ตอนที่ 8 บิดา (2)
“ท่านอ๋องตรัสเื่อะไรกัน...” มู่ชิวยิ้มอย่างจนใจ คำพูด่แรกยังฟังดูน่าเชื่ออยู่สักหน่อย ทว่าคำพูดส่วนหลังกลับเล่นเอาเขาพูดต่อไปไม่ถูก “เื่ผ่านมานานหลายปีแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครคิดใส่ใจอีก ท่านอ๋องก็ไม่จำเป็ต้องเก็บเอามาใส่พระทัย รู้ไว้เพียงว่า กระหม่อมเรียนเื่การทหารไม่ได้ มิใช่เพราะมีเจตนาเกียจคร้าน แต่เป็เพราะมิอาจขัดคำสั่งของท่านพ่อได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เวลาล่วงเลยมาครึ่งค่อนคืน ซ่งจื่อเฉินเริ่มรู้สึกง่วงแล้ว ร่างกายเริ่มไหลลง หาวออกมาหนึ่งครั้งแล้วเอ่ย “ได้ๆ ข้ารู้แล้ว เ้าเรียนทำศึกไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นจะติดตามข้าไปทำไม...ปรนนิบัติบรรทมรึ”
คำพูดนี้ของเขาพูดออกมาโดยที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรอง ต่อมาก็รู้สึกเสียใจ อย่างไรมู่ชิวก็เป็คนสุขุม การพูดเช่นนี้เป็การดูถูกอย่างเห็นได้ชัด เขาเงยหน้ามองไปด้วยความรู้สึกผิด แต่กลับเห็นคนตรงหน้ายังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนด้วยความจนปัญญา ประคองเขาให้นอนลงไป ห่มผ้าให้อย่างดี จากนั้นก็เอนกายนอนตาม “ชายแดนหนาวทรมาน ออกศึกทำให้เหงา ก็คิดเสียว่า...ไปเป็เพื่อนท่านอ๋องแล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
“มู่ชิว...” ซ่งจื่อเฉินเรียกอย่างแ่เบา ในที่สุดก็อดรวบคนตรงหน้าเข้ามากอดไม่ได้ ร่างกายในอ้อมกอดคล้ายจะมิได้อุ่นขึ้นสักเท่าไร อีกทั้งยังผอมบาง สองมือโอบเข้ามาได้อย่างสบาย ทำให้ในใจของเขาห้ามความเ็ปที่แผ่ซ่านไม่ได้ “มู่ชิว หากข้าสามารถทำให้เ้ากลับมาเป็เหมือนตอนไม่เคยถูกพิษหงรัญจวนได้ ข้าจะไม่ลังเลแม้สักนิด...่หลายปีมานี้ เ้าเคยนึกตำหนิข้าหรือไม่”
พอชัดเจนเื่สถานะของมู่ชิว ในใจของซ่งจื่อเฉินก็ยิ่งรู้สึกเ็ป มู่ชิวถูกเลี้ยงดูในวังหลวงอย่างเป็กิจจะลักษณะ ถือเป็กึ่งองค์ชาย ถึงแม้เสด็จพ่อจะไม่เคยพระราชทานนามให้มู่ชิว ทว่าสิ่งที่องค์ชายควรได้กลับให้อย่างไม่ตระหนี่เสมอมา ถึงขนาดที่กระทั่งหยกแขวนซึ่งเหล่าองค์ชายล้วนมีก็ยังสั่งสลักให้มู่ชิวเช่นกัน ทว่ามู่ชิวกลับไม่เคยเผยให้เห็นแม้แต่น้อย ทั้งยังนำของที่ได้มามากแบ่งมาให้เขา สมัยเด็กเขาดีใจที่ได้รับพระราชทานของมากกว่าพี่น้องคนอื่น ทั้งผักผลไม้ในฤดูร้อน ถ่านในฤดูหนาว ไหนจะเสื้อผ้ายามเปลี่ยนฤดูใบไม้ร่วงใบไม้ผลิ เขาใช้ในส่วนของมู่ชิวอย่างสบายใจ ถึงขนาดลืมไปนานแล้วว่ามู่ชิวมีสถานะเช่นนี้ ไม่ต้องคุกเข่าทำความเคารพเขาด้วยซ้ำ ไม่ต้องปรนนิบัติรับใช้ความเป็อยู่ของเขาด้วยตัวเอง หรือแม้กระทั่งเขายังเคยบังคับให้คนผู้นี้กินยาพิษหงรัญจวนภายใต้การยุยงของพี่ใหญ่
“เหตุใดท่านอ๋องถึงคิดฟุ้งซ่านอีกแล้ว ยาพิษหงรัญจวนท่านอ๋องสามเป็คนเอาออกมา กระหม่อมยินดีกินเอง จะโทษท่านอ๋องได้อย่างไร”
มู่ชิวยกมือตบหลังของซ่งจื่อเฉินเบาๆ ยิ้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่พูดเพียงครึ่งเดียวน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป เจือไปด้วยการหยอกเย้า “ตอนนั้นท่านอ๋องเพิ่งจะกี่ชันษากัน กำลังพยายามวางมาดของเชื้อพระวงศ์ แต่กลับเสียใจราวกับอีกสักพักจะทรงกันแสงออกมา กระหม่อมกลัวว่าหากกินช้ากว่านี้ท่านอ๋องก็จะทรงกันแสงด้วยความกลัว...”
“มู่ชิว!” ซ่งจื่อเฉินหน้าแดง เบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยความอาย หยิกเอวคนข้างกายอย่างไม่หนักไม่เบา “ตอนนั้นข้าไม่ประสีประสา ทำอะไรก็เลอะเลือนโง่เขลา แต่เ้าจะมาเปิดโปงข้าไม่ได้...ก็แค่โตกว่าข้าไม่กี่ปี รังแกกันเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“มิบังอาจ มิบังอาจ ถึงแม้มู่ชิวจะอายุมากกว่าท่านอ๋องไม่กี่ปี แต่มิเคยเถียงสู้ท่านอ๋องได้เลย สู้ก็ไม่เคยชนะ ทำได้เพียงเอาเื่ในอดีตมารังแกท่านอ๋อง” มู่ชิวกลัวการจักจี้ พอถูกซ่งจื่อเฉินต้องเอวก็หัวเราะจนเกือบหายใจไม่ทัน พยายามแกล้งพูดเย้าแต่สุดท้ายก็ต้องรีบอ้อนวอน “ท่านอ๋องๆ มู่ชิวผิดไปแล้ว วันหลังจะไม่เอาเื่นี้มาล้อท่านอ๋องอีก...”
“เื่อื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน!”
ซ่งจื่อเฉินแสร้งทำเป็ถลึงตาใส่ด้วยความโมโห มองคนตรงหน้าเอามือปาดน้ำตาที่เกิดจากการหัวเราะพลางรับปาก ถึงได้เลิกแกล้ง จากนั้นก็รวบตัวเข้ามากอดอีกครั้งแล้วเอาหน้าซุกไหล่มู่ชิว
คนในอ้อมกอดยังคงตัวเย็นมาก คล้ายกับว่าไม่มีทางทำให้อุ่นขึ้นได้เลย เห็นๆ อยู่ว่าเป็คนฝึกวรยุทธ์ รูปร่างกลับผอมเสียจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ถูกเขากอดอย่างสงบ ลมหายใจอุ่นรดต้นคอ แ่เบาเสียจนพาให้รู้สึกเ็ปเป็ระลอกอย่างห้ามไม่ได้ ประหนึ่งเปลวเพลิงแห่งชีวิตของคนผู้นี้ช่างริบหรี่เหมือนลมหายใจ หากเผลอแม้สักนิดก็จะสูญสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ความเ็ปภายในใจผุดขึ้นมาเป็ระลอก อึดอัดในลำคอจนชวนให้รู้สึกแย่ ซ่งจื่อเฉินกอดอีกฝ่ายแน่น จนกระทั่งััได้ถึงแรงกระเพื่อมอย่างมีจังหวะของหน้าอกคนในอ้อมแขน ในที่สุดเขาถึงค่อยสบายใจขึ้นมา จุมพิตหน้าผากของมู่ชิวแล้วค่อยๆ หลับตาลง
เขารู้ว่ามู่ชิวจงใจหยอกเย้าเพื่อเปลี่ยนเื่เมื่อครู่ ในเมื่อคนผู้นี้ไม่อยากให้เขาเก็บมาคิด เขาก็จะไม่พูดถึงอีก ทว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้จบไปแบบนี้อย่างเด็ดขาด ใต้หล้ากว้างใหญ่ เขาไม่เชื่อว่าจะหมดหนทาง หายาถอนพิษหงรัญจวนมาไม่ได้จริงๆ