ในห้องฝึกตน สวีหยางอี้จ้องมองเตาหลอมด้านหน้าอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับเสียงก้องกังวานที่อธิบายหลักการพื้นฐานที่สุดของวิชา
หัวใจสำคัญของทักษะการควบคุมไฟก็คือกระแสลม
แม้จะพูดว่าเป็นการควบคุมไฟแต่แท้จริงคือการควบคุมลม ผู้ฝึกตนสามารถก่อไฟจากกระแสอากาศได้ทุกคนนี่เป็นเปลวไฟธรรมดาที่ผู้ฝึกตนใช้เริ่มต้นหลอมยามากที่สุด
ขณะที่เริ่มฝึกฝนวิชาจิตวิญญาณของสวีหยางอี้ราวกับเส้นรยางค์คล้ายเส้นด้ายบางๆ งอกออกมาและยืดขยายไปทั่วสารทิศทำให้เขารับรู้ถึงการไหลเวียนของกระแสลมได้อย่างรวดเร็ว
การรับรู้ของเขาไม่เหมือนการรับรู้ถึงกระแสลมธรรมดาทั่วไปเพราะแม้แต่ในห้องที่ปิดตายไร้ช่องทางลมผ่านแบบนี้ เขาก็ยังรับรู้ถึงกระแสลมเบาบางที่เล็ดลอดเข้ามาตามซอกหลืบเล็กๆซ้ำยังจับสัมผัสตอนที่เสี้ยวกระแสลมเบาบางพวกนั้นเคลื่อนตัวมากระทบร่างกายเขาและตีกลับม้วนตัวเป็นวังวนได้อย่างละเอียดและแม่นยำ
“ร่างกายของเราเปิดประสาทสัมผัสรับรู้แล้วอย่างแน่นอน...”เขาลอบพูดขึ้นในใจ “ตอนนั้น หลังจากที่ฆ่าพวกปีศาจบ้าคลั่งได้แล้วฉันชินกับการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนได้เห็นโลกทั้งใบในโฉมใหม่นั่นแล้ว อย่างเช่น...”
เขาลืมตาขึ้นมาก่อนหรี่ตาลงมองไปรอบๆ พลางบ่นอุบ “ตัวฉันก่อนหน้านี้ไม่มีทางมองเห็นทิศการเคลื่อนไหวของกระแสลมพวกนี้หรอก...ยิ่งไปกว่านั้นตัวฉันคงไม่มีทางเป็นผู้ชนะในการประลองที่สนามหนึ่งในใต้หล้าได้แน่นอนแต่ว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา...”
เขากำหมัดขึ้นอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่าประสาทสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนหน้านี้มีประโยชน์กับตัวเขายิ่งนัก!
ยกตัวอย่างเช่นในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดเขาสามารถรบุตำแหน่งการลอบโจมตีในเงามืดได้เหมือนมีตาทิพย์รอบตัว
“ตอนนี้...”เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก และเริ่มฝึกวิชาอย่างจริงจังทันที
เพียงเสี้ยวพริบตาเขาสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของกระแสลมที่อยู่รอบๆ ตัวเขาได้อย่างชัดเจน
เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับว่าตัวเขากลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดก้อนเหล็กรอบตัวเข้ามา!
“หนวดสัมผัส”ทั่วร่างกายเขาทำหน้าที่เสมือนมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุมกระแสลมรอบๆ และนำพาเข้าสู่ช่องไฟของเตาหลอม
ในเวลาเดียวกันเขาโบกมือขวาขึ้นเบาๆ เปลวไฟแดงฉานก็ปะทุขึ้นในช่องไฟใต้เตาหลอมดังฟู่
แววตาของสวีหยางอี้นิ่งสงบเหมือนปกติเขาจ้องมองเปลวไฟเริงระบำอย่างพินิจเพราะทักษะพื้นฐานที่สุดของการหลอมยาก็คือการควบคุมกระแสลมเพื่อให้เปลวไฟนิ่งอย่างน้อยภายในหกชั่วโมงห้ามปล่อยให้เปลวไฟแผ่วลงหรือเร่งสูงขึ้นเป็นอันขาด
ขณะหลอมยาอยู่นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือลักษณะของไฟ ตอนไหนควรเร่งไฟ ตอนไหนควรลดไฟพลาดไปแม้แต่ขั้นตอนเดียวไม่ได้ จะทำให้เสียวัตถุดิบหลอมยาราคาแพงไปอย่างสูญเปล่า
การควบคุมกระแสลมก็คือการใช้หนวดพลังจิตนำพากระแสลมเข้าช่องไฟเพื่อประคองและควบคุมความหนักเบาของเปลวไฟซึ่งนี่ก็คือทักษะการควบคุมไฟที่แท้จริงเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความละเอียดในการควบคุมลม
สวีหยางอี้พยายามควบคุมกระแสลมและนำพาพวกมันส่งผ่านเข้าไปในเปลวไฟอย่างระมัดระวังแต่ว่า...
เปลวไฟกลับกระเพื่อมพลิ้วไสวไปมาอย่างเห็นได้ชัดซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาเสียเลย
แต่สวีหยางอี้กลับไม่สนใจเพราะเขาเข้าใจในความจริงที่ว่ากระทำการใดๆ ย้อมไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จขณะที่ควบคุมกระแสลมอยู่นั้น เขาก็เริ่มคำนาณอะไรบางอย่างไปพลางๆ ซึ่งก็คือตัวเขาเองจะอดทนได้นานเท่าไหร่
สวีหยางอี้เข้าใจคำอธิบายก่อนหน้านี้เป็นอย่างดีในศาสตร์หลอมยาโบราณนี้ ลำพังยาหลอมสำหรับนักหลอมยาขั้นเลี่ยนชี่ยังใช้เวลาสิบห้าวันขั้นจู้จีอย่างน้อยก็คงสองเดือน ส่วนขั้นจินตันก็น่าจะกินเวลาหนึ่งปี ในส่วนของยาหลอมที่สูงกว่านั้น...ยังไม่เคยมีระบุ
กล่าวคือตอนนี้เขาต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการหลอมยาอย่างน้อยยี่สิบห้าวันก่อนจะขยับขยายไปคิดเรื่องอื่น
ตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าสิบห้าวันแห่งการหลอมยาของนักหลอมยาขั้นเลี่ยนชี่นี้ยาหลอมที่ออกมาจะทำให้เขาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้ในฐานะโอสถสาวกหรือในฐานะนักหลอมยาทั่วไป
เวลาหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมง... สามชั่วโมงผ่านไป เปลวไฟที่ส่งเสียง “ฟู่ๆ” เบื้องหน้าเขาก็มอดดับลง
ส่วนตัวเขาก็ได้แต่เหงื่อกาฬเปียกโชก
ครั้นลุกขึ้นยืนก็พ่นลมหายใจออกยาวๆ
“ยากกว่าที่คิดซะอีก”เขาหรี่ตาลงมองบรรยากาศที่มืดดับลงทั่วห้อง ครั้งนี้ล้มเหลวเสียแล้วเขาไม่เสียใจแม้แต่น้อย ทว่าเปลวไฟแห่งความหวังกลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม!
นี่มันวิชายุทธเวทแห่งการหลอมยาเชียวนะ
วิชาหลอมยาที่หายสาบสูบเป็นร้อยปี!
ขอแค่หลอมสำเร็จเพียงก้อนเดียวก็สามมารถเขย่าโลกผู้ฝึกตนทั่วทั้งใบแล้ว!
ทุกคนจะต้องหันมาสนใจและเลือกใช้ยาชนิดนี้อย่างแน่นอนเพราะเนื่องจากปัญหาและผลข้างเคียงของฤทธิ์ของเหลวและยาแคปซูลที่ใช้กันในปัจจุบัน!
“ลุยต่อ!”ดวงตาเขาเป็นประกาย ปราศจากความคิดหยุดพักแม้แต่น้อย และเริ่มฝึกควบคุมกระแสลมประคองเปลวไฟอีกครั้งทันที
การฝึกหลอมยาตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้ก็คือการฝึกตนรูปแบบหนึ่งต่อให้เขาไม่อยากไปต่อก็ตาม แต่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะความแค้นของเขาก็ไม่ถูกชำระล้าง วี่แววของศัตรูก็ยังหาไม่เจอ คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับหั่วหยุนก็ยังไม่บรรลุไหนจะคำสัญญาของซูเหลียนเยว่อีกทั้งหมดล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ล้มเลิกกลางคัน
หนึ่งวันผ่านไปสองวันผันผ่าน... หนึ่งเดือนก็แล้ว... สองเดือนก็แล้ว... จนกระทั่งครึ่งปี...
นอกจากออกมากินข้าววันๆ สวีหยางอี้ได้แต่ขลุกอยู่แต่ในห้องจนไม่ได้เจอหน้าใคร
“เขาบ้าไปแล้วรึไง?”ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน พืชพรรณสรรพสัตว์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่หลี่จงหยวนที่อยู่ข้างนอกกลับกระวนกระวายขนานหนักแม้แต่ผู้ฝึกตนว่าจ้างทั้งสามคนก็อดเป็นห่วงขึ้นไม่ได้
เพราะว่าพักหลังๆมา สวีหยางอี้เริ่มออกฌานบ่อยขึ้นโดยการออกฌานแต่ละครึ่งก็ต้องพึ่งยาปลีกวิเวกฉีดเข้าเส้น
แม้ว่า...เขาจะออกมาในสภาพกระปรี้กระเปร่า แต่ว่าร่างกายของเขากลับโทรมจนแทบดูไม่ได้!
ทรงผมตันสั้นไล่ระดับของเขาบัดนี้ยาวรุงรังประบ่า บางครั้งก็หมัดรวบไว้ด้านหลัง ถ้าตอนนี้เขาสวมใส่ชุดจีนสมัยก่อนสภาพคงไม่ต่างอะไรจากผู้ฝึกตนยุคโบราณ
เสื้อผ้าบนตัวขาดรุ่ยแต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่ออกมากก็แค่กินข้าว อาบน้ำและกลับเข้าห้องฝึกตนใหม่ เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สหายหลี่...นายคิดว่าคุณสวี...” ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน จางกงจ่างอดถามขึ้นไม่ได้ “เขา...เขาทำอะไรอยู่ในห้องกันแน่?”
หลี่จงหยวนได้แค่ส่ายหน้าอย่างขมขื่นในครึ่งปีมานี้ เงินเก็บของเขาถูกใช้หมดเกลี้ยงแล้วยังดีที่ความต้องการหญ้าน้ำค้างในตลาดยังสูงอยู่ จึงทำให้พอประทังชีวิตต่อไปได้ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีเงินจ่ายให้ผู้ฝึกตนว่าจ้างทั้งสาม
ว่าแต่จ้างผู้ฝึกตนนักสถิติพวกนี้มาทำไมกัน?จ้างพวกเขามาจดบันทึก ทำสถิติ คำนวณสัดส่วนนั่นนี่แต่ข้อความเตือนขู่ฆ่าเขียนอยู่ที่หน้าประตูอยู่ขนาดนั้น ใครจะกล้าเข้าไป
ตัวเขาเองไหนจะต้องจ่ายค่าจ้างรายเดือนให้พวกเขาแต่ละคนคนละหลายแสนอีก!
ภายในใจของเขาอัดแน่นไปด้วยคำผรุสวาทด่าทอสวีหยางอี้อาจจะไม่ถึงเกลียดเท่ากระดูกดำ แต่ก็เจ็บแค้นเป็นยิ่งนัก
“ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่...”หลี่มู่ถอนหายใจอยบ่างสลด “สหายหลี่ พวกเราต่างก็ต้องการฝึกตนเช่นกันเดินทีพวกเรารับงานนี้มาก็เพื่อต้องการเงินแก้ขัดเท่านั้นพวกเราอยู่ต่ออย่างมากสุดได้อีกสองปีเท่านั้น หลังจากนี้คงต้องลาออก”
“ถ้าสหายสวีเข้าฌานสามหรือห้าปีฉันก็ต้องรอเขาสามหรือห้าปีงั้นเหรอ?”หวางชุนหลายอดพูดขึ้นไม่ได้ “ฉันไม่ได้ฝึกตนมาครึ่งปีแล้ว...การแข่งขันในโลกผู้ฝึกตนสูงเช่นนี้ หากไม่พัฒนาตัวเองก็มีแต่ต้องถดถอย สหายหลี่ หลังจากจ่ายค่าจ้างเดือนนี้เสร็จฉันคงต้องขอตัวลาจาก”
หลี่จงหยวนอยากให้พวกเขาลาออกตั้งแต่ตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!แต่ในเมื่อสวีหยางอี้ยังไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่กล้าตัดสินใจเอง
“ในเมื่อเป็นแบบนี้งั้นฉันก็ไม่ทำต่อแล้ว...” เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการฝึกตนของคุณสวีจะกินเวลานานแค่ไหน...”
“ครืด...”เสียงประตูหินครูดครู่ที่ไม่ได้เปิดออกมาเป็นเดือนๆ เปิดออกอีกครั้งแม้เขาเดินออกมาอย่างกระปรี้กระเปร่า แต่สภาพร่างกายเขาก็หมดความน่านับถือ
หนวดเคราบนใบหน้ารกรุงรังถึงแม้ให้ความรู้สึกสมชายชาตรี แต่เนื่องจากไม่เจอแสงแดดเป็นเวลานานผิวสีเขาจึงซีดเซียวลงขนดูน่ากลัว ดวงตาแดงเรื่อรำไรคนที่ใช้ดวงตาจดจ้องอะไรสักอย่างเป็นเวลานานๆ ย่อมมีสภาพเป็นเช่นนี้เสื้อผ้าที่สวมใส่หลวมโคร่งคร่าง ดูจากสภาพโดยรวมแล้วพูดได้ว่าโทรมทรามซอมซ่อได้เลยทีเดียว
เพียงแต่ดวงตาของเขากลับแวววาวอย่างน่าตกใจราวกับดวงดาราที่พรั่งพราวประกายแสงท่ามกลางท้องฝ้ายามราตรีแม้ร่างกายจะดูโทรมแต่ก็ดูมีชีวิตชีวาไร้ซึ่งความห่อเหี่ยวอับเฉาราวกับพืชพรรณที่เจริญเติบโตด้วยตัวเองท่ามกลางสภาพแววล้อมอันกันดาร
โจวถิงถิงที่อยู่ข้างรีบเดินดุ่มๆเข้าไปและจัดแจงสำรับอาหารชุดใหญ่ทันที
สวีหยางอี้มองเธอแวบหนึ่งแต่ก็ไม่พูดอะไรเขาได้แต่พยักหน้าให้เธอเล็กน้อย ก่อนยกชามข้าวขึ้นมาสวาปามคำใหญ่
เขากินมูมมามอย่างคนอดอยากโดยไม่เอ่ยปากชมแม้แต่คำเดียวโจวถิงถิงได้แต่ยืนเม้มปากน้อยใจ เพราะเธออุตส่าห์ตั้งใจฝึกทำอาหารพวกนี้
“กึก...” สวีหยางอี้วางตะเกียบลงเบาๆก่อนหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปาก พยักหน้าให้ทุกคนและเดินกลับเข้าห้องฝึกตนอีกครั้ง
การฝึกตนก็เป็นเสียแบบนี้หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนจดจ่ออยู่คนเดียววันแล้ววันเล่าและที่น่ากลัวที่สุดคงไม่ใช่ความเดียวดายที่ขาดคนเคียงข้าง หากเป็นความเปล่าเปลี่ยวที่กัดกินหัวใจ
ผู้ฝึกตนทุกคนเข้าใจดีว่ามีแต่ต้องอดทนต่อความเดียวดายเท่านั้นพวกเขาจึงจะยืนหยัดอยู่ได้นาน
เข้าฌานเมื่อปีค.ศ. 2016 ออกฌานอีกทีก็ปาไปปี ค.ศ. 2026 กรณีแบบนี้เกิดขึ้นมานักต่อนักแล้วขณะที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน เวลาผันไปทุกนาที พวกเขาก็มีแต่จะตระหนักและแตกฉานในพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเองความรู้สึก ความอิ่มเอมที่เกิดขึ้น หาได้มีผู้อื่นรับรู้ไม่ตัวพวกเขาเองย่อมรู้ดีที่สุด ดังความกล่าวที่ว่า ‘ท่านหาใช่มัจฉาไม่ไยจึงเข้าใจความสุขของมัจฉา’
ฉันหาใช่ตัวท่านไม่ย่อมมิทราบตัวท่านอย่างจริงแท้ สิ่งที่ทำอยู่จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้
มีแค่ดวงใจที่ยืนหยัดความชัดเจนกับตัวเอง วาสนาต่างๆ ที่ติดตัวมาเล็กน้อยถึงจะสามารถนั่งบนบัลลังก์ตั่งทองสูงสุดแห่งจินตันเจินเหรินได้
พึ่งพรสวรรค์20%พึ่งวาสนา30% ที่เหลืออีก50% คือหยาดเหงื่อ ผู้ที่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของบัลลังก์แห่งจินตันเจินเหรินล้วนแต่เป็นพวกสัตว์ประหลาดที่จิตใจแน่วแน่และพร้อมรับมือทุกอุปสรรคทั้งนั้น
การฝึกตนคือการฝึกฝนวิชายุทธเวทตามศาสตร์ที่ตนเลือกและยังเป็นการขัดเกลาจิตใจและปณิธานของตัวเองไปในตัว
“คะ... คุณสวี!ช้าก่อน!” ขณะประตูห้องกำลังจะปิดลง หลี่จงหยวนก็วิ่งกรู่เข้าไปเอ่ยปากพูด “คะคือว่ายาเหลวปลีกวิเวกหมดเกลี้ยงแล้วครับ!”
สวีหยางอี้หยุดฝีเท้ากึกเนื่องจากไม่ได้ขยับปากพูดมานาน ลิ้นจึงแข็งเปลี้ย เขาหยุดค้างราวห้าวินาทีก่อนพูดขึ้นเสียงเรียบ “ซื้อสิ”
หลี่จงหยวนแทบอยากกระอักเลือดออกมาทันที!
ซื้องั้นเหรอ?!
ใครซื้อ!
แล้วเงินใคร!
คุณได้แต่หลับหูหลับตาไม่รับรู้โลกภายนอกคุณรู้หรือไม่ว่าการที่ต้องหาเงินเลี้ยงดูอีกหลายชีวิตมันยากแค่ไหน!
ภายในใจของหลี่จงหยวนอัดอั้นไปด้วยคำผรุสวาทด่าทอสีหน้าเหมือนอยากจะตะโกนด่าแต่ก็ฉาบด้วยแววความลังเล ผ่านไปหลายวินาทีถึงจะปั้นรอยยิ้มเสแสร้งขึ้นมาใหม่ได้ “เอ่อ คุณสวีครับ ผมขอคุยเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ?”