นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 49 อีกหนึ่งลูกเล่น

             

            ตอนที่ 49 อีกหนึ่งลูกเล่น

             

             

            องค์หญิงเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปใบหน้าของผู้พันลาลันตาที่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับสิ่งที่เธอได้ยิน

             

            “ไม่มีใคร….เลยเหรอคะ” เธอถามเสียงเบา

             

            “เด็กนั่นน่ะเป็นอัจฉริยะจริง แค่ไม่กี่ปีก็ค้นพบคำแห่งพลังเยอะแยะไปหมด อย่างที่กระหม่อมบอกองค์หญิง กระหม่อมไม่เคยเจอใครที่น่าทึ่งเท่านิทานเลย”

             

            องค์หญิงไพลินเบิกตากว้าง

             

            “แต่เหมือนกับสวรรค์ย่อมไม่มอบความสามารถให้ใครโดยไม่มีค่าตอบแทน นิทานสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุ 12 เขาอยู่ด้วยตัวเองมานับแต่นั้น” ผู้พันลาลันตายิ้มเศร้า

             

            องค์หญิงไพลินแม้จะมีภาระมากมายที่แบกรับไว้บนบ่า แต่เธอก็รายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักเธอ เธอย่อมไม่อาจจินตนาการถึงสิ่งที่นิทานผ่านมาได้

             

            “กระหม่อมเป็นคนสังหารพวกเขาเอง” ผู้พันลาลันตาจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาขององค์หญิงไพลิน ในนั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้าที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยวาจาหรือการสื่อสารผ่านตัวอักษร

             

            “กระหม่อมคงไม่อาจบากหน้าเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ของเหตุการณ์นั้นได้ หากองค์หญิงมีโอกาส องค์หญิงสมควรถามนิทานด้วยตนเอง แต่สิ่งที่กระหม่อมอยากบอกคือ การที่เขาสามารถหลุดพ้นจากหลุมลึกนั้นมาได้ต่างหาก องค์หญิงคิดภาพออกหรือไม่? เด็กอายุ 12ที่เป็นยอดอัจฉริยะ ได้รับความรัก ความคาดหวัง ความเอ็นดูจากทุกคนรอบตัว อยู่ ๆ วันหนึ่งทุกอย่างก็สลายหายไป”

             

            องค์หญิงไพลินส่ายหน้าเบา ๆ

             

            “หลังจากนั้นก็มีแต่คนที่อยากใช้ประโยชน์จากเขา เข้าหาเขาเพื่อหวังผลประโยชน์ ไม่ก็คาดหวังจะดูแลเพื่อวันที่เขาประสบความสำเร็จจะได้สบาย คนแบบนั้นน่ะโผล่มากันเพียบเลยล่ะ องค์หญิงลองคิดดูสิว่าเด็กอายุ 12คนนั้นจะเชื่อใจใครได้อีก” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            องค์หญิงไพลินไม่อาจพูดอะไร แม้เธอจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อใจคนรอบข้างเพราะฐานะของเธอเช่นกัน แต่อย่างไรเธอก็ยังมีหลายสิ่งให้พึ่งพิง

             

            แต่นิทานไม่อาจเลือกอะไรได้เลย หากเป็นเธอ เธอคงไม่ทราบเหมือนกันว่าเธอจะอยู่ได้ยังไง

             

            “ตอนนั้นกระหม่อมก็พยายามรับเขามาเป็นลูกบุญธรรม แต่ก็แน่นอนว่าโดนปฏิเสธกลับมาน่ะนะ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะเสียงเบา

             

            “กระหม่อมพยายามอย่างมากเลยล่ะ ทั้งไปหานิทานบ่อย ๆ ร่วมฉลองกับเขาในวันสำคัญ แต่พอผ่านไปช่วงหนึ่งกระหม่อมก็เข้าใจว่าการปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองนั้นส่งผลดีกว่า”

             

            “แผลจากครั้งนั้นมันหนักหนาเหลือเกิน แม้นิทานจะไม่โกรธกระหม่อม แต่การต้องเจอหน้ากระหม่อมบ่อย ๆ กลับเป็นภาระในจิตใจของเด็กคนหนึ่งมาก” ผู้พันลาลันตาเหม่อมองท้องฟ้า ภาพของเด็กชายอายุ 12ที่พยายามฝืนยิ้มทุกครั้งที่เจอหน้าเธอในตอนนั้นทำให้เธอเจ็บปวดใจ

             

            “งั้น…งั้นเขาอยู่มาได้ยังไงเหรอคะ” องค์หญิงถามเสียงเบา

             

            “ย่อมอยู่ได้อยู่แล้ว องค์หญิงก็รู้ว่าการเติบโตน่ะไม่ยากหรอก ตราบใดที่เวลาผ่านไป ยังไงคนเราก็ต้องเติบโต ที่องค์หญิงควรสงสัยน่ะ คือเขาผ่านมันมาได้ยังไง” ผู้พันลาลันตายิ้มบาง

             

            องค์หญิงสะอึกไป ส่วนหนึ่งแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่เพราะมุมมองที่แตกต่างทำให้เธอมีความคิดที่ต่างออกไป สำหรับเธอผู้ไร้พรสวรรค์แล้ว หากเธอต้องอยู่คนเดียว…

             

            “เด็กนั่นเลือกจะอยู่ด้วยตัวคนเดียว ใช้เงินเก็บที่เหลือจากพ่อแม่เลี้ยงตัวเองจนจบ แต่ที่เขาผ่านมาได้น่ะ ไม่ใช่เพราะพวกนั้นหรอกนะ”

             

            “ตอนที่กระหม่อมไปเยี่ยมเขาน่ะ นัยน์ตาของเขามืดมนจนน่ากลัวเลยล่ะ จนครั้งหนึ่งที่กระหม่อมไปหายามนิทานเรียนจบ กระหม่อมยังสงสัยเลยเหตุใดนัยน์ตาคู่นั้นถึงเต็มไปด้วยความรักเฉกเช่นทุกวันนี้”

             

            “เพราะ...สุนัขตัวนั้นเหรอคะ” องค์หญิงพูดขึ้น เธอนึกถึงสุนัขตัวใหญ่สีดำที่อยู่ข้างกายนิทานไม่ห่าง ความสำคัญของสุนัขตัวนั้นต่อนิทานนั้นย่อมไม่มีข้อสงสัย เขาถึงกับยินยอมเสี่ยงจู่โจมนักสลักเอกต่อหน้าอริยะเพียงเพราะสุนัขตัวนั้นโดนดูถูก

             

            “ใช่ เขาผ่านพ้นมาได้เพราะสุนัขตัวนั้นนั่นแหละ สุนัขตัวนั้นเติมเต็มสิ่งที่เขาโหยหามาตลอดชีวิต ความรักโดยไร้เงื่อนไข ความรักที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ความรักที่ไม่คาดหวังสิ่งใด” ผู้พันลาลันตาตอบ

             

            องค์หญิงพลันนึกถึงใบหน้าของนิทานยามที่เธอชมว่าสุนัขตัวนั้นน่ารัก ชายหนุ่มคนนั้นพลันยิ้มอย่างสดใสเจิดจ้า ยิ่งดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นส่องประกายยิ่งทำให้เธอนึกถึงแสงดาวยามค่ำคืน

             

            “เพราะงั้นคีตาจึงแทบจะเป็นทุกอย่างในชีวิตของเขา เขาถึงกับทำพิธีสลักคำตั้งแต่อายุยังไม่ 20เพื่อช่วยชีวิตมันเลยนะ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            องค์หญิงอดตกใจไม่ได้ เธอคิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นทำทำพิธีสลักคำตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะเหตุผลจำเป็นบางอย่างหรือไม่ก็เพราะมีคนสนับสนุนจึงมั่นใจเรื่องพิธีสลักคำครั้งที่สองเฉกเช่นผู้มีพรสวรรค์สูงคนอื่น

             

            “นิทานรักคีตาถึงขนาดนั้นแหละ และเพราะความรักที่คีตามอบให้ รวมถึงความผูกพันที่นิทานมอบให้กับคีตา นั่นแหละคือเหตุผลที่เขาผ่านพ้นหลุมลึกไร้ก้นนั้นมาได้”

             

            “และแน่นอนว่าเขาไม่มีผู้สนับสนุนอะไรหรอกนะ เพราะงั้นตอนนี้เขาก็พยายามหาทางหาสมบัติมาทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2อยู่” ผู้พันลาลันตาหัวเราะร่วน

             

            “เก่งใช่มั้ยล่ะ ดิ้นรนด้วยตัวเองมาได้ถึงขนาดนี้เลยนะ” ผู้พันลาลันตาอมยิ้มราวกับกำลังอวดลูกชายของตน

             

            องค์หญิงพยักหน้าน้อย ๆ เธอพลันเกิดความรู้สึกผิดในใจที่ตัดสินนิทานทั้ง ๆ ที่แทบไม่เคยคุยกันเลย

             

            “แต่เด็กนั่นน่ะ พังทลายสุด ๆ เลยล่ะ แม้จะมีคีตาอยู่ด้วย แต่เขาก็ยังไม่ปลดเปลื้องอดีตออกไปเลย เหมือนเขาทุ่มชีวิตให้กับคนที่เขารัก ปัจจุบันนี้ก็เห็นจะมีแต่คีตา โดยที่ไม่สนตัวเองเลยล่ะ” ผู้พันลาลันตาพูดเสียงเบา

             

            “อาจจะเป็นเพราะนิสัย เพราะเขาโตมาคนเดียว เพราะเห็นพ่อแม่ตายต่อหน้า เพราะรอบตัวมีเพียงคีตาที่เขาเชื่อใจจริง ๆ กระหม่อมก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

             

            “แต่กระหม่อมเชื่อนะ ว่าวันหนึ่งเขาจะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก เขาจะปลดเปลื้องบางอย่างที่ถ่วงใจของเขาไว้ พบเป้าหมายที่ทำให้ตนอยากมีความสุข”

             

            องค์หญิงไม่พูดอะไร เธอรู้สึกว่าเขาและเธอช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าคนนั้นไม่เหลืออะไร แต่กำลังพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือ แต่เธอเองที่มีเพียบพร้อม แม้แต่พรสวรรค์ที่เธอบอกว่าไม่มี เธอก็ตัดสินไปแล้วทั้ง ๆ ที่ในอนาคตยังมีเวลาอีกมากมาย เอาแต่โอดครวญถึงความไม่เท่าเทียม

             

            “กระหม่อมไม่ได้คาดหวังให้องค์หญิงผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ในเร็ววัน แต่กระหม่อมคาดหวังให้อย่างน้อยองค์หญิงยังรักตัวเองในทุก ๆ วัน ใช้ชีวิตโดยเชื่อมั่นว่าวันนั้นจะมาถึง” ผู้พันลาลันตายิ้มอ่อนโยน ลูบหัวองค์หญิงอย่างแผ่วเบา

             

            “แล้วก็องค์หญิงสามารถเชื่อใจกระหม่อมได้ ไม่ว่ายังไง กระหม่อมย่อมไม่มีทางหักหลังองค์หญิง เพราะกระหม่อมต้องการผู้ประคองบัลลังก์ที่รักประชาชนอย่างแท้จริง ไม่บ้าคลั่งในอำนาจและสงคราม” 

             

            สายตาของผู้พันลาลันตาแฝงความเจ็บปวด เมื่อองค์หญิงมองเข้าไปในนั้น ราวกับเธอสามารถเห็นภาพสงครามมากมายที่ผู้พันลาลันตาเข้าร่วมมา ความโหดร้าย ซากศพ เลือด เสียงกรีดร้อง ภาพเหล่านั้นราวกับฝังลึกอยู่ในดวงตาของผู้พันลาลันตา

             

            “และในสายตากระหม่อม คนคนนั้นมีได้แค่องค์หญิงเท่านั้น” สองตาสุกสกาวของผู้พันลาลันตาจับจ้องไปในนัยน์ตาขององค์หญิงไพลิน เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจ สิ่งที่เธอเกรงกลัวจะมองมันมานานมากแล้ว

             

            “นิทานก็ด้วยนะ เด็กคนนั้นน่ะ เชื่อใจใครยาก แต่ถ้าไว้ใจแล้วก็พร้อมมอบให้ทั้งใจเลยล่ะ ถ้าองค์หญิงสนับสนุนดี ๆ รับรองว่าแค่ไม่กี่ปี เด็กนั่นจะซัดพี่ชายทั้งสองขององค์หญิงปลิวเลยล่ะ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            องค์หญิงไพลินเช็ดน้ำตา แม้เธอกับเขายังแทบไม่เคยคุยกันเลย ยังรู้จักกันไม่ถึงวันดี แต่เธอกลับเริ่มรู้สึกถึงความสนิทสนมบางอย่าง บางที อาจจะเป็นในฐานะของเด็ก ๆ ผู้แตกสลายมาก่อนที่เขาและเธอมีเหมือนกัน

             

            และนิทานกำลังพยายามปะรอยแตกเหล่านั้นแล้ว แม้จะช้า ๆ แต่ก็ค่อย ๆ ซ่อมแซมมัน กลายเป็นตัวเองที่สวยงามที่สุด

             

            เธอจะไม่ยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากคนที่ไม่เหลืออะไรเลยอย่างเขายังทำได้ แล้วทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้

             

            องค์หญิงนำผ้ามาเช็ดหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา จัดผมอันยุ่งเหยิง เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่ลุกโชนด้วยไฟอันบริสุทธิ์สวยงาม นัยน์ตาสีชมพูคู่สวยของเธอเต็มไปด้วยพลังอันมุ่งมั่น

             

            ตอนนั้นเองที่เธอสัมผัสได้ถึงเสียงปริร้าวบางอย่างในห้วงจิต เสียงปริร้าวนั้นดังกระจายอยู่ในห้วงจิตสีดำทะมึน ดวงดาราแห่งคำดวงหนึ่งกำลังแตกร้าว

             

            องค์หญิงเบิกตากว้าง เธอหลับตาลง เพ่งสมาธิเข้าไปในห้วงจิต ดวงดาราดวงนั้นพลันแตกสลาย เปลือกนอกสีดำที่ห่อหุ้มอยู่แหลกสลายไป ภายในปรากฏดวงดาราแห่งคำสีชมพูอ่อน ดวงดาราแห่งคำดวงนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายส่วน กำลังทิ้งบางส่วนของตนออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่นานส่วนใหม่ก็งอกเงยขึ้นอีกครั้ง และถูกปลดออก กลายเป็นวัฏจักรแบบหนึ่ง

             

            ภายในดวงดาราสีชมพูสุกสกาว คำคำหนึ่งล่องลอยอยู่ภายใน

             

            ปลดเปลื้อง!

             

            องค์หญิงไพลินลืมตาขึ้นด้วยความตระหนก แก้มที่แดงเพราะน้ำตาของเธอเวลาฉีกยิ้มกว้าง เธอหายใจเข้าออกแรงด้วยความตื่นเต้น

             

            ผู้พันลาลันตาเห็นดังนั้นจึงฉงนเล็กน้อย สภาพขององค์หญิงไพลินผู้วางตัวเก่งเวลานี้ราวกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ได้ของเล่นใหม่ ท้องฟ้าเบื้องหลังองค์หญิงไพลินพลันบังเกิดความปั่นป่วนเล็กน้อย

             

            “ฮ่ะ ฮ่ะ ที่แท้ก็ง่ายแค่นี้เองนี่นา..” องค์หญิงไพลินฉีกยิ้ม เมื่อเธอได้ปลดเปลื้องสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเธอมาหลายปี เธอก็ได้ค้นพบตัวเองขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

             

            “ผู้พันลาลันตาคะ นอกจากเราจะได้สหายใหม่ ได้ปลดเปลื้องภาระในใจ ได้คนที่เราไว้วางใจได้เพิ่มอีกคนหนึ่ง เรายังค้นพบคำแห่งพลังอีกด้วยค่ะ” องค์หญิงไพลินฉีกยิ้มกว้าง ในเมื่อเธอนั้นเชื่อใจผู้พันลาลันตา เธอย่อมไม่ปิดบังเรื่องที่น่ายินดีเรื่องนี้

             

            ผู้พันลาลันตาเบิกตากว้าง เธอมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เธออยากจะกล่าวออกไป คำยินดี คำชื่นชม เสียงหัวเราะ แต่ในวันนี้ที่องค์หญิงสามารถค้นพบตัวตนของตัวเองได้แล้วใน 24ปี สิ่งที่กลั่นกรองในหัวของเธอเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ

             

            “เป็นวันที่ดีจริง ๆ นะคะ” ผู้พันลาลันตายิ้ม

             

            “ครั้งนี้เราต้องขอบคุณผู้พันลาลันตาแล้วสิ โอ้ แล้วก็นิทานด้วยนะ ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็เถอะ” ทั้งสองหัวเราะ

             

            “องค์หญิงคิดจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อนใช่มั้ยคะ” ผู้พันลาลันตาถามขึ้น เธอนั้นค่อนข้างเข้าใจในตัวองค์หญิงผู้นี้ดี

             

            “อืม เราคงเก็บไว้เป็นความลับนั่นแหละ แต่แน่นอนว่าเรื่องตอบแทนเราย่อมตอบแทนผู้พันและนิทาน หากเราทำได้เราจะพยายามหาสมบัติที่สามารถสนับสนุนพิธีสลักคำครั้งที่ 2มอบให้เขาในเวลาอันเหมาะสมพร้อมข้ออ้างที่สมเหตุสมผล”

             

            “กระหม่อมขอขอบคุณแทนนิทานผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย กระหม่อมมั่นใจว่าเขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นพลังหลักให้แก่องค์หญิง พร้อมทั้งพาองค์หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์” ผู้พันลาลันตาพลันก้มลงคำนับ เธอเข้าใจดีว่าคำสัญญานี้มีค่ามากแค่ไหน ยิ่งกับนิทานผู้ไร้ซึ่งคนสนับสนุนใด

             

            “งั้นเราต้องหาทางให้พี่ ๆ ทั้ง 2ของเรา พูดจาไม่ดีใส่คีตาให้เขาได้ยินแล้วล่ะค่ะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ

             

            แม้เด็กสาวตรงหน้าจะเหลือโซ่หนาหนักอีกหลายเส้นที่พันร่างเล็ก ๆ ของเธอไว้ แต่นี่ก็เป็นก้าวแรกที่ยอดเยี่ยมยิ่งแล้ว

             

            คิดถูกจริง ๆ ที่ให้สองคนนี้มาเจอกัน ผู้พันลาลันตาคิดพลางยิ้ม ผลลัพธ์ในวันนี้นั้นดียิ่งกว่าที่เธอคิดไว้มากมายนัก

             

            “ระวัง ๆ ด้วยนะคะ ถ้าทำมากเกินเดียวเด็กนั่นจะถล่มทั้งราชวังหมด” ทั้งสองหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะอันสดใสดังแว่วท่ามกลางดอกไม้สีม่วงเข้มที่ประดับด้วยแสงจันทร์นวล

             

            ——————————————————————————————————————————————————

             

            ในห้องโถงจัดงานเลี้ยง นิทานและคีตาตามติดนิลไปทักทายเหล่าผู้สนับสนุนองค์หญิงไพลิน เหล่าผู้สูงวัยมากหน้าหลายตาต่างออกปากทักทายเขาที่อยู่ข้างกายนิล

             

            เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป นิทานอดถอนหายใจไม่ได้ เขาพลันนึกเสียใจนิดหน่อยที่ทำตัวเด่น แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ไอ้เวรนั่นพูดจาว่าร้ายคีตาล่ะ ความอดทนของเขานั้นมีมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของคีตาแล้วล่ะก็ มันบางยิ่งกว่าฝ้ายเสียอีก

             

            นิทานปั้นหน้ายิ้มแย้มกลบความเหนื่อยอ่อนจากอาการพลังจิตวิญญาณร่อยหรอ สิ่งที่เขาทำไปเมื่อครู่นั้นผลาญพลังของเขามากทีเดียว มากยิ่งกว่าการใช้วัชระดาวตกซ้ำกันหลาย ๆ ครั้งเสียอีก พลังจิตวิญญาณที่ถูกส่งมาจากคีตานั้นคอยประคองให้นิทานยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ได้อยู่

             

            ความลับของพลังที่สามารถสะกดได้แม้แต่นักสลักเอกและปกปิดสายตาของเหล่าอริยะมากมายนั้นคือคำแห่งพลัง ไล่ตาม ของคีตา

             

            คำแห่งพลัง ไล่ตาม มีความสามารถในการเลือกเป้าหมายและเสริมพลังของตนให้ขึ้นไปใกล้เคียงกับเป้าหมายนั้น นี่คือสิ่งที่นิทานรู้

             

            เขาจึงเกิดความคิดสงสัยขึ้นในหัว หากเขาเลือกเป้าหมายเป็นใครก็ได้โดยที่ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจในเป้าหมายมากแค่ไหน งั้นถ้าเขาเลือกเป้าหมายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขามาก ๆ ล่ะ? ตัวเขาจะสามารถเสริมพลังขึ้นไปทัดเทียมได้หรือเปล่า

             

            คำตอบคือ ไม่ ขีดจำกัดพลังในระดับผู้เรียนรู้นั้นยังต่ำต้อยเกินไป เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะถึงขีดจำกัด

             

            คนที่นิทานเลือกเป็นเป้าหมายในการไล่ตามเมื่อครู่ไม่ใช่เชียนเป่า เยว่ แต่เป็นผู้พันลาลันตา!

             

            ผู้พันลาลันตานั้นอย่างน้อย ๆ ก็สมควรอยู่ในระดับอริยะแน่นอนแล้ว และในที่นี้ นิทานรู้จักกับผู้พันลาลันตาดี จึงเลือกเธอเป็นเป้าหมายการไล่ตาม

             

            ผลลัพธ์คือพลังของนิทานพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แทบจะเทียบเท่ากับนักสลักไตร อริยะขั้นต้น แต่แลกมาด้วยการสูบพลังจิตวิญญาณอย่างร้ายกาจ การควบคุมพลังที่ยากลำบาก ภาระต่อจิตใจ รวมถึงระยะทางที่จำกัดอีกด้วย นิทานสามารถเลือกผู้พันลาลันตาเป็นเป้าหมายไล่ตามได้ เพราะทั้งคู่นั้นยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก

             

            ต่างกับคีตาที่เลือกหมีขนมรกตเป็นเป้าหมายในตอนนั้นทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันมาก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดที่ว่าพลังของผู้พันลาลันตานั้นสูงล้ำ แต่หมีขนมรกตเป็นเพียงผู้เรียนรู้ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้เพิ่มก็คือควรให้คีตาเป็นคนเลือกเป้าหมาย แล้วจึงส่งพลังให้เขาจะมั่นคงกว่า

             

            เขาไม่สามารถใช้พลังระดับเกือบอริยะออกได้ด้วยร่างกายอันอ่อนแอของผู้เรียนรู้ นิทานจึงเลือกให้พลังแทบทั้งหมดไปกองอยู่ที่คำแห่งพลัง จางหาย

             

            นิทานใช้คำแห่งพลัง จางหาย ในระดับอริยะปิดกั้นทุกการกระทำของตน ทุกการสัมผัส ทุกกลิ่นอายที่แผ่ออกมา พลังจางหายที่ได้รับการเสริมพลังนั้นครอบคลุมไปถึงไอพลังที่แผ่ออกมา สัมผัสรับรู้ของคนรอบนอก รวมถึงต้นกำเนิดพลัง

             

            ดังนั้นภาพที่เห็นภายนอกจึงเป็นเพียงนิทานยืนยิ้มเฉย ๆ ในขณะที่ความจริงแล้วเขาแผ่พลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง

             

            จางหายในระดับอริยะจึงเป็นความลับที่ทำให้ไม่มีใครจับเขาได้ ถือเป็นวิธีพลิกแพลงพลังรูปแบบใหม่ที่เขาพึ่งเคยใช้

             

            นิทานใช้พลังทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 3วินาทีแต่ตอนนี้พลังจิตวิญญาณของเขาเหือดแห้งจนน่ากลัว ตอนนี้เขายังยืนอยู่ได้ด้วยพลังจิตวิญญาณที่คีตาแบ่งให้เท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็ยินดี เพราะนี่คือไพ่ตายใหม่ของเขา

             

            อริยะ 3วินาที!

             

            ภายนอกเขายังคงเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทั่วไป แต่ภายในนั้นเขาสามารถมีพลังในระดับอริยะถึง 3วินาที! แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย ยิ่งถ้านิทานเลือกผู้พันลาลันตาเป็นเป้าหมายยามที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน พลังย่อมเหลือน้อย เวลาอาจหลงเหลือเพียงวินาทีเดียว แต่วินาทีเดียวก็มากพอให้เขาสามารถเลือกเสริมพลังให้ความสามารถหนึ่งอย่างของเขา

             

            และการโจมตีที่ทรงพลังขึ้นกะทันหันแม้จะเป็นแค่ครั้งเดียวนั้นอันตรายถึงชีวิต! ยิ่งเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดด้วยแล้ว หากเขาใช้ให้ฉลาด กลยุทธ์ที่เป็นดั่งดาบสองคมนี้จะสร้างผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมให้แก่เขาได้ไม่ยาก

             

            นิทานยิ้มน้อย ๆ คุยตอบโต้อย่างเป็นกันเองกับเหล่าคุณชายคุณหญิงที่พยายามชวนเขาคุยออกหน้าออกตา โดยที่ในหัวยังคงคร่ำครวญ

             

            อยากกลับบ้าน…


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน