
หญิงสาวได้สติกลับมาสมประดีเมื่อร่างไปกระแทกกับบางสิ่ง “โอ้ย” เธอร้องพร้อมอาการมึนงง
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมสาวน้อย”เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้อัซวารีบหันมองเพราะเกรงจะเป็นพวกของพี่ชายที่จะมาตามจับเธอ
“ชะ ชาวหูสัตว์เหรอ?”หญิงสาวกล่าวเมื่อเห็นร่างตรงหน้า เขาเป็นชายเผ่าอนุษย์หนุ่มตัวสูงใหญ่ การคาดเดาอายุชาวสัตว์นั่นยาก แต่เธอเดาว่าเขาประมาณยี่สิบสามสิบปี มีผมสั้นสีส้มหยักศก มีหูเหมือนสัตว์จำพวกแมวหรือเสือ
“ก็ที่นี่เป็นหมู่บ้านของชาวหูสัตว์นะ จะเจอเผ่าไหนอีก”ร่างชาวอมุนษย์หูสัตว์เอ่ย“กำลังเดือดร้อนหรือเปล่า ให้ข้าช่วยไหม”
อัซวาระแวงอย่างชัดเจน เธอจึงตัดรอนความหวังดีนั้น“ไม่ล่ะคะ ขอบคุณ สายเลือดข้าไม่ค่อยอยากติดหนี้ใคร”
“ถึงสายเลือดชาวหูสัตว์อย่างข้าส่วนมากจะไม่ยุ่งกับอันตรายนะ แต่ก็ทนเฉยต่อคนเดือดร้อนไม่ได้หรอกนะ อาชีพเก่ามันบอกน่ะ!”เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม"เจ้าบาดเจ็บนี้ เท้าแดงไปหมดแล้ว ไปหาที่พักก่อนไหมล่ะ?"
"ไม่ ขอบคุณ!"คุณหนูที่กำลังหนีกลอกตา พลางคิดในใจว่า 'วันนี้วันอะไรของเธอกันนะ' ก่อนจะเดินหลีกจากที่ตรงนั้น
ทว่าอมนุษย์ผู้มีหูสัตว์ก็เดินตามอัซวามาต้อยๆ
“เจ้าเป็นใครเนี่ย ตามตื้อเสียจริง!?”อัซวาตวาดด้วยใจร้อนรน
“ข้าหรือ?”ชายหูสัตว์ยิ้มเล็กๆก่อนเอ่ย“ข้าชื่อคารันต์ เป็นครูสอนออกกำลังกายธรรมดาๆในหมู่บ้านหูสัตว์แห่งลินเดคอปไงล่ะ!”
ตอนนี้อ่านกันจุใจไหมล่ะ 55555 จัดเต็มซีนซือหลินผู้ที่แก่ตัวลงจนมีความกร้านโลกมากขึ้น ฮา ฝั่งมารก็ดูฮึกเหิมที่สุดล่ะ 55555 //พร้อมเปิดตัว....ด้วย ใครจำได้ไหม เขาเคยโผล่มาแล้วนะ ลองย้อนไปอ่านดูกันได้นะ อิ_อิ