ยอดยุทธชุดชมพู

    ตอนที่6 รัชทายาท(รีไรท์)

    ตอนที่6 รัชทายาท

    นับตั้งแต่หนิงหรงตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาถึงห้าเดือนข่าวที่ว่าหนิงหรงฟื้นแล้ว เพิ่งไปถึงหู ของสกุลหง ที่เขาทราบข่าวเพราะฮ่องเต้มีราชโองการชื่นชมหนิงหรงออกมาแน่นอนว่าก่อนจะไปประกาศ คนที่ทำงานในวังย่อมทราบข่าวก่อน....

    แม่ทัพหงซือจง เมื่อทราบข่าวถึงกับบีบถ้วยชาในมือแตก ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยโทสะ

    “สารเลวข้าเป็นบิดาของนางแท้ๆ แต่กลับรู้เรื่องของลูกตัวเองเป็นคนสุดท้าย!”หงซือจินสบถด่า

    ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่เห็นความสำคัญเพราะคิดว่าเด็กอ่อนแอคนนั้นไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงหายใจทิ้งไปวันๆ

    แต่มาวันนี้นางสามารถฝึกยุทธได้หนำซ้ำยังมีกายาเทพอันล้ำค่า หากรู้แต่แรกว่าขยะในวันนั้น จะมีค่าถึงเพียงนี้เขาคงตั้งใจบ่มเพาะนางอย่างดี ไม่ปล่อยให้นาง ไปเข้าพวกกับฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยแน่นอน

    แม้หงซือจงจะรู้ดีว่าตนละเลยบุตรสาวมาตลอดทว่า ด้วยความที่เขาเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าคนเป็นลูกยังคงต้องเชื่อฟังเขาทุกอย่าง

    หงซือจงหันไปสั่งพ่อบ้านที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ หลังเข้ามารายงานเรื่องหนิงหรง

    “ในเมื่อหนิงหรงหายดีแล้วหนำซ้ำยังมีประโยชน์ต่อตระกูล เจ้าไปบอกให้นางกลับจวน ข้าจะฝึกให้นางด้วยตัวเองอีกทั้งจะส่งนางไปฝึกในกองทัพที่เต็มไปด้วยผู้มีความสามารถ”

    พ่อบ้านได้ยินแล้วค้อมศีรษะก่อนรีบไปทำตามที่นายท่านสั่งแต่ก่อนเตรียมตัวออกจากจวน ได้ส่งคนไปแจ้งฮูหยิน ว่าบัดนี้หงหนิงหรงกำลังจะกลับจวนและกลายเป็นคนสำคัญ!ฐานะของคุณชายน้อยกำลังจะถูกเบียดเพราะหนิงหรงครอบครองกายาเทพ!

    หรี่เซียงหรูหลังได้รับรายงานเกิดความกลัดกลุ้มกังวลใจในทันที เนื่องจากแผนการที่ตนทำมาตลอดดันพังลงอุตส่าห์วางยามาหลายปีให้หนิงหรงร่างกายอ่อนแอ ลงเรื่อย ๆเพื่อให้ตายลงอย่างไม่ผิดสังเกต!

    แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่านางร่างกายกลับมาแข็งแรง ล้างพิษในร่างออกไปได้ ยังถึงขั้นมีกายาเทพ ที่แข็งแกร่ง

    “เจ้ากลับไปบอกพ่อบ้านทำอย่างไรก็ได้ให้นังเด็กนั่นโมโห จนไม่อยากกลับมาเหยียบบ้านสกุลหงอีกหรือหากนางยังต้องการกลับมา เพื่อไม่ให้นางเด็กนั่นกล้าจองหองเชิดหน้าชูคอในสกุลหง หาวิธีกลั่นแกล้งนางโดยไม่ให้มีบาดแผล หรือไม่ก็เอาเข็มเงินทิ่มตามร่างกายนางทรมานจนกว่านางเด็กไร้ค่านั่นจะรู้ตัวว่าตนเองควรวางตัวอย่างไรในสกุลหง!”เข็มเงินนั่นทำให้มีบาดแผลที่เล็กมาก จนยากจะสังเกตเห็นวิธีนี้เป็นวิธีที่เหล่าสตรีนิยมใช้ทรมานคนมากที่สุด

    ข่าวเรื่องหงหนิงหรงเป็นผู้ครอบครองกายาเทพ ดังไปจนถึงอาณาจักรใกล้เคียงทั้งหลายภายในอาณาจักรฮุ่ยเองก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนให้ความสนใจ

    จากคนร่างกายอ่อนแอที่ไม่สามารถฝึกยุทธได้ กลับพลิกผัน กลายเป็นคนสำคัญ มีร่างกายล้ำค่าเหมาะแก่การฝึกยุทธ นับร้อยปีที่ผ่านมา อาณาจักรฮุ่ยยังไม่เคยพบผู้มีกายาเทพเลยคาดว่าหลังจากนี้อาณาจักรฮุ่ยคงจะเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองการพบผู้มีกายาเทพถือเป็นนิมิตหมายอันดี

    หากไม่ถูกหนิงหรงห้ามไว้ฮ่องเต้กับอ๋องฮุ่ยก็คิดจะจัดงานงานเฉลิมฉลองทั่วหล้ากับการมีผู้ครอบครองกายาเทพปรากฏในอาณาจักร จึงทำได้เพียงพระราชทานของมีค่าและสมุนไพรที่เหมาะแก่การบำรุงร่างกายของผู้ฝึกยุทธ มอบราชโองการ ชื่นชมสักประโยคให้ทั่วหล้าได้รับรู้ถึงความสำคัญของหงหนิงหรงผู้นี้

    วันนี้หนิงหรงยังคงเรียนวิชาต่างๆเหมือนปกติ ทว่าความวุ่นวายเริ่มมาเยือนเมื่อทหารองครักษ์ระดับยอดยุทธสิบคนจากวังหลวง คุ้มกันรถม้าคันหนึ่งมาที่หุบเขาเป็นรถม้าสีทอง มีตราประทับของราชวงศ์ และของฮ่องเต้

    ขันทีในชุดแดงเลือดหมูก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าทรงอำนาจเขาค้อมศีรษะขณะประคองม้วนผ้าไหมสีทองขึ้นเหนือหัว ปั้นสีหน้าเคร่งขรึมให้ความรู้สึกน่าครั่นคร้าม ไม่อาจก้าวล่วงละเมิด สร้างความกดดันขุมหนึ่งให้

    หนิงหรงเห็นแล้วเลิกคิ้ว‘นี่สินะราชโองการ’ คิดขณะเหลือบมองกงกง อายุราว ๆ ห้าสิบหกปีตรงหน้าแค่ราชโองการก็ทำให้คนรู้สึกได้ถึงอำนาจยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ได้แล้ว

    “หงหนิงหรงรับราชโองการ” เสียงแหลมของขันทีดังกังวาน ขณะที่ผู้คนทั้งหมดในบ้านมารวมตัวกันหมอบลงพื้นรอฟังราชโองการ

    หนิงหรงก้าวไปยืนข้างหน้าสุดปั้นสีหน้าเคร่งขรึม แม้ใใจจะสงสัยว่าฮ่องเต้มีพระราชโองการอะไร ขณะคุกเข่ารอรับฟัง

    “หงหนิงหรงมากความสามารถ มีกายาเทพอันล้ำค่า ร้อยปียากจะพบเห็น จากคนร่างกายอ่อนแอไม่สามารถฝึกยุทธได้ กลับมีความมุมานะ บากบั่น ไม่ย่อท้อจนสามารถก้าวข้ามความเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นผู้ฝึกยุทธที่มีกายาเทพเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้มีความมุมานะ และเป็นการชื่นชม จึงมอบสมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้ให้แก่หงหนิงหรงเพื่อบำรุงร่างกายต่อไปในอนาคตจงใช้ความสามารถด้านพลังยุทธเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรฮุ่ยสืบไป...”เกากงกงประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานน่าเกรงขาม

    หนิงหรงน้อมรับราชโองการพร้อมกล่าวคำสรรเสริญ ทรงพระเจริญ

    หนิงหรงรับราชโองการมาคลี่ออกอ่านพบว่าฮ่องเต้เป็นผู้เขียนด้วยพระองค์เอง ทำให้ตนอดตื้นตันไม่ได้ ในโลกนี้คงมีเพียงอ๋องฮุ่ย และฮ่องเต้ที่นับว่าเป็นญาติสนิทของหงหนิงหรงอย่างแท้จริง

    “ยินดีกับคุณหนูผู้ครอบครองกายาเทพด้วย”คราวนี้ขันทีเฒ่าหันมาค้อมกายคำนับหนิงหรง ทำให้หนิงหรงและทุกคนลุกขึ้น

    “ขอบคุณท่านกงกงเชิญเข้ามาดื่มชาก่อน” หนิงหรงกล่าวขณะผายมือเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่เย่อหยิ่งไม่ต่ำต้อย

    ขันทีเฒ่ายิ้มอย่างพอใจกับท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่ฉลาดเฉลียวของนางเกินวัยขันทีเฒ่าทำท่าคารวะขอบคุณก่อนจะกล่าว

    “มิกล้า ๆเชิญคุณหนูเข้าไปก่อน” กล่าวด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ กงกงรู้ดีว่าคุณหนูผู้นี้นอกจากจะเป็นหลานรักของสองผู้ยิ่งใหญ่แล้ว บัดนี้ยังมีร่างกายล้ำค่าที่จะกลายเป็นบุคคลสำคัญในอนาคต

    หนิงหรงหันไปมองเสี่ยวเมิ่งส่งสัญญาณให้ไปชงชาที่กงกง เพิ่งนำมาใหม่ และเตรียมของว่างมา

    “ขอเรียนถามท่านกงกง”หนิงหรง กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ขณะนั่งลงบนตั่งตัวข้างๆ ขันทีเฒ่าในห้องโถง

    “เชิญคุณหนูกล่าวอย่าได้เกรงอกเกรงใจตาเฒ่าอย่างข้าน้อยเลยขอรับ” เกากงกง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแววตาแสดงออกว่าชื่นชมการวางตัวของหนิงหรง ที่ดูไม่เย่อหยิ่ง

    “ไม่ทราบว่าตอนนี้ ฮ่องเต้ และท่านอ๋องฮุ่ย ทั้งสองพระองค์สุขสำราญดีหรือไม่หลานอกตัญญูอย่างข้า คอยรับความช่วยเหลือและความห่วงใหญ่จากทั้งสองพระองค์มาตลอดยังไม่มีโอกาสอย่างจริงจัง ในการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์เลย”

    เกากงกงได้ฟังแล้วก็ยิ้มแย้มชื่นชมเอ็นดู “คุณหนูอย่าได้กังวล ขอเพียงแค่ท่านตั้งใจฝึกฝนพลังยุทธมีสุขภาพแข็งแรงแค่นี้ก็ถือเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อคุณหนูได้แล้ว” เกากงกง ตอบ ก่อนจะก้มจิบชา หอมกรุ่น

    “ชานี่ฮ่องเต้ทรงโปรดมาก ถึงขั้นไม่ยอมพระราชทานให้ใคร มีเพียงอ๋องฮุ่ยกับคุณหนูที่มีวาสนาได้ลิ้มลอง ข้าน้อยเองก็ได้รับผลพลอยได้ได้จิบชาล้ำค่านี้ไม่กี่ครั้ง มาวันนี้ถือเป็นลาภปากอีกครั้งที่ได้ลิ้มรสชาล้ำค่า”เกากงกง กล่าว

    “ชานี้เหมาะสำหรับการฟื้นฟูพละกำลัง ข้าน้อยจึงบังอาจแนะนำว่าหากท่านรู้สึกเหนื่อยล้าจากการฝึกยุทธก็ให้ลองชงชานี้ดื่มจะช่วยให้รู้สึกหายเหนื่อยล้าขอรับ”

    หนิงหรงได้ฟังแล้วก็กล่าวขอบคุณสำหรับคำแนะนำเบาๆหลังจากคุยกันพอเป็นพิธี และขันทีเฒ่าพักจนหายเหนื่อย เกากงกง จึงกล่าวอำลาขอตัวกลับวังหลวง

    ขณะที่ก้าวออกจากห้องโถงไปส่งเกากงกงหนิงหรงพลันตกใจ

    “อ๊าก~~”เสียงกรีดร้องของใครบางคนทำลายความสงบของบ้านทันที

    หนิงหรงขมวดคิ้ว“ผู้ใดกันถึงกับไร้มารยาท เอะอะโวยวายเสียงดัง” หนิงหรงบ่นงึมงำด้วยความไม่พอใจปกติคนในบ้านของตนไม่เคยทำเสียงดังไร้มารยาทเช่นนี้

    หากจะบอกว่าเป็นคนที่ติดตามเกากงกงมาก็ไม่น่าเป็นไปได้พวกเขาอยู่ในวังล้วนถูกอบรมมาอย่างดีจะมาเอะอะโวยวายเสียงดังได้อย่างไร

    “ข้าว่าเรารีบไปดูกันดีกว่า”หนิงหรงหันไปกล่าวกับกงกง ที่ดูงุนงงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

    “เรียนคุณหนู”ชายร่างใหญ่บึกบึนกล่าวรายงานเสียงดังจนกงกงสะดุ้งกับพลังเสียงนั้น“พบขันทีเด็กบุกรุกห้องนอนคุณหนูขอรับ เสี่ยวไป๋จับตัวไว้แล้ว” ทหารองครักษ์ของหนิงหรงกล่าวรายงาน

    เจ้าเสี่ยวไป๋ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้านหลังจากที่มันสาบานว่าจะรับใช้หนิงหรง ให้นางเป็นเจ้านายของมันปกติเจ้าเสี่ยวไป๋มักเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นไปทั่ว หากมันอยากมาก็มา อยากไปก็ไปแต่วันนี้คงเป็นคราวซวยของเด็กน้อยที่ดันพบเจ้าเสี่ยวไป๋เข้า

    ขันทีเฒ่าได้ยินแล้วหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ‘บัดซบ เจ้าเด็กสมควรตายคนไหนบังอาจลอบขึ้นรถม้า กลับไปข้าจะเฆี่ยนให้หลังลาย’แต่พอคิดดูอีกที ไม่เคยมีขันทีเด็กใจกล้าแอบขึ้นรถม้าที่อัญเชิญพระราชโองการมาก่อนหากจะมีก็อาจจะเป็น ‘คนผู้นั้น’

    คราวนี้ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

    “เหอะ!”หนิงหรงทำเสียงไม่พอใจ มองค้อนขันทีเฒ่าที่ไม่ดูแลคนของตัวเองให้ดีสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องตรงไปยังห้องนอนของตัวเองยิ่งเดินก็ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

    ประตูห้องนอนของหนิงหรงถูกเปิดทิ้งไว้เผยให้เห็นร่างของเด็กชายราวๆ สิบขวบในชุดขันที ถูกมัดขากับขื่อบ้านห้อยหัวแกว่งไปมากลางอากาศ ขณะที่เสี่ยวไป๋แสยะยิ้มเผยคมเขี้ยวน่าสยดสยองกวัดแกว่งกรงเล็บที่ลับคมมาอย่างดีเพื่อสังหารศัตรูและฉีกทึ้งอาหาร

    “อาหารๆเจ้ามนุษย์นี่บุกรุก จับกินได้หรือไม่”

    กระต่ายน้อยชี้มือมาที่ขันทีเด็กขณะน้ำลายไหลหยดเต็มพื้นด้วยท่าทางตะกละ

    ขันทีน้อยได้ยินแล้วกรีดร้องเสียงดังยิ่งกว่าเดิมด้วยความหวาดกลัว

    เสียงนั้นดังจนหนิงหรงแสบแก้วหูจนต้องออกคำสั่ง

    “อุดปากมัน!”

    เสี่ยวไป๋ขยับยิ้มแยกเขี้ยวทำหน้าตาชั่วร้าย

    ก่อนจะปั้นผ้าเช็ดโต๊ะที่วางแถวๆมุมห้อง ขว้างอุดปากเด็กชายอย่างแม่นยำ

    ขันทีน้อยหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธรสชาติขม กลิ่นเหม็นของผ้าเช็ดโต๊ะลอยคลุ้งไปทั้งโพรงปาก

    ขณะที่ขันทีเฒ่าวิ่งหน้าตื่นเข้ามา2 แข้งขาสั่นใบหน้าซีดขณะที่เห็นหน้าคนที่ถูกแขวนชัดเจน

    ขันทีน้อยดิ้นรนหนักกว่าเดิมแม้แต่มือยังถูกมัดไว้ ไม่มีปัญญาดึงผ้าออกจากปากได้แต่ถลึงตาใส่ขันทีเฒ่าที่มัวแต่เข่าอ่อน ตัวสั่น

    “คุณหนูรีบ รีบปล่อยคนลงมาเร็วเข้า!” ขันทีเฒ่าเสียงสั่น หวาดกลัวจนไม่มีแรงยืน ต้องคลานเข่าเข้าหาเด็กหญิงแทนจากขันทีที่สง่างามทรงอำนาจยามอัญเชิญราชโองการ กลายเป็นขันทีชราน่าสมเพช

    ดูท่าแล้วเจ้าขันทีเด็กนั่นคงจะมีความสำคัญไม่น้อย

    เสี่ยวไป๋ที่กำลังน้ำลายไหลนึกว่าจะได้กินคน หันไปมองหนิงหรงอย่างคาดหวัง ว่านางจะไม่ปล่อยคน

    “ทำไมข้าต้องปล่อยขันทีคนหนึ่งที่บังอาจบุกรุกห้องนอนข้า...เขาอาจจะเป็นนักฆ่าเด็กที่ถูกส่งมากำจัดข้าก็ได้”หนิงหรงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    ไม่ว่าเจ้าขันทีเด็กนี่จะสำคัญมาจากไหนนางก็จะไม่ยอมปล่อยคนง่ายๆ แน่นอน!

    “คุณหนูได้โปรดเถอะรีบปล่อยคนลงมาเร็วเข้า คนผู้นี้.... คนผู้นี้ไม่อาจตอแยได้เด็ดขาด”ขันทีเฒ่าอึกอักไม่กล้าพูดความจริง

    หนิงหรงกลับรู้สึกว่าขันทีเฒ่าไม่ได้ ตั้งใจอยากให้ปล่อยคนในทันที การที่เขาเอาแต่บอกให้ปล่อยคนแต่ไม่ยอมบอกว่าคนผู้นี้เป็นใคร รวมทั้งไม่ออกคำสั่งให้ทหารรีบพาคนลงมา

    หนิงหรงยิ้มที่มุมปากขณะสบสายตาของกงกง ที่ไร้ซึ่งความกังวลมีเพียงแค่น้ำเสียงเท่านั้นที่เหมือนจะร้อนรน

    “ฮึ!”หนิงหรงทำเสียงอย่างรู้ทัน ขณะโน้มตัวพูดเบาๆ “ท่านไม่ได้อยากช่วยเขาจริงๆ หรอกแค่อยากเห็นเขาถูกสั่งสอนบ้าง!”

    หนิงหรงยิ้มเย็นขณะที่ขันทีเฒ่าเหงื่อซึมหน้าซีดแววตาหลุกหลิก

    “คนที่ตอแยไม่ได้แน่นอนว่าเขาคงไม่ใช่ขันที” หนิงหรงกล่าวขณะกอดอก มองเด็กชายในชุดขันทีที่กำลังถลึงตามองมาด้วยแววตาเกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยคำด่ามากมายทางสายตาทั้งอาฆาตทั้งเคียดแค้น

    “เสี่ยวไป๋ปล่อยคน”หนิงหรงกล่าว หลังจากเห็นว่า แกล้งอย่างพอเหมาะพอควร หากให้ถูกแขวนนานกว่านี้เกรงว่าเด็กน้อยอาจจะถึงตาย เพราะเลือดไปคั่งในสมองมากเกินไป

    เสี่ยวไป๋กระโดดตัดเชือกปล่อยคนขณะที่เหล่าองครักษ์ที่มาพร้อมเกากงกง รอรับร่างของขันทีเด็กที่ตกลงมาเพื่อไม่ให้เขาบาดเจ็บ

    ทว่าเมื่อขันทีเด็กปลอดภัยถูกแก้มัดและดึงผ้าอุดปากออก เขาถุยน้ำลายด้วยความรังเกียจผ้าสกปรกครู่ใหญ่ก่อนจะเริ่มสำแดง ความโอหังอวดดีออกมา

    “พวกเจ้าคุกเข่าให้หมด!”เสียงเด็กชายแผดดังลั่นด้วยความโกรธแค้น เสื้อผ้า ผมเผ้าหลุดลุ่ย ยุ่งเหยิงสีหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอับอาย

    “เพี้ยะ!เพี๊ยะ!”เด็กชายง้างฝ่ามือตบใบหน้าขององครักษ์ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเป็นคนที่ช่วยรับตนไม่ให้หล่นกระแทกพื้น และตบคนอื่นๆต่อ

    หนิงหรงยืนอ้าปากค้างด้วยความตกใจคิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะลงมือกับคนที่ช่วยเหลือเขา!

    “เด็กเวรเด็กเวร!” เสี่ยวไป๋ส่งเสียงชื่นชมเด็กน้อย ปรบมือโห่ร้อง ดังโหวกแหวกโวยวาย

    หนิงหรงพลันคันไม้คันมืออยากตบตีเด็กขึ้นมาทันที

    เมื่อเด็กชายเดินมาที่ขันทีเฒ่า ง้างมือเตรียมตบคน...

    “เสี่ยวไป๋”หนิงหรงสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วฉีกยิ้มโชว์ฟันที่น่าสยดสยองของมันเสียงแบบนี้มีเรื่องแน่นอน!

    “ตี!” หนิงหรงสั่งเสียงดังฟังชัดน้ำเสียงโหดเหี้ยม ขณะส่งสายตาให้เสี่ยวไป๋ซึ่งวิ่งไปคว้าไม้กระบองที่มุมห้องไม้ซึ่งใหญ่กว่าเสี่ยวไป๋ ทว่ามันยกอย่างง่ายดาย

    ขันทีเฒ่าอ้าปากค้างไม่คิดว่าหนิงหรงจะกล้าสั่งแบบนี้

    “ผั้วะ!”

    “อั้ก!”ขันทีเด็กถูกไม้ฟาดก้นอย่างแรงจนล้มลง

    “เจ้า...ทำบ้าอะไร!”เด็กชายแผดเสียงร้องด้วยโทสะ “อยากตายใช่ไหม ถึงกับบังอาจสั่งสัตว์หน้าขนตีข้า!”

    “ตี!”หนิงหรงสั่งด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ต้องสั่งเสี่ยวไป๋ก็ตีแน่นอน

    บังอาจเรียกท่านเสี่ยวไป๋ว่าสัตว์หน้าขน!!

    “ผัวะ!”รอบนี้เสี่ยวไป๋เพิ่มแรงตีมากกว่าเดิม

    ทำให้เด็กชายที่กำลังจะลุกขึ้นถูกฟาดอีกไม้ จนทรุดลงพื้นไม่มีโอกาสได้ลุกขึ้นมา

    เหล่าองครักษ์ต่างไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะหงหนิงหรงผู้นี้คือหลานรักของฮ่องเต้ ตอนนี้พวกเขาไม่รู้จะทำเช่นไรดีแม้กระทั่งขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ ที่ควรช่วยรัชทายาท ยังไม่คิดจะอ้าปากห้ามแล้วพวกตนจะสอดไปทำไม!

    “เจ้า!”เด็กชายแผดเสียงด้วยความโมโห แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงสั่ง “ตี!”ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับไม้ฟาดลงบนก้นจนเขาสะดุ้งด้วยความเจ็บ

    เด็กชายเจ็บจนน้ำตาไหลตั้งแต่เกิดมา เขายังไม่เคยถูกใครสั่งตีมาก่อนนอกจากเสด็จพ่อและเสด็จอา...บัดนี้ตนซึ่งเป็นถึงรัชทายาท กลับตกต่ำถูกเด็กชั้นต่ำจากสกุลหงรังแก!

    “พวกเจ้าไปตายกันหมดแล้วรึยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก!” รัชทายาทโวยวาย “อยากหัวหลุดจากบ่าใช่ไหม!”

    เหล่าทหารได้ยินดังนั้นก็เหมือนจะได้สติคำขู่นี้นับว่าได้ผล หากยังลีลาไม่รีบช่วยคนเกรงว่าจะได้ตายกันหมดนี่จริงๆพวกเขาทำท่าจะเข้าไปช่วย องค์รัชทายาท แต่ขันทีเฒ่า ที่อยู่ใกล้สุดรีบวิ่งเข้าไปประคององค์รัชทายาทแย่งหน้าที่แทน

    “จับนางกับกระต่ายชั่วนี่ไปฆ่าทิ้งเสีย!”เด็กน้อยแผดเสียงลั่นหลังจากถูกประคองให้ยืนขึ้น

    แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าไปเตะต้องหนิงหรงจึงทำเพียงพุ่งเข้าหาเจ้ากระต่าย ที่น่าจะเป็นสัตว์อสูรแทน

    เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วถึงกับแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ ขยายร่าง จนสูงใหญ่กว่ามนุษย์ จ้องเขม็งไปยังเหล่าองครักษ์

    “เหอะ...”หนิงหรงทำเสียงเยาะเย้ย

    “ช่างน่าขัน ข้าในยามนี้นับว่าล้ำค่ามีอนาคตไกลใครจะกล้ารังแกข้ากัน... ยิ่งกว่านั้นเจ้ากระต่ายเป็นสัตว์อสูรระดับยอดยุทธเจ้าคิดว่าจำนวนคนแค่หยิบมือจะทำอะไรมันได้รึ!” หนิงหรงเยาะเย้ย

    ขณะที่เจ้าเสี่ยวไป๋แผ่พลังยุทธกดดัน ยืนยันคำพูดที่ว่ามันคือระดับยอดยุทธที่มนุษย์กระจอกๆ ไม่อาจเอาชนะมันได้!

    เหล่าองครักษ์ต่างตกใจหวาดกลัวเจ้ากระต่ายขึ้นมา ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้มันทำได้เพียงถืออาวุธคุมเชิงเท่านั้น

    เมื่อเด็กน้อยเห็นว่าตนไม่อาจเอาคืนเจ้ากระต่ายได้จึงหันไปจัดการคนของตนแทน

    “เพียะ!” เสียงฝ่ามือของขันทีน้อยตวัดตบขันทีชรา จนหน้าหันตามแรงตบ

    เด็กชายเขียวคล้ำบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดขณะมีคราบน้ำตาบนใบหน้า

    “เจ้าขันทีเฒ่าสมควรตาย!”เด็กชายสบถลั่น “ปล่อยให้ผู้อื่นรังแกข้า!”

    ขณะที่ขันทีเฒ่าได้แต่หมอบตัวสั่นสองมือกุมหัวป้องกันใบหน้าและศีรษะจุดที่เป็นอันตราย

    “ตุ้บ”

    “ตุ้บ”

    “ตุ้บ”

    เด็กชายรัวหมัดและเท้าทั้งถีบทั้งต่อยขันทีเฒ่า

    ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่เสี่ยวไป๋ยังอ้าปากค้าง คนผู้นี้อันธพาลน้อยชัดๆสู้ผู้อื่นไม่ได้กลับไปลงที่ขันทีชรา

    หนิงหรงเห็นแล้วพลันหน้าเขียวคล้ำเจ้าขันทีปลอมผู้นี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว

    “เสี่ยวไป๋ตี!”หนิงหรงตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ

    “ผลัวะ”

    “ผลัวะ”กระต่ายน้อยรัวหมัดและเท้าถีบและต่อยด้วยความรวดเร็ว จนเด็กชายล้มหงายท้องเป็นฝ่ายถูกซ้อมจนขดตัวร้องโหยหวน

    ขันทีเฒ่ากระโดดเข้ามาขวางแทนจนโดนลูกหลงไปหลายตุ้บ

    “หยุด!”หนิงหรงสั่งด้วยความไม่พอใจ ที่มีคนสเข้ามาขวาง

    “โอย~~” เสียงโอดครวญของเด็กชาย ดังขึ้นขณะที่ตามใบหน้าแขนขาเต็มไปด้วยรอยช้ำโดยเฉพาะที่ตา เขียวช้ำทั้งสองข้างดีที่เสี่ยวไป๋รู้จักออมแรง หาไม่แล้วเด็กน้อยคงตายไปภายในหมัดสองหมัดแล้ว!

    “หุบปากเสียไอ้เด็กเหลือขอ!” หนิงหรงตวาดลั่น

    ทำให้ขันทีปลอมสะดุ้งบางอย่างในแววตาของเด็กหญิงทำให้ขันทีน้อยเริ่มหวาดกลัว

    สายตาดุดันนั่นเหมือนเสด็จพ่อไม่มีผิด!

    สายตาของนางเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากแววตาแข็งแกร่งแน่วแน่ ที่เด็กไม่มี

    “คะ...คุณหนูคนผู้นี้คือรัชทายาทนะขอรับ!” ขันทีเฒ่าทำสีหน้าตื่นตกใจตอนนี้หนิงหรงทั้งทุบตีทั้งด่าว่าหมิ่นรัชทายาท...เกรงว่าท่านหญิงผู้นี้จะหาเรื่องใส่ตัวแล้ว

    เหล่าองครักษ์ของหนิงหรงพลันคุกเข่าลง“ถวายบังคมรัชทายาท” ก่อนจะกล่าวเสียงดังฟังชัด

    ทว่าหนิงหรงกลับพูดขึ้น“นี่จะเป็นรัชทายาทของอาณาจักรเราไปได้อย่างไร...พวกเจ้าอยากหัวขาดกันรึถึงกล้าเอาขันทีคนหนึ่งมายกย่องว่าเป็นรัชทายาท!” หนิงหรงตวาดลั่น ก่อนจะกล่าวต่อ

    “มีรัชทายาทที่ไหนถึงกับลดตัวลงมาแต่งตัวเป็นขันที แอบขึ้นรถม้าอัญเชิญราชโองการ ทำตัวไร้กฎไร้ระเบียบเหมือนพวกไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอน...พวกเจ้าเคยเห็นรัชทายาทอาณาจักรใดมีพฤติกรรมเหลวไหลแบบนี้บ้าง!”ทุกคนได้ฟังคำของหนิงหรงแล้วก็ล้วนแต่อ้าปากค้างทุกคำที่นางกล่าวคือการด่าทอรัชทายาททั้งสิ้น

    “มัวตะลึงอะไรกัน!พวกเจ้าไปได้แล้ว” หนิงหรงหันไปไล่คนของตัวเอง“แค่ขันทีน้อยคนหนึ่งพวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจ!

    คราวนี้เหล่าองครักษ์ต่างสบตากัน เข้าใจความหมายของหนิงหรงก่อนจะทำความเคารพหนิงหรงแล้วจากไป

    “เจ้า...เจ้า...”เด็กชายลุกขึ้นมายืนชี้หน้าหนิงหรงพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งหากตนทำท่าเป็นเดือดเป็นร้อน ก็เท่ากับยอมรับว่าตนเป็นรัชทายาทที่ไร้การอบรมสั่งสอน

    “ทำไม...หรือเจ้ากล้าบอกว่าตัวเองเป็นรัชทายาท” หนิงหรงตะคอกกลับมองขันทีเด็กตั้งแต่หัวจรดเท้า เบะปากทำสีหน้ารังเกียจและดูถูก

    “หากเจ้าเป็นรัชทายาทของอาณาจักรข้าเป็นญาติผู้น้องของข้าคนนั้นละก็ ข้าคงรู้สึกอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว!”หนิงมองขึ้นๆ ลงๆ จนรัชทายาทเริ่มอับอายขึ้นมา

    “สภาพรัชทายาทที่แต่งตัวเป็นขันที เสื้อผ้า ผมเผ้าหลุดลุ่ย สภาพคลุกฝุ่น ไม่ต่างจากขอทาน...หากแพร่ออกไป ราชวงศ์จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

    หนิงหรงกล่าวขณะที่อีกฝ่ายได้แต่อ้าปากพะงาบๆ เถียงไม่ทัน

    “หรือเจ้ายังกล้าพูดว่าตนเป็นรัชทายาทอีก...หากไม่อายเจ้าก็พูดออกมา ให้ขายหน้าราชวงศ์ดู!”

    คำพูดของหนิงหรงทำให้รัชทายาทที่กำลังโมโห ไม่สามารถระบายโทสะได้ ทั้งยังไม่กล้าพูดด้วยว่าตนเป็นรัชทายาทเพราะสภาพของตนตอนนี้ไม่มีสง่าราศีของรัชทายาทเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งรอบด้านข้าราชบริพาร ต่างไม่มีผู้ใดไว้ใจได้เลยสักคน ไม่มีใครเลยที่คิดจะปกป้องพระองค์เห็นได้ชัดพวกเขาถือหางหงหนิงหรง หลานคนโปรดของเสด็จพ่อ!

    ขันทีน้อยได้แต่ยืนก้มหน้าด้วยความอับอายทั้งพยายามกลั้นน้ำตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจไม่ให้ไหลออกมา

    เป็นถึงรัชทายาทแต่กลับไม่มีคนให้ความเคารพยำเกรงในอำนาจอย่างแท้จริง

    หนิงหรงเห็นท่าทางรัชทายาทตัวน้อยเช่นนั้นก็ถอนหายใจ

    “นับว่าเจ้ายังพอมีสมองอยู่บ้าง”หนิงหรงกล่าว

    ก่อนจะหันไปพูดกับขันทีเฒ่าที่ฟกช้ำไปทั้งร่างเพราะรัชทายาททุบเต็มแรงไม่มีออมมือ

    “กงกงเชิญท่านกลับไปได้...” หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง

    หนิงหรงแต่เดิมค่อนข้างชอบมารยาทที่กงกงแสดงออก แต่เมื่อเห็นว่ากงกง เองก็ไม่ได้เคารพยำเกรงหรือคิดจะปกป้องรัชทายาทอย่างแท้จริง ก็อดรู้สึกไม่ดีต่อตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ตรงหน้าไม่ได้เห็นทีคราวนี้ตนคงต้องช่วยญาติผู้น้องคนนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป

    อย่างน้อยก็ควรกำจัดคนที่ไม่ปกป้อง...ไม่เคารพยำเกรงรัชทายาทออกไปเพราะต่อให้รัชทายาทเป็นคนชั่วร้ายเพียงใด ทว่ารัชทายาทคือฮ่องเต้ในอนาคตพวกเขาควรปกป้องอย่างถึงที่สุดจึงจะถูก แม้นิสัยของรัชทายาทน่าถูกทุบบ้างก็เถอะ!

    “แต่...” กงกงอ้าปากพูดทว่าถูกหนิงหรงตัดบท

    “ไม่มีแต่เชิญท่านกลับไปได้” หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด

    “ส่วนเจ้าขันทีน้อยนี่ข้าจะอบรมสั่งสอนเองเจ้าไปทูลฮ่องเต้ว่ามีขันทีน้อยในวังหลวงทำตัวกร่าง จะทุบตีข้า ข้าเลยให้สัตว์อสูรระดับยอดยุทธช่วยสั่งสอนสักเล็กน้อย”

    เด็กชาวอ้าปากจะโวยวายทว่าเสี่ยวไป๋กระต่ายน้อยกระโดดมายืนตรงหน้ากวัดแกว่งหมัดและแยกเขี้ยววาววับใส่ทำให้เด็กชายรีบหุบปาก ยืนงอตัวห่อไหล่ด้วยความหวาดกลัว

    “แค่ขันทีน้อยที่หนีออกจากวังคนเดียวท่านคงไม่มีปัญหากระมัง”

    หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนกงกงเฒ่าขนลุก

    “แต่คนผู้นี้...”กงกงเฒ่าเถียง ทว่าถูกตัดบทอีกครั้ง

    “เจ้าไปรายงานฮ่องเต้ว่าข้าจะช่วยอบรมสั่งสอนขันทีน้อยให้สักเดือน เผื่อนิสัยจะดีขึ้น!”

    กงกงฟังแล้วมีสีหน้าลังเล ทว่าด้วยนิสัยอันธพาลของรัชทายาทหากไม่มีคนกำราบต่อไปในภายภาคหน้า คนผู้นี้ต้องนิสัยหนักข้อขึ้นเติบใหญ่กลายเป็นตัวถ่วงของราชสำนัก หากขึ้นเป็นฮ่องเต้เกรงว่าแผ่นดินจะพินาศ..

    แต่ถึงอย่างนั้นคุณหนูผู้นี้ก็อายุห่างจากรัชทายาทไม่กี่เดือนแล้วเด็กจะไปมีวิธีสั่งสอนเด็กด้วยกันให้ดีขึ้นได้อย่างไร

    หนิงหรงเห็นท่าทางที่กงกงมองมาเหมือนสงสัยในความสามารถของตนจึงกล่าวขึ้น

    “หากท่านอยากพากลับไปก็ได้แต่ข้ารับรองได้ว่า ทุกคนที่มาพร้อมเด็กนี่ถ้าไม่ถูกลงโทษอย่างหนักก็ต้องถูกตัดหัว”

    กงกงได้ยินแล้วถึงกับหน้าแหยเอามือลูบคอตัวเองขณะที่คนอื่นๆ ล้วนหน้าซีดหวาดกลัวโทษทัณฑ์

    เพราะรัชทายาทเกเรเกินไป มีนิสัยชอบรังแกข้าราชบริพาลดังนั้นพอเกิดเรื่องที่รัชทายาท ถูกคนอื่นรังแก พวกเขาจึงชักช้าให้ความช่วยเหลือช้า... อยากให้องค์ชายได้ลิ้มรสของการถูกรังแกเสียบ้าง

    “ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยฝากขันทีน้อยผู้นี้ให้ท่านช่วยอบรมแล้ว” ขันทีเฒ่าสูดหายใจลึก กล่าวคล้อยตามลดฐานะของรัชทายาทกลายเป็นขันทีน้อยผู้หนึ่งซึ่งซุกซนแอบปีนขึ้นรถม้ามาด้วย

    หนิงหรงได้ยินดังนั้นจึงยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กงกงนำกลับไปมอบให้ฮ่องเต้ ขณะบอกกงกงว่า หากอยากอ่านก็เปิดอ่านเสียแค่ถวายให้ถึงมือฮ่องเต้เป็นพอ

    ขณะเดินไปส่งกงกงขึ้นรถม้าหนิงหรงก็กล่าว

    “ข้าขอเตือนนับจากนี้ไปหากพวกเจ้ายังบังอาจเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของรัชทายาทปล่อยให้ถูกคนอื่นรังแกอีก ข้าจะทูลฮ่องเต้ให้ตัดหัวพวกเจ้าเสีย”หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าเห็นนะว่าตอนที่ข้าให้เสี่ยวไป๋ลงมือพวกเจ้าไม่ได้มีใจอยากช่วยเขาเลยสักนิด!”

    ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก้มหน้าด้วยนึกหวาดกลัวคำพูดของเด็กหญิงหงหนิงหรงผู้นี้กำลังโด่งดัง หนำซ้ำยังมีอำนาจของฮ่องเต้หนุนหลังนางในเวลานี้พูดอะไรฮ่องเต้ย่อมฟังแน่นอน!

    “เชิญกงกงกลับเถิดสายแล้วฮ่องเต้รอท่านอยู่” หนิงหรงมาส่งแขกถึงรถม้า ก็รีบกล่าวไล่แขกก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

    ขณะที่กงกงขึ้นรถม้าสังเกตเห็นว่าคนที่มาพร้อมตนดูหวาดวิตก

    “แค่ขันทีน้อยซุกซนคนหนึ่งพวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจ เรื่องหลังจากนี้ให้คุณหนูท่านนั้นจัดการเองพวกเจ้าไม่ได้ยินรึนางได้ครอบครองสัตว์อสูรระดับยอดยุทธ...สัตว์อสูรที่ร้ายกาจที่สุด! ความสำคัญของนางในเวลานี้ รวมกับเรื่องที่นางมีกายาเทพทำให้นางมีความสำคัญเทียบเท่ารัชทายาทได้เลย”

    ขันทีเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมมั่นคงคืนสู่มาดกงกงผู้สูงส่งซึ่งเป็นตัวแทนฮ่องเต้อ่านราชโองการ ก่อนจะสั่งราชองครักษ์หลวงเคลื่อนพลกลับโดยไม่หันหลังกลับมามองบ้านหลังน้อยอีก

    เขามั่นใจว่าฮ่องเต้เองก็อยากให้มีใครสักคนกำราบรัชทายาทเหมือนกัน!เพราะฉะนั้นฮ่องเต้ยอมถือหางหนิงหรงผู้นี้อย่างแน่นอน...จะว่าไปนี่ก็เป็นเรื่องในครอบครัวของฮ่องเต้ ที่เด็กสองคนตีกัน(ถึงแม้รัชทายาทจะถูกตีฝ่ายเดียว) ฮ่องเต้ก็คงจะไม่ใส่พระทัยมากนักตราบใดที่เรื่องเสื่อมเสียนี้ไม่แพร่งพรายสู่ภายนอก

    “ฮึ ฮึเจ้าเด็กน้อยคราวนี้ข้าจะตั้งใจอบรมสั่งสอนเจ้าอย่างดีเลยละ!” หนิงหรงแสยะยิ้มขณะที่รัชทายาทขดตัวที่มุมห้องด้วยความกลัว

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน