จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 ค่าผ่านทาง

            “ข้าเห็นเขากำลังถูกค่ายกลกักเอาไว้อยู่ด้านหลัง” เย่เฉินรีบชี้ไปด้านหลังทันทีคำพูดนี้คือข้ออ้างที่เขาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            ศิษย์ชุดม่วงเหลือบไปมองทางเย่เฉินแล้วพูดขึ้น“ศิษย์พี่ข่งเฉากำชับเอาไว้ว่าพวกเราห้ามทำให้ศิษย์ยอดเขาตี้หยางต้องลำบากใจหรือยุ่งยากแต่ก็เป็นเรื่องยากที่บรรดาศิษย์พี่จะเข้ามาที่นี่สักครั้งและจะให้กลับไปมือเปล่าไม่ได้หรอกนะ”

            “ข้าเข้าใจๆ”เย่เฉินพยักหน้าและโค้งคำนับ เขายื่นถุงเก็บของใบหนึ่งออกไปเพื่อใช้เป็นค่าผ่านทาง

            ไม่ใช่เพราะเขาเกรงกลัวเหล่าบรรดาศิษย์เจ็ดแปดคนที่อยู่ตรงหน้าหากเป็นการต่อสู้กันอย่างเปิดเผยเขาไม่มีทางจะกลัวเหล่าบรรดาศิษย์เพียงไม่กี่คนนี้แน่นอนแม้แต่ศิษย์ขั้นพลังหยางก็ยังไม่มีเลยสักคนศิษย์เหล่านี้ไม่มีวันอยู่ในสายตาของเขา

            แต่ถึงอย่างไรแม้ว่าเขาจะไม่กลัวศิษย์เหล่านี้ แต่เขาคงไม่สามารถจะจัดการกับพวกเขาเหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหากกระโตกกระตากออกไปก็จะกลายเป็นจุดดึงดูดของพวกข่งเฉาซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเห็นการจะผ่านไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อไม่มีอะไรมากไปกว่าการจ่ายเงินไปสักนิดสักหน่อย

            “ไปเถอะ!” หลังจากได้รับถุงเก็บของศิษย์ชุดม่วงก็เดินมุ่งหน้าไปในทิศทางที่เย่เฉินได้ชี้เอาไว้ก่อนหน้านี้“ได้ยินศิษย์พี่บอกว่า เย่เฉินเป็นคนเจ้าเล่ห์มาก ทุกคนจะต้องระวังกันสักหน่อยหากจับตัวเย่เฉินได้จะมีรางวัลอย่างงามให้แน่นอน”

            “พวกศิษย์สำนักในนี่มีแต่คนโง่เหมือนสมองหมูหรือนี่?” เมื่อมองตามศิษย์กลุ่มนั้นไป เย่เฉินก็ลูบคางตนเอง“หากทุกคนหลอกง่ายแบบพวกเขา ข้าก็เข้าสำนักในได้สบายๆ”

            “รีบออกไปให้เร็วที่สุดเป็นการดีไม่เช่นนั้นหากนานไปกว่านี้ พวกเขาอาจย้อนกลับมาก็ได้”

            “การหนีไปให้เร็วเป็นแผนที่ดีที่สุด”เย่เฉินหันไปมองด้านหลังอีกครั้ง จากนั้นก็หายไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว

            ช่วงเวลาต่อมาเขาก็ได้พบกับคนหลายกลุ่ม

            เป็นไปอย่างที่เย่เฉินคิดไว้การอ้างชื่อของยอดเขาตี้หยาง ในการทดสอบในป่าร้างย่อมดีกว่าการเอ่ยชื่อของหอโอสถวิญญาณอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข่งเฉาเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้นำศิษย์สำนักในเขาเคยเป็นศิษย์แท้จริงของยอดเขาตี้หยางของสำนักนอก เป็นเพราะความสัมพันธ์นี้เขาจึงมีคำสั่งห้ามไม่ให้ใครก็ตามรังแกหรือสร้างความลำบากใจให้ศิษย์ยอดเขาตี้หยาง

            และอาจเป็นเพราะข่งเฉาได้จัดเตรียมให้ทุกคนคอยดูแลศิษย์ยอดเขาตี้หยางเป็นอย่างดีเย่เฉินจึงเดินทางมาด้วยความราบรื่นตลอดทางเพียงจ่ายเงินแค่เล็กน้อยก็สามารถผ่านทางมาได้อย่างง่ายดาย

            ตรงด้านหน้าก็มีศิษย์สำนักในอีกสองสามคนปรากฏขึ้นมา

            เย่เฉินเลิกคิ้วขึ้นแต่ยังคงหยิบถุงเก็บของออกมาจากอ้อมแขน

            “สวัสดีศิษย์พี่ทุกท่านข้าคือคนของยอดเขาตี้หยางแห่งสำนักนอก” เย่เฉินพูดพลางยิ้มจากนั้นจึงนำถุงเก็บของขึ้นมา “หินวิญญาณจำนวนหนึ่งพัน น้ำใจเล็กๆ น้อยๆขอศิษย์พี่ทั้งหลายโปรดรับไว้ด้วย”

            อือ!

            ผู้นำกลุ่มเป็นชายหนุ่มในชุดขาวซึ่งกำลังโบกพัดในมือเขามีผิวพรรณใบหน้าขาวผ่อง มีคิ้วดั่งใบหลิว ดวงตาได้รูปงดงาม ปากเล็ก ริมฝีปากบางมีท่าทางที่ดูเยือกเย็น ทั่วทั้งร่างสัมผัสได้ถึงการแสดงออกของพลังสตรีราวกับเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งเลยทีเดียว

            “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน!” เมื่อเย่เฉินพูดจบ และกำลังจะเดินผ่านไป

            “ข้าให้เจ้าไปแล้วหรือ?” ศิษย์หนุ่มชุดขาวยื่นพัดออกมาขวางทางเดินของเขาไว้

            “เงินข้าก็ให้ท่านไปแล้ว!”

            “คนอื่นให้เงินแล้วก็สามารถไปได้แต่สำหรับเจ้าไปไม่ได้”ดวงตาเรียวที่ดูขี้เล่นของศิษย์หนุ่มชุดขาวมองไปที่เย่เฉินด้วยความสนใจ“เจ้าคิดว่าเจ้าแปลงกายเป็นหลี่อวี้เหลียงแล้วข้าจะดูไม่ออกนะหรือ?”

            “ศิษย์พี่กำลังพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ” เย่เฉินแสร้งทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้

            เมื่อได้ยินคำนี้ศิษย์หนุ่มชุดขาวก็ยิ้มกว้างกว่าเก่า“หลี่อวี้เหลียงเป็นผู้อยู่ในขั้นพลังธาตุชั้นที่เจ็ด เจ้าอาจกลายร่างเป็นเขาได้แต่เจ้าเลียนแบบระดับการฝึกตนในขั้นพลังธาตุชั้นที่เจ็ดได้หรือ?”

            เมื่อพูดเช่นนี้ปากของศิษย์หนุ่มชุดขาวก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เข้าไปใกล้ๆ หูของเย่เฉินและพูดอย่างขี้เล่น “ข้าพูดถูกไหม ศิษย์น้องเย่เฉิน”

            เย่เฉิน?

            เขาคือเย่เฉินหรือ?

            แม้ว่าเสียงของศิษย์ชุดขาวจะเบามากแต่ก็ยังทำให้คนที่อยู่รอบข้างได้ยิน

            ทันใดนั้นคนเหล่านั้นก็เข้ามาล้อมเย่เฉินเอาไว้ ลมหายใจของแต่ละคนเริ่มรุนแรงขึ้นต่างคนต่างทำท่าทางราวกับได้รับชัยชนะ

            “ดูเหมือนว่าศิษย์ของสำนักในไม่ได้โง่สมองหมูกันทุกคน!”

            หลังจากที่ถูกจับได้เย่เฉินก็ดึงหูตนเอง และกลายร่างกลับเป็นรูปลักษณ์ของตนเอง

            แน่นอนว่าเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องเจอกับอะไร

            เย่เฉินไม่เคยคิดมาก่อนอยู่แล้วว่าตนเองจะผ่านการทดสอบไปได้อย่างง่ายดายสวรรค์จะต้องบอกให้เขาทำอะไรที่ไร้สาระ และในตอนนี้มาถูกจับได้เสียแล้วแต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของเขาแล้วทั้งสิ้น

            “ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมนานขนาดนี้แล้วยังไม่มีข่าวคราวของเย่เฉินเลยที่แท้เขาก็แปลงกายอยู่”

            “โชคดีที่ศิษย์พี่หยางเว่ยดูออกไม่อย่างนั้นคงต้องโดนเจ้าเด็กคนนี้หลอกแน่ๆ”

            “หยางเว่ยที่พ้องเสียงกับคำว่าอ่อนแอนะหรือ?” เมื่อได้ยินชื่อนี้ เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังศิษย์ชุดขาว“อย่างนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีท่าทางเหมือนสตรี”

            แม้รู้ว่าเย่เฉินกำลังเย้ยหยันเขาแต่ศิษย์ชุดขาวผู้นั้นก็ไม่ได้โกรธอะไร ได้แต่โบกพัดไปมาเบาๆและมองเย่เฉินอย่างขี้เล่น “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะยอมแพ้แต่โดยดีไหม? หรือว่าจะให้พวกเราช่วยเจ้า”

            “ข้าขอยอมแพ้”เย่เฉินยกมือทั้งสองข้างขึ้นทันที

            “มันต้องแบบนี้สิ!” หยางเว่ยยิ้มเบาๆ จากนั้นก็ขยิบตาให้กับศิษย์อีกคนหนึ่งศิษย์คนนั้นเข้าใจความหมายได้ทันทีและหยิบเชือกเทวะมัดหนึ่งออกมาเพื่อที่จะมัดเย่เฉินเอาไว้

            “สำนักนอกร่ำลือกันว่าเจ้าร้ายกาจนักแต่ตอนนี้กลับถูกพวกข้าจับเอาไว้แล้ว” ศิษย์คนหนึ่งก้าวออกไปและพูดเยาะเย้ย

            “เจ้าบ้าเอ๊ย”ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า เย่เฉินที่อยู่นิ่งเงียบก่อนหน้านี้จะขยับขึ้นมาอย่างกะทันหัน และเตะศิษย์คนนั้นกระเด็นออกไปจากนั้นก็กระโดดออกมาจากวงล้อม

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่มีทางยอมจำนน”หยางเว่ยพูดอย่างเย็นชา จากนั้นคันธนูขนาดใหญ่ที่มีวงโค้งดั่งพระจันทร์และลูกธนูยาวที่มีแสงส่องประกายออกมาได้ถูกเล็งไว้เบื้องหน้าของเขาและยังไม่ทันได้ยิงออกไป ก็มีเสียงดังกึกก้องขึ้น

            ซวด!

            แม้ว่าหยางเว่ยจะมีกิริยาท่าทางอย่างสตรีแต่ฝีมือของเขากลับโหดร้ายไร้ความปรานี ลูกธนูแต่ละดอกพุ่งออกไปดั่งแสงหลายสายมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวของเย่เฉิน

            เย่เฉินรู้สึกได้ถึงความเย็นที่หลังของเขาเขาก้าวไปตามจังหวะฝีเท้าของวิชาความเร็วลมกรดจากนั้นก็หมุนตัวหลบหลีกลูกธนูที่เคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและดุดันจากนั้นก็กระโดดออกไปอย่างรวดเร็ว

            เพียงแต่เขาดูเหมือนจะประเมินลูกธนูนี้ต่ำไปสักหน่อยแม้ว่าเขาจะหลบหลีกไปแล้ว แต่ลูกธนูยาวนั้นกลับเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตมันไล่ตามเขาอยู่ด้านหลังตลอด

            “ลูกธนูติดตามเสวียนเชวี่ย”เย่เฉินเคยได้ยินชื่อของวิชาลึกลับของธนูนี้มาก่อน ถึงแม้ธนูเหล่านี้จะไม่ได้มีจิตวิญญาณลูกธนูนี้เมื่อถูกยิงออกไปก็จะถูกตีตราเอาไว้ว่าจะต้องทำภารกิจใดเว้นเสียแต่จะถูกทำเข้าตรงเป้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถหยุดการทำงานลงได้

            “ให้ตายสิข้าดูเบาเจ้าไปจริงๆ” เย่เฉินหยุดทันที สายรุ้งสีแดงพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขากลายร่างเป็นกระบี่เมฆแดง

            กลกระบี่เทียนกัง

            ในขณะกำลังกวัดแกว่งกระบี่เมฆแดงกลกระบี่ป้องกันของกลกระบี่เทียนกังได้ก่อร่างขึ้น

            ปัง!

            ปัง!

            ความดุร้ายของลูกธนูติดตามเสวียนเชวี่ยนั้นไม่มีประมาณแต่เมื่อได้พบกับกลกระบี่เทียนกัง กลับต้องกระเด็นออกไปและปักทแยงอยู่บนหินก้อนหนึ่ง

            ในเวลานี้คนอื่นๆ ก็มุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางเช่นกัน

            อสุนีบาต!

            เย่เฉินรวมกำลังทั้งร่างให้เป็นหนึ่งเดียวรวมพลังปราณเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เขาใช้พลังฝ่ามือมุ่งไปด้านหน้าจนคนตรงหน้านั้นกระเด็นถอยไปด้านหลังจากนั้นก็พลิกฝ่ามือใช้หมัดเขย่าบรรพตโจมตีศิษย์คนที่สองจนพลิกกระเด็นไปพลางกระอักเลือดออกมาจากนั้นก็ใช้ดัชนีเอกสุริยันชี้ไปบนตัวของศิษย์คนที่สามจนเป็นแผลทะลุมีเลือดไหลออกมา

            “เจ้าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” ในบรรดาศิษย์เหล่านั้นหยางเว่ยนับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินจึงรีบถอยห่างออกไปดูแล้วชายผู้นี้ที่มีกิริยาท่าทางราวกับสตรีแต่กลับไม่ธรรมดาเลย ขั้นการฝึกตนก็ก้าวสู่ขั้นพลังหยางแล้วอันที่จริงหากเปรียบกับจื่อซาน และเจียงเฮ่าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

            เพลงกระบี่วายุ

            และแน่นอนว่าหยางเว่ยได้ก้าวขึ้นมาพร้อมกับกระบวนวิชากระบี่ทอดเงาเป็นสายรุ้งด้วยอานุภาพพลังที่ไม่มีใครเทียบได้

            เย่เฉินใช้ความว่องไวของเขายกกระบี่เทียนเชวียขึ้นมาขวางเอาไว้ตรงหน้าเขาทันที

            ปัง!

            กระบี่สะดุ้งเวหาของหยางเว่ยกระทบเข้ากับกระบี่เทียนเชวียแม้ว่ามันจะไม่สามารถทำให้กระบี่เทียนเชวียนั้นกระเด็นออกไปได้แต่กลับทำให้เย่เฉินได้รับแรงสะท้อนนั้นจนต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว

            “ดูเหมือนว่าข้าจำเป็นต้องให้บทเรียนกับเจ้าสักหน่อยไม่เช่นนั้นเจ้าจะคิดว่าข้าเป็นแค่เด็กน้อย” เย่เฉินตะโกนออกไปและเหวี่ยงกระบี่เทียนเชวียออกไปจากนั้นจึงรีบเคลื่อนตัวตามกระบี่เทียนเชวียไปอย่างรวดเร็ว

            หยางเว่ยส่งเสียงไม่พอใจและทำการปัดกระบี่เทียนเชวียที่พุ่งเข้ามาออกไป แต่ขณะที่จะขยับตัวเย่เฉินกลับพุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้ว

            โฮก!

            โฮก!

            ทันใดนั้นเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นมาเย่เฉินเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังมุ่งลงมาจากภูเขา วิธีการลงมือก็ดูแปลกตาชวนให้ประหลาดใจบางครั้งเหมือนพยัคฆ์ บางครั้งก็เหมือนวานรที่ดุร้าย บางครั้งก็เหมือนราชสีห์และบางคราก็เหมือนดั่งหมาป่า มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวทั้ง คว้า จับ ตะปบ ตี กระชากใช้มือ เท้า เข่า และไหล่รวมกันอย่างลงตัว ข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธอันร้ายแรง

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับการต่อสู้ระยะประชิดที่เก่งกาจเช่นนี้ของเย่เฉินหยางเว่ยไม่ทันจะได้ลงมือใดๆ ทั่วทั้งร่างก็เต็มไปด้วยรอยมือรอยเท้า

            “ส่งสัญญาณออกไป”เมื่อถูกเย่เฉินไล่โจมตีจนถอยห่างออกไป หยางเว่ยก็ตะโกนร้องเรียกศิษย์ด้านหลัง

            เมื่อเห็นดังนั้นศิษย์คนหนึ่งก็หยิบกระบอกไม้ไผ่เรืองแสงออกมาทันทีปลดสลักออก และแสงศักดิ์สิทธิ์จากกระบอกไม้ไผ่ก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้ามุ่งตรงไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน จากนั้นก็กลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ

            เอ๊ะ?

            เมื่อเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้าผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

            “มีคนพบเย่เฉินแล้วตามข้ามา” ข่งเฉารีบมุ่งหน้าเข้ามาเป็นคนแรก และนำกลุ่มศิษย์น้องที่เต็มไปด้วยความอำมหิตติดตามเขามาด้วย

            “ในที่สุดก็หาเจ้าจนพบแล้วข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่นอน”เจียงหยางผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงเฮ่าก็ได้มุ่งหน้ามาจากอีกทิศทางหนึ่ง

            “วันนี้ก็มาถึงจนได้เจ้าไม่มีโอกาสได้กลับไปแน่นอน” จั่วชิวหมิงก็เห็นสัญญาณนั้นเช่นกันและจับทิศทางที่อยู่ของเย่เฉินได้อย่างแม่นยำก่อนจะพาศิษย์มุ่งหน้าไปหาเย่เฉินด้วยความแค้นใจ

            “ไปกันเถอะ”ตอนนี้หลังจากเหล่าบรรดาศิษย์ที่อยู่กับฉีเยว่ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ได้เห็นสัญญาณของศิษย์สำนักในพวกเขาก็รีบยุติการต่อสู้ในทันที และวนกลับไปยังทิศทางที่สัญญาณลับปรากฏออกมา

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”เจ้าหมีสองที่กำลังถือกระบองฟันหมาป่าถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกใจ

            “คงไม่ใช่พวกเขาเจอตัวเย่เฉินแล้วหรอกนะ!” ฉีเยว่ขมวดคิ้ว “ดูเหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ เขาอาจจะต้องตายในป่าร้างแห่งนี้แล้วล่ะ”

            “แล้วยังจะรออะไรกันเล่ารีบไปกันเถอะ!” เจ้าหมีสองขยับกระบองฟันหมาป่าของเขา

            “ท่านพี่พวกเราไปไม่ได้หรอก” ถังหรูซวนเตือนขึ้นมา “ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราแต่ละกลุ่มมีทางเข้าคนละทาง และทางเข้าทุกทางก็มีเส้นทางที่สอดคล้องกันพวกเราไม่มีทางออกจากเส้นทางนี้ได้แต่บรรดาศิษย์สำนักในที่กำลังทดสอบพวกเรานั้นต่างไม่มีข้อจำกัดของช่องทางจึงสามารถปรับเปลี่ยนไปทุกๆ เส้นทางได้ตามความต้องการ”

            “บ้าเอ๊ยลืมมันไปเถอะ”

            เช่นเดียวกันกับพวกเขาเซี่ยอวิ๋น ฮั่วเถิงและเซียวจิ้ง ต่างก็เห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้เช่นเดียวกันเดิมทีการต่อสู้ของพวกเขากับศิษย์สำนักในกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดแต่ด้วยเหตุการณ์ของแสงสัญญาณที่เกิดขึ้น ทำให้ศิษย์สำนักในต่างออกไปจากการต่อสู้และมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเย่เฉิน

            “ไม่บอกก็รู้ว่าพวกเขาเจอตัวเย่เฉินแล้วแน่นอน”

            “แต่การต่อสู้นี้ดูท่าจะเกินไปหน่อยนะ!”

            “ครั้งนี้เก๋อหงจ้าวจื้อจิ้งและนักพรตชิงหยางต่างทุ่มสุดตัวเลยจริงๆ ข้ายังได้ยินมาว่าการทดสอบในป่าร้างครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากช่วยเขาจัดการสกัดเย่เฉินได้จะได้รับเงินหนึ่งหมื่นหินวิญญาณจากพวกเขา”

            “ถึงว่าล่ะแต่ละคนดูคึกคักผิดปกติ”

            “น่าเสียดายที่พวกเราถูกจำกัดช่องทางเอาไว้ไม่เช่นนั้นพวกเราจะได้เข้าไปช่วยเขาได้”