God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    ตอนที่ 122 จุดจบของสำนักห้วงทมิฬ

                นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนเทพพฤกษา ในใจของฟางเจี่ยลื่อล้วนไม่เคยมีเศษเสี้ยวของการสบประมาทต่อสำนักพงไพร นั่นเพราะมันตระหนักได้ถึงอำนาจที่แท้จริงของขั้วอำนาจอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเทพพฤกษานี้ ขั้วอำนาจที่แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจยื่นมือเข้ามากำราบได้โดยสะดวก

                ท่าทีที่แสดงออกต่อภายนอกอาจจะแลดูเฉยเมยและมิใส่ใจพลังอำนาจของสำนักพงไพร แต่ในจิตใจของฟางเจี่ยลื่อกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดันอันหนักอึ้ง มันย่อมรู้ดีว่าภารกิจที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มอบหมายให้แก่มันในครานี้หนักหนาและยากเย็นเพียงใด

                บ่อนทำลายรากฐานของสำนักพงไพร เรื่องนี้อย่าว่าแต่ฟางเจี่ยลื่อลงมือด้วยกำลังทั้งหมด ต่อให้ทุ่มเทยอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วยตนเองยังไม่แน่ว่าจะทำได้โดยง่าย

                วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องเป็นการหยั่งเชิง และฟางเจี่ยลื่อก็เป็นเพียงตัวหมากที่น่าสงสารเท่านั้น

                ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการทดสอบขีดจำกัดของใครบางคนที่ประทับเงาภาพความหวาดหวั่นต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นระยะเวลานับร้อยกว่าปีที่ผ่านมา หากคนผู้นั้นปรากฏตัวและลงมือมิต้องสงสัยเลยว่าฟางเจี่ยลื่อจะไม่อาจรักษากระทั่งชีวิตของมัน

                ฟางเจี่ยลื่อย่อมตระหนักถึงอันตรายนี้ ทว่าตั้งแต่ที่มันถูกตระกูลศักดิ์สิทธิ์มอบตำแหน่งข้ารับใช้ ตั้งแต่ที่มันกลายเป็นมือขวาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของมันก็มิใช่ของมันอีกต่อไป แต่เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

            สูญเสียฟางเจี่ยลื่อนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวด ทว่าเป็นความเจ็บปวดที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์พิจารณาแล้วว่าสามารถทนรับได้ แลกกับการทดสอบตัวตนอันลึกลับในดินแดนเทพพฤกษาแล้วนับว่ามิใช่เรื่องใหญ่

            ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกปิดล้อมโดยจวินเม่ยและยอดฝีมือขั้นอนุเซียนของสำนักพงไพร ความคิดของฟางเจี่ยลื่อกลับดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อยและเลื่อนลอยเช่นนี้

            ดวงตาเย็นชาของฟางเจี่ยลื่อมองไปยังจวินเม่ย จากนั้นกวาดมองผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพร ก่อนจะจบด้วยการกวาดมองคนของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ คนเหล่านี้ก็คล้ายกับตน เป็นเพียงหมากใช้แล้วทิ้งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

            และฟางเจี่ยลื่อก็ไม่รังเกียจที่จะโยนหมากนี้ลงไปด้านหน้า ปล่อยให้มันเป็นกำแพงเพื่อรักษาชีวิตของตน

            บุกเข้ามายังสำนักพงไพร เข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางของอีกฝ่ายโดยตรง ฟางเจี่ยลื่อย่อมมิได้โง่เขลาหรือมองโลกในแง่ดีว่าอีกฝ่ายจะต้อนรับพวกตนอย่างเป็นมิตร การต่อสู้ย่อมต้องเกิดขึ้นและเมื่อมันเกิดขึ้นคนของตระกูลหั่วเหล่านี้ได้ถูกลิขิตให้ต้องตายลง

            ‘ขอเพียงคนผู้นั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นมา โอกาสที่ข้าจะหลบหนีได้ก็มากกว่าแปดส่วน’ ฟางเจี่ยลื่อครุ่นคิดอย่างรอบคอบ

            ในบรรดายอดฝีมือทั้งหมดของสำนักพงไพร หากสามผู้อาวุโสหลักร่วมมือกันอาจจะสามารถถ่วงรั้งฟางเจี่ยลื่อไว้ได้สักชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากเป็นจวินเม่ยก็มีโอกาสถ่วงมันเอาไว้ได้นานพอสมควร เพียงแต่หากฟางเจี่ยลื่อต้องการหลบหนี มันไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดหยุดมันเอาไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะปรากฏตัวออกมา

            จวินเม่ยส่งสัญญาณเพียงหนี่งครั้งค่ายกลที่ล้อมกรอบทั่วทั้งตำหนักพลันแปรสภาพกลายเป็นกำแพงหนามดำสนิท ฟางเจี่ยลื่อปรายตามองชั่วขณะก่อนจะลอบสูดหายใจอย่างเย็นเยียบ

            มันไม่รู้ว่าค่ายกลนี้คือค่ายกลอันใด ทว่าสัญชาตญาณของมันกลับกระตุ้นเตือนว่าการสัมผัสกับกำแพงหนามสีดำนี้สามารถทำให้มันตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายได้อย่างง่ายดาย

            “ผู้อาวุโสฟาง รบกวนท่านช่วยเปิดทางค่ายกลให้ด้วย” ผู้นำของตระกูลหั่วเอ่ยต่อฟางเจี่ยลื่อด้วยน้ำเสียงร้อนรนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามภายใต้การช่วยเหลือของฟางเจี่ยลื่อมันยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับออกไปได้โดยปลอดภัย

            “อย่าคิดว่าจะฝ่าค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณของพวกเราไปโดยง่าย” จวินเม่ยเอ่ยอย่างเย็นชา สิ้นคำของนางสามผู้อาวุโสหลักพลันเคลื่อนไหวพร้อมกัน สามร่างทะยานไปหยุดที่จุดหนึ่งของขอบมุมค่ายกลจากนั้นผสานพลังก่อกำเนิดค่ายกลอีกหนึ่งชั้นโอบล้อมกลุ่มของฟางเจี่ยลื่อเอาไว้

            “ค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้า” ฟางเจี่ยลื่อสีหน้าแปรเปลี่ยน สำหรับค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณมันไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจคุณสมบัติมากนัก ทว่าค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าที่สามผู้อาวุโสหลักร่วมมือกันสรรค์สร้างขึ้น มันกลับรู้จักเป็นอย่างดี

            นี่มิใช่ค่ายกลที่แปลกใหม่อันใด ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจใดก็ล้วนเคยศึกษาค่ายกลประเภทนี้มาก่อน ทว่ามีเพียงไม่กี่ขั้วอำนาจจึงจะสามารถใช้งานค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้ นั่นเพราะเงื่อนไขในการใช้งานค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้านั้นยิ่งใหญ่จนเกินไป

            ผู้ที่สามารถสร้างค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้จะต้องเป็นผู้มีพลังขั้นอนุเซียนขึ้นไป และจะต้องมีจำนวนสามคนเป็นอย่างน้อย จึงจะเป็นเงื่อนไขต่ำสุดของค่ายกลนี้ สามคนผสานหนึ่งค่ายกลเรียกว่าผนึกสามอนุเซียน ห้าคนผสานเรียกว่าผนึกห้าอนุเซียน ขณะเดียวกันค่ายกลนี้สามารถทวีพลังปิดผนึกได้จนถึงระดับร้อยอนุเซียนหรือกระทั่งพันอนุเซียน อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีขั้วอำนาจใดสามารถใช้ได้เกินขั้นผนึกห้าอนุเซียนมาก่อน

            นั่นเพราะยิ่งเพิ่มจำนวนผนึกการผสานพลังของอนุเซียนก็ยิ่งทวีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังไม่สามารถศึกษาขั้นสูงกว่าผนึกห้าอนุเซียนได้สำเร็จ

            ผลลัพธ์ของผนึกสามอนุเซียนคือการปิดกั้นมิให้ผู้มีพลังขั้นต่ำกว่าอนุเซียนสามารถดึงดูดพลังธรรมชาติจากฟ้าดินแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังลมปราณเพื่อต่อสู้ตามปกติ สามารถเอ่ยได้ว่าในขอบเขตของค่ายกลนี้นอกจากฟางเจี่ยลื่อแล้วยอดฝีมือของตระกูลหั่วต่างล้วนประสบกับสถานการณ์อันยากลำบาก พลังต่อสู้ของพวกมันทุกคนใช้ออกได้ไม่ถึงห้าจากสิบส่วน

            ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากจวินเม่ยลงมือสังหารคนของตระกูลหั่วทั้งหมดในเวลาอันสั้น ถึงเวลานั้นสามผู้อาวุโสหลักเพียงยกเลิกค่ายกลและร่วมมือกับจวินเม่ยโจมตีมันพร้อมกัน สถานการณ์ของฟางเจี่ยลื่อย่อมแปรเปลี่ยนไปแน่นอน

            จวินเม่ยผายมือปลดปล่อยพลังธาตุพฤกษา พริบตาเดียวอาณาเขตของตำหนักก็ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของพลังธาตุพฤกษาอันทรงพลัง กำแพงหนามทมิฬเคลื่อนไหวไปตามการควบคุมของจวินเม่ยส่งเถาวัลย์หนามจำนวนมากพุ่งเข้าจู่โจมร่างของยอดฝีมือตระกูลหั่วทั้งหมดในคราเดียว

            ฟางเจี่ยลื่อไม่อาจปล่อยให้จวินเม่ยสังหารคนตระกูลหั่วเร็วเกินไป มันกัดฟันก่อนจะตวัดมือออกไปด้านหน้า ปรากฏสมบัติระดับบรรพกาลกระบี่อาญาสวรรค์ขึ้นบนมือของมันอย่างรวดเร็ว

            ปัง!! เสียงปะทะอันหนักหน่วงดังขึ้นพร้อมกับกำแพงหนามทมิฬที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เถาวัลย์หนามทั้งหมดที่ถูกส่งออกมาถูกตัดจนขาดสะบั้น ขณะเดียวกันร่างของสามผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพรสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มุมปากปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา

            “สมกับเป็นที่สมบัติระดับบรรพกาล เพียงการเคลื่อนไหวเดียวไม่เพียงทำลายการโจมตีทั้งหมดจากค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณ ยังกระทั่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าได้ด้วย” จวินเม่ยเผยสีหน้าเคร่งขรึม

            ฟางเจี่ยลื่อที่ถือกระบี่อาญาสวรรค์ในมือคำรามกร้าว “พวกเจ้าติดตามข้า บุกทะลวงค่ายกลไร้สาระนี้ไปซะ ข้าจะเปิดทางให้”

            เคล็ดกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ กระบี่มังกรทะยาน

            ฟางเจี่ยลื่อเป็นมือขวาและข้ารับใช้อันดับหนึ่งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในผลประโยชน์ของตำแหน่งนี้ก็คือการที่มันได้รับอนุญาตให้สามารถศึกษาวิชาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ระดับหนึ่ง วิชากระบี่ศักดิ์สิทธิ์สามารถเทียบเคียงได้กับวิชาระดับขั้นสวรรค์เป็นอย่างน้อย เมื่อผสานรวมกับพลังของกระบี่อาญาสวรรค์พลังทำลายล้างของฟางเจี่ยลื่อย่อมไม่ใช่เรื่องตลก

            เพียงหนึ่งกระบี่ของฟางเจี่ยลื่อกำแพงหนามทมิฬกลับปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันกำแพงของตำหนักก็ถูกพลังของกระบี่นี้บดทำลายจนกลายเป็นช่องว่าง คนของตระกูลหั่วเผยสีหน้ายินดีเร่งพุ่งทะยานตามฟางเจี่ยลื่อไปยังรูโหว่ของค่ายกลอย่างรวดเร็ว

            ฟางเจี่ยลื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองเห็นกำแพงหนามทมิฬค่อยๆฟื้นฟูกลับขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าค่ายกลนี้มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมฟื้นฟูเช่นกัน อย่างไรก็ตามความเร็วในการฟื้นฟูนี้ไม่เพียงพอที่จะหยุดมันและคนของตระกูลหั่วเอาไว้

            “ฟางเจี่ยลื่อ ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสีย” เห็นสถานการณ์พลิกกลับเช่นนี้ สามผู้อาวุโสหลักพลันยกเลิกค่ายกลอนุเซียนปิดฟ้าแล้วลงมือร่วมกันโจมตีเข้าสะกัดฟางเจี่ยลื่ออย่างดุดัน เช่นเดียวกันจวินเม่ยได้เริ่มลงมือตวัดฟาดแส้เถาวัลย์เข้าหาฟางเจี่ยลื่อ หมายจะสะกัดคนผู้นี้เอาไว้อย่างสุดกำลัง

            “หยุดข้า? พวกเจ้ามิมีคุณสมบัตินั้น” ฟางเจี่ยลื่อแค่นเสียงตวัดวาดกระบี่หนึ่งครา พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวพลันบดขยี้การโจมตีของสามผู้อาวุโสหลักในพริบตา จากนั้นฟางเจี่ยลื่อเร่งเคลื่อนร่างทะลวงผ่านรูโหว่ของค่ายกล ไม่ปล่อยให้แส้เถาวัลย์ของจวินเม่ยสัมผัสถูกตัว

            ฟางเจี่ยลื่อทะยานผ่านรูโหว่มาได้สำเร็จตั้งใจจะหันไปเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้าม ทว่าสิ่งที่มองเห็นกลับมีเพียงรอยยิ้มเยาะที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากของจวินเม่ย เจ้าสำนักพงไพร

            “บัดซบ!!” ฟางเจี่ยลื่อตระหนักได้ถึงแผนการของฝ่ายตรงข้าม ภายใต้การโจมตีบีบคั้นของอนุเซียนสี่คนทำให้มันต้องหลบหนีออกมาด้วยความเร็วสูงสุด พริบตาเดียวกลับกลายเป็นทิ้งห่างคนของตระกูลหั่วทั้งหมด เมื่อมันหลบหนีออกมาได้กลายเป็นว่าคนของตระกูลหั่วกลับยังอยู่ห่างจากรูโหว่นั้นอีกหลายก้าว

            ค่ายกลที่เคยซ่อมแซมอย่างเชื่องช้าพลันเกิดการแปรเปลี่ยนในชั่วพริบตา กำแพงหนามทมิฬปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วปิดบังรูโหว่จนมิดชิด กลืนร่างของยอดฝีมือตระกูลหั่วทั้งหมดเข้าไป

            ‘นังจิ้งจอกจวินเม่ย ที่แท้เป้าหมายของนางมิใช่ข้าตั้งแต่แรก’ ฟางเจี่ยลื่อมีสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าจวินเม่ยได้ประเมินกำลังของตนเองเอาไว้อย่างรอบคอบ หากนางร่วมมือกับสามผู้อาวุโสหลักและโจมตีฟางเจี่ยลื่อเต็มกำลังภายใต้อาณาเขตของค่ายกล ฟางเจี่ยลื่ออาจจะพ่ายแพ้ทว่าก็ยังต้องใช้เวลายาวนานทั้งยังอาจต้องสละชีวิตของผู้อาวุโสหลักไปสักคนหรือสองคนเป็นอย่างน้อย

            ดังนั้นการสังหารฟางเจี่ยลื่อจึงเป็นเพียงแผนลวง เป้าหมายของจวินเม่ยคือสังหารยอดฝีมือของตระกูลหั่วทั้งหมด ลดทอนพลังของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดในคราเดียว

            ฟางเจี่ยลื่อครุ่นคิดชั่วขณะ ในสถานการณ์เช่นนี้มันยังสามารถยื่นมือช่วยเหลือคนของตระกูลหั่วได้โดยการทำลายค่ายกลจากภายนอก ทว่าหากจวินเม่ยคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า บางทีนี่อาจจะกลายเป็นกับดักอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ฟางเจี่ยลื่อไม่อาจหลบหนีได้อีกครั้ง

            อีกหนทางหนึ่งคือการใช้โอกาสนี้ทำลายล้างพื้นที่รอบนอกของสำนักพงไพร สังหารคนของสำนักพงไพรให้มากที่สุด ทว่าฟางเจี่ยลื่อมิอาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อยตราบใดที่มันยังยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ของสำนักพงไพร จวินเม่ยมิใช่คนโง่นางย่อมคาดเดาถึงความเป็นไปได้ที่ฟางเจี่ยลื่อจะฉวยโอกาสนี้ทำลายสำนักพงไพรเช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่วางแผนสำหรับป้องกันเอาไว้

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ฟางเจี่ยลื่อพลันพ่นลมหายใจก่อนจะทะยานร่างจากไป

            เมื่อฟางเจี่ยลื่อจากไปร่างของคนสองคนพลันปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของตำหนัก “ยังดีที่ฟางเจี่ยลื่อตัดสินใจจากไป แม้ว่าพวกเราจะเตรียมเอาไว้พอสมควรทว่าก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะสามารถยับยั้งมิให้คนผู้นี้สร้างความเสียหายแก่สำนักได้อย่างสมบูรณ์” เสียงเยือกเย็นของหญิงสาวดังขึ้น

            “เหอะๆ สมบัติระดับสวรรค์นั้นข้าเองก็เคยเห็นผ่านตามามาก ยังมีที่ครอบครองอยู่อีกหลายชิ้น ทว่าสมบัติระดับบรรพกาลกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าหลายเท่า ยิ่งอยู่ในมือของคนระดับนี้ด้วยแล้ว มิแปลกใจเลยที่มันถูกเรียกขานว่าเป็นมือขวาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์” ชายร่างท้วมถอนหายใจ

            คนทั้งสองก็คือชางไป่เหอและอู๋เจ้อ แม้ว่าระดับพลังของคนทั้งสองจะเป็นเพียงจักรพรรดิปฐพีที่ไม่อาจเปรียบเทียบกับอนุเซียนได้ ทว่าด้วยแผนการและการเตรียมพร้อมของจวินเม่ยกับดักจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทรงพลังยิ่งกว่าค่ายกลหนามทมิฬสูบวิญญาณ แม้จะไม่อาจสังหารฟางเจี่ยลื่อได้แต่การยับยั้งฟางเจี่ยลื่อเอาไว้จนกว่าจวินเม่ยและสามผู้อาวุโสหลักจะจัดการกับคนของตระกูลหั่วจนหมดสิ้นก็นับว่ามีความเป็นไปได้อยู่

                “ผู้อาวุโสฟางจากไปแล้ว” สีหน้าของยอดฝีมือตระกูลหั่วขั้นจักรพรรดิฟ้าผู้หนึ่งแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง  แม้จะถูกกักขังด้วยค่ายกลทว่าประสาทสัมผัสของมันยังสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายนอกได้อย่างชัดเจน

                “เจ้าสารเลวฟางเจี่ยลื่อ มันมิได้พยายามช่วยเหลือพวกเราด้วยซ้ำ” อนุเซียนของตระกูลหั่วแค่นเสียงด้วยความโกรธแค้น

                “แบบนี้แย่แน่ พวกสำนักพงไพรย่อมไม่ยอมปล่อยพวกเราจากไป” หั่วกั๋วเลิ่นเอ่ยด้วยความหวาดกลัว พลังของมันอยู่แค่เพียงขั้นจักรพรรดิฟ้าเท่านั้น รับมือยอดฝีมือของสำนักพงไพรทั่วไปย่อมสามารถทำได้ แต่รับมือผู้อาวุโสหลักขั้นอนุเซียนและจวินเม่ยที่เป็นอนุเซียนขั้นสูงนั้นเกินความสามารถของมันไปหลายขั้น

                “สำนักพงไพร พวกเจ้าจงไตร่ตรองให้ดี สถานการณ์นี้พวกข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแท้จริง ทว่าจะสังหารพวกข้าทั้งหมดย่อมมิใช่เรื่องง่าย หากพวกเจ้ายินยอมวางมือข้าขอเป็นตัวแทนของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์รับปากว่าจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องราวของสำนักพงไพรอีกต่อไป”

                อนุเซียนของตระกูลหั่วเอ่ยอย่างจริงจัง เวลานี้มันรู้แล้วว่าตนเองถูกใช้เป็นหมากใช้แล้วทิ้งสำหรับฟางเจี่ยลื่อและตระกูลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากพวกมันทั้งหมดตกตายลงที่นี่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็เพียงแค่ดันตระกูลรับใช้อื่นๆขึ้นมาแทนโดยไม่กระพริบตา ทว่าสำหรับตระกูลหั่วแล้วนี่จะกลายเป็นความสูญเสียที่ถึงขั้นสูญเสียรากฐานของตระกูลเลยทีเดียว

                “ตระกูลหั่วของพวกเจ้ายังคิดว่าตนเองมีโอกาสต่อรองอีกรึ” จวินเม่ยยิ้มเย็นชา

                “จวินเม่ย หากเจ้าปล่อยพวกเราไปนอกจากข้อตกลงที่จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนักพงไพรแล้ว ข้ายังยินดีมอบสมบัติระดับสวรรค์สองชิ้นเป็นการชดเชยแก่สำนักพงไพรของพวกเจ้าด้วย ทว่าหากพวกเจ้ายังต้องการบีบคั้นพวกเราจนถึงที่สุด ข้าจะทำให้สำนักพงไพรต้องกลายเป็นนรกบนดิน”

                สิ้นคำของอนุเซียนตระกูลหั่ว กลิ่นอายหนาวเหน็บชั่วร้ายพลันแพร่กระจายออกมาจนทำให้สามผู้อาวุโสหลักของสำนักพงไพรสีหน้าซีดเซียว จวินเม่ยหรี่ตาลงจ้องมองลูกแก้วในมือของอนุเซียนตระกูลหั่วจากนั้นจึงสูดลมหายใจด้วยความหวาดหวั่น

                “ลูกแก้วผนึกปีศาจ พวกเจ้าตระกูลหั่วถึงกับมีของสิ่งนี้ในครอบครอง...”

                “ในเมื่อเจ้ารู้จักลูกแก้วผนึกปีศาจ เช่นนั้นย่อมรู้ดีถึงคุณสมบัติของมัน ลูกแก้วนี้ผนึกปีศาจบรรพกาลที่มีพลังอนุเซียนขั้นสูงสุดเอาไว้ พลังของมันมากพอที่จะทำลายสำนักพงไพรของพวกเจ้าทั้งหมด กระทั่งฟางเจี่ยลื่อก็ยังไม่อาจเปรียบเทียบกับปีศาจตนนี้ได้ จงตัดสินใจอย่างรอบคอบ”

                จวินเม่ยมีสีหน้าอึมครึมลง อาวุธลับชิ้นนี้ของตระกูลหั่วนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของนางเป็นอย่างมาก การปลดผนึกลูกแก้วนั้นด้วยความสามารถของยอดฝีมือขั้นอนุเซียนย่อมสามารถกระทำได้ก่อนที่นางจะลงมือขัดขวาง และหากปีศาจตนนั้นถูกปลดปล่อยแม้จะมีกับดักมากมายเตรียมเอาไว้ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถยับยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นได้

                “เช่นนั้นหากข้าเลือกที่จะปล่อยพวกเจ้าไป นอกจากสมบัติระดับสวรรค์ทั้งสองแล้ว ข้ายังต้องการหัวของหั่วกั๋วเลิ่นและสมุนไพรวิเศษทั้งหมดที่สำนักห้วงทมิฬเก็บรวบรวมเอาไว้ด้วย” จวินเม่ยตอบ

                สีหน้าของหั่วกั๋วเลิ่นซีดขาวลงทันที ขณะที่อนุเซียนของตระกูลหั่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อย

            “จวินเม่ย เจ้าอย่าบีบคั้นพวกเราเกินไปนัก” หั่วกั๋วเลิ่นคำราม

            “เรื่องนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ” จวินเม่ยหัวเราะ

            สำนักห้วงทมิฬอาจจะทำงานภายใต้คำสั่งของตระกูลหั่ว และหั่วกั๋วเลิ่นก็อาจจะสามารถนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหั่วเช่นกัน ทว่าสายเลือดของมันนั้นห่างไกลจากตระกูลหลักยิ่งนัก อีกทั้งสำหรับตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์แล้ว สำนักห้วงทมิฬยังไม่นับว่าเป็นรากฐานสำคัญของพวกมัน

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ อนุเซียนของตระกูลหั่วพลันพ่นลมหายใจ “ข้ายอมรับเงื่อนไขนี้ สมบัติระดับสวรรค์ทั้งสองจะถูกส่งมอบให้ภายในวันพรุ่งนี้ สำหรับหั่วกั๋วเลิ่นและสำนักห้วงทมิฬ ถือว่าพวกมันไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหั่วอีกต่อไป” สิ้นคำของมันอักขระได้ถูกร่างขึ้นและกลายเป็นพันธสัญญาลอยเข้าหาร่างของจวินเม่ย

            มองเห็นภาพนั้นหั่วกั๋วเลิ่นสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว มันตระหนักได้ในทันทีว่าชีวิตของมันได้ถูกตัดสินให้ต้องตายแล้วอย่างแน่นอน

            จวินเม่ยรับเอาพันธสัญญามาถือเอาไว้ก่อนจะเผยรอยยิ้มพึงพอใจ “เอาละ พวกเจ้ากลับไปได้ ส่วนพวกสำนักห้วงทมิฬจะต้องตายที่นี่”

            

            

            ----------------------------------------------------------------------------------------

            ขออภัยที่หายไปนานครับ เนื่องจากเหตุผลเรื่องงานซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากวันนี้จะเริ่มกลับมาอัพต่อเหมือนปกติครับแต่อาจจะไม่ได้อัพต่อเนื่องวันละตอน อาจจะมีเว้นบ้างเป็นระยะครับเนื่องจากเดือนหน้าจะถึงกำหนดส่งวิทยานิพนธ์แล้ว

            เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิตของทุกคนลำบากขึ้นมากและกิจกรรมที่สามารถทำได้ก็เหลือไม่มาก ผมจึงหวังว่าการอ่านนิยายเรื่องนี้จะช่วยเป็นความบันเทิงเล็กๆในชีวิตของทุกคนช่วงนี้ครับ ผมจะอัพแบบอ่านฟรีในทุกช่องทางชั่วคราวเพื่อเป็นส่วนช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆในการลดค่าใช้จ่ายของทุกคน ขอให้สนุกกับการอ่านครับ

    คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734