ทันทีที่ แม่ทัพใหญ่เทียนชาง สั่งการ เหล่าจอมยุทธ์ขั้นพลังเทวะ ทั้ง10นายที่นั่งขัดตะหมาดอยู่กลางท้องฟ้า ขับเคลื่อนค่ายกลป้องกันอยู่ ต่างพยักหน้ารับไปที่แม่ทัพใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะเปิดค่ายกลป้องกันด้านหน้าเมืองออก
เหล่าทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองเองก็จับจ้องออกไป เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา เฝ้ารอผลการพูดคุยเจรจาครั้งนี้จะจบลงเช่นไร
หากไม่สามารถจบสงครามด้วยการพูดคุยได้ เป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะตายตกลงไปเมื่อเห็นกองทัพของเหล่าศัตรู ถ้าพวกเขายังคิด ฝืนดึงดันที่จะต่อสู้ คงไม่ต่างจากมดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำจนราบเป็นหน้ากลอง
ทันใดที่ค่ายกลป้องกันถูกเปิดออก แม่ทัพใหญ่เทียนชาง เดินออกไปภายนอกกำแพงเมืองอย่างไม่หวาดกลัว ตัวของเขาไม่คิดยอมแพ้ศัตรูต่างดินแดนแม้แต่น้อย หากให้เขายอมแพ้ศึกสงครามครั้งนี้สู้ให้เขายอมตายเสียดีกว่า แววตาของเขามีความดื้อรั้นตามประสาชายแก่
รองแม่ทัพ ซีเซียว นางที่เห็นชายแก่กำลังที่จะเดินจากไป ส่งปราณจิตหาชายแก่ในทันที "เจ้าต้องคิดถึงส่วนรวมอย่าเอาความดื้อรั้นของเจ้ามาอยู่ภายในสงครามครั้งนี้" ตัวนางรู้ดีถึงชายชราผู้นี้จะเก่งกาจที่สุดใน3ดินแดนพันธมิตร แต่ชายชราผู้นี้เป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอ นางหวังว่า การพูดคุยครั้งนี้จะทำให้สงครามจบลงได้ด้วยดี นางจึงเอ่ยเตือนชายชราออกไป
ชายชราเพียงยกมือไม่ให้นางเอ่ยพูดคำใดออกมาอีก ก่อนชายชราจะบินทะยานออกไปด้านนอก พุ่งเข้าไปใจกลางสนามรบ เพื่อพูดคุยเจรจากับแม่ทัพของฝั่งศัตรู ปราณพลังสีทองของชายชรา ไม่ถูกเก็บซ่อนไว้อีกต่อไป รอบๆ เต็มไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล แสงสีทองรอบกายาส่องแสงพร่างพราว ราวกับคนละคน กลับก่อนหน้านี้ลิบลับ
แม้แต่แม่ทัพใหญ่ เยี่ยหาญกวง ยังขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดชายชราที่อยู่ตรงหน้าจะ ดูหน้าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ เหมือนตัวเขาจะประมาทเหล่าจอมยุทธต่างดินแดนไม่น้อยไม่คิดจะมีชายชราเช่นนี้อยู่อีก ก่อนเขาจะเปิดปากพูด
"เหมือนว่าเจ้า จะไม่ธรรมดา ข้าไม่คิดต่างดินแดนจะมีจอมยุทธที่น่าหวาดเกรงถึงเพียงนี้"
แม่ทัพใหญ่เทียนชาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เจ้าเอ่ยชมข้าเกินไปแล้ว เจ้าต้องการพูดคุยเรื่องอันใดเอ่ยพูดออกมา"
เยี่ยหาญกวง ยกยิ้ม "ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้หายใจ หยุดพักสงคราม ข้าขอเพียง ส่งเด็กหนุ่มผมขาวที่ออกไปทำส่งครามเมื่อเร็วๆ นี้ ให้พวกเรา พวกเราจะหยุดการรุกรานดินแดนแห่งนี้ 10ปี"
หากเป็นอย่างที่เทียนจือซานบอกกล่าว เด็กหนุ่มผมขาวอาจจะมีอาวุธระดับจักรพรรดิอยู่ก็เป็นได้ หากตระกูลของเขาได้มาครอบครองอีกชิ้นละก็ ตระกูลใหญ่ๆ ในดินแดนจันทราทมิฬ คงไม่กล้ากำเริบเสิบสานอีกต่อไป ตัวเขาหมายมั่นครอบครอง อาวุธระดับจักรพรรดิ ถึงสองชิ้น
เมื่อเทียนจือซานถูกสอบสวนทำให้เขาได้รู้ เพียงเด็กหนุ่มขั้นพลังวีรชนก็สามารถฆ่าเหล่าจอมยุทธ์ขั้นพลังเทวะลงได้ แม้แต่ขั้นพลังเทวะขั้นสุดยังหนีตาย หากเขาได้มาครอบครอง การจะยึดครองทั้ง3ดินแดนคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ว่ากันว่าทั้ง3ดินแดนเองก็มีอาวุธระดับจักรพรรดิอยู่คนละชิ้น หากตัวเขามีถึงสองชิ้นล่ะ จะเป็นอย่างไร
แม่ทัพใหญ่เทียนชาง ได้ยินถึงกับขมวดคิ้ว นึกถึงอี้เฉินในทันใดเด็กหนุ่มที่เขาเคยหมายมั่นอยากได้มาเป็นศิษย์ แววตาของเขาฉายแววดุร้ายขึ้นมาในทันที "เหตุใดต้องเป็นอี้เฉินด้วย ข้าว่ามันไม่สมเหตุสมผล แล้วอีกอย่าง ข้าจะเชื่อถือคำพูดอะไรของพวกเจ้าเหล่าศัตรูได้"
แม่ทัพใหญ่เยี่ยหาญกวง ยกยิ้ม "จริงๆ ข้าสามารถสั่งเคลื่อนพล บดขยี้พวกเจ้าทุกคนได้ แต่หากข้าทำ เช่นนั้นดินแดนของข้าเองก็ จะเกิดการแย่งชิงพื้นที่ เป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามย่อมๆ ข้าอยากให้อำนาจของข้าครอบคลุมทั่วดินแดนเบ็ดเสร็จ ไร้ผู้ต่อต้าน แล้วอีกอย่างไอ้เด็กหนุ่มผมขาวนั้นฆ่านายน้อยของตระกูลข้า"
...
เมื่อหลายๆ คนได้ยินสิ่งที่ แม่ทัพใหญ่เยี่ยหาญกวง ต้องการ ต่างพากันมึนงงอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าต่างดินแดนจะยกทัพมาเพื่อเด็กหนุ่มผมขาวเพียงคนเดียว แม้แต่เหล่าทหารฝั่งศัตรูยังพากันขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดแม่ทัพใหญ่จะสั่งเคลื่อนพลด้วยเรื่องพันนี้ มีเพียงไม่กี่สิบคนที่รู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด
เทียนจือซานกำหมัดแน่น มองไปที่แม่ทัพใหญ่ด้วยความเดือดดาลอยู่ไม่น้อย ตอนแรกเขาคิดจะแย่งชิง อาวุธระดับจักรพรรดิมาจากอี้เฉิน ก่อนคิดเก็บไว้กับตัว แต่เมื่อตัวเขากำลังจะโดนโทษหนักจึงไร้ทางเลือก ต้องเอ่ยปากพูดออกไป ว่าที่เขาแพ้สงครามเพราะเหตุใดกันแน่
...
"เจ้าช่างพูดจาโอหังนัก คิดจะเหยียบย่ำพวกข้าเมื่อใดก็เหยียบย่ำได้งั้นหรือ" ชายชราได้ยินคำพูดของแม่ทัพต่างดินแดน ทำให้เขามีโทสะอย่างมาก หยิบศาสตราวุธ ระดับ จักรพรรดิ ภายในแหวนมิติออกมา มันคือ ง้าวสองคม ตัวด้ามจับเป็นสีทองมีลวดลายมังกรล้อมพัน ใบดาบอาบย้อมไปด้วยเลือด ปราณพลังที่อาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ปลดปล่อยออกมาจากง้าวสองคมนั้น รุนแรงเป็นอย่างมาก ราวกับมีจอมยุทธระดับสูงแพร่ปราณพลังกระจายออกมาทั่ว จนอากาศรอบๆ ถูกบีบอัดจนสลาย แรงกดดันแพร่กระจายไปทั่วทิศ เพียงใบดาบแตะโดนอากาศรอบๆ บริเวณยังแหลกลาญ มิติแตกสลายจนเป็นช่องว่างใหญ่ ฟ้าดินสั่นไหวไม่หยุด
ก่อนแม่ทัพเทียนชาง จะตะโกนออกมาก้อง "ดูซิ เจ้าจะรับการโจมตีของข้าได้หรือไม่"
ชายชราหมุนควงง้าวสองคมฟาด ออกไปด้านหน้าอย่างแรง ปราณพลังของเขาถูกอาวุธระดับจักรพรรดิ ดูดกลืน เข้าไปภายในอาวุธอย่างบ้าคลั่ง คลื่นใบดาบจันทร์เสี้ยว พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าใส่ แม่ทัพของฝั่งศัตรูอย่างรุนแรง
แม่ทัพเยี่ยหาญกวง ยกยิ้มไม่คิดว่าอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ที่เป็นสมบัติของแต่ละดินแดน จะมาอยู่ที่แห่งนี้ ตัวเขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อยไม่คิดชายชราจะครอบครองอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ด้วยช่างเป็นอะไรที่บังเอิญถึงเพียงนี้
แม่ทัพเยี่ยหาญกวง คำรามออกมาก้อง "ไม่ใช่แค่เจ้าที่มีอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ในครอบครองเพียงคนเดียว"
ก่อนเขาจะหยิบอาวุธระดับ จักรพรรดิ ออกมาจากแหวนมิติ กงจักรขนาดใหญ่โผล่ออกมาสู่สายตาผู้คน ก่อนมันจะหมุนวนกลางอากาศอย่างบ้าคลั่ง รอบๆ สั่นไหวไม่หยุด ก่อนมันจะส่องแสงเหมือนพระจันทร์ที่เต็มดวงท่ามกลางท้องฟ้า แสงที่ส่องลงมาขวางกันการโจมตีนั้นไว้ คลื่นปราณพลังที่พุ่งเข้ามาเมื่อโดนแสงจันทร์ที่ส่องลงมา ค่อยๆ แหลกสลายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท้องฟ้าด้านบนพังทลาย แตกร้าวราวกระจก เหมือนท้องฟ้าแห่งนี้จะไม่สามารถรับการโจมตีของอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ได้อย่างไรอย่างนั้น
ฝูงชนที่มองเห็นภาพการต่อสู้ ที่อยู่เบื้องหน้าต่างพากันตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยคิดจะได้เห็น อาวุธ ระดับ จักรพรรดิทั้งสองต่อสู้ปะทะกันภายในชีวิตนี้ เพียงได้เห็นการต่อสู้ของ สองอาวุธ ระดับ จักรพรรดิพวกเขาก็ตายตาหลับแล้ว
แม่ทัพใหญ่ ทั้งสองที่ปะทะกันเพียงแค่ กระบวนท่าเดียว ก็สูญเสียปราณพลังออกไปมาก ถูกอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ สูบกลืนปราณพลังออกไปใช้อย่างมากมาย ราวกับว่าขั้นพลังของพวกเขาทั้งสองคน ไม่เหมาะที่จะใช้มันสำแดงพลังที่แท้จริงออกมา
แม่ทัพใหญ่ เทียนชางถึงกับขมวดคิ้วมุ่นจน คิ้วทั้งสองติดกัน เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นกงจักรที่รอยเหนือหัวของแม่ทัพของฝั่งศัตรู ไม่คิดว่าการป้องกันของอาวุธนั้นจะหน้าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้
แม่ทัพเยี่ยหาญกวง ยืนมือไพล่หลังกลางอากาศ ก่อนคำรามออกมาก้อง "เข้ามา ข้าอยากรู้เจ้าจะทำลายการป้องกันของ อาวุธ ระดับ สูงเช่นนี้ได้หรือไม่"
ชายชราเทียนชางยกยิ้มขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่รอช้า คำรามเสียง"ฆ่า"ออกมาดังก้อง เสียงนั้นสะท้านไปถึงหัวใจของเหล่าทหารต่างดินแดน ก่อนเขาจะง้าง ง้าวสองคมร่ายรำออกมา ปราณพลังของเขาถูกสูบกลืนออกไปอย่างบ้าคลั่ง วงแหวนก่อรูปรอบทิศ ปิดล้อมแม่ทัพฝั่งศัตรูจนหมดหนทางหนี ก่อนปลดปล่อยง้าวสองคมออกมาจากวงแหวน ง้าวนับพันพุ่งออกมาจากวงแหวน พุ่งทิ่มแทงออกไปทั่วทิศอย่างบ้าคลั่ง รอบๆ สั่นไหวไม่หยุด ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยแสงสีทองพร่างพราว อักขระลอยล่องทั่วฝืนฟ้า
แม่ทัพเยี่ยหาญกวง ไม่คิดถอยหนี ถึงตัวเขาจะรู้สึกหวาดหวั่นการโจมตีนั้นของชายชราอยู่ไม่น้อย เขาระเบิดปราณพลังสีดำออกมาอย่างบ้าคลั่ง ยกฝ่ามือบังคับกงจักรที่อยู่เหนือหัวเต็มกำลัง กงจักรส่องแสงขึ้นมามากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า แสงสว่างของดวงจันทร์เต็มดวงสว่างไปทั่วทิศ หมายมั่นสลายการโจมตีของชายชราที่อยู่เบื้องหน้า
เสียงแตกร้าวดังออกไปเป็นทางยาว มิติรอบๆ ถึงกับแหลกสลาย ท้องฟ้าล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออาวุธ ระดับ จักรพรรดิทั้งสอง วัดพลังกันท่ามกลางฟ้าดิน ก่อเกิดลมกรรโชกออกไปทั่วทิศ หิมะที่ตกโปรยปรายถึงกลับหายไปในพริบตา
กำแพงเมืองสั่นไหวไม่หยุด เกาะป้องกันหน้ากำแพงเมืองถึงกับฉีกขาดราวกระดาษ แตกสลายไม่มีชิ้นดี เหล่าจอมยุทธ์ ของทั้งสองฝั่งที่อยู่ใกล้ๆ เฝ้าดูการต่อสู้ ผู้ใดที่พลังกายาไม่แข็งแกร่งมากพอ ถึงกับร่างแตกดับกลายเป็นหมอกเลือดเมื่อสัมผัส ปราณพลังของอาวุธ ระดับจักรพรรดิ ที่แพร่กระจายออกมา
ฝูงชนต่างพากันหวาดหวั่น ถอยร่นออกไปหลายก้าวอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาฉายแววหวาดกลัว กับอาวุธทั้งสองที่ปะทะกันเป็นอย่างมาก ทหารบางคนถึงกับขาสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกถึงความอ่อนด้อยของตนเองเมื่ออยู่ต่อหน้า อาวุธ ระดับ จักรพรรดิ
....
อี้เฉินที่รู้สึกถึง ปราณพลังที่มากมายมหาศาลปะทะกัน ตัวเขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็ไม่อาจออกไปภายนอกคุกใต้ดินได้ ตอนนี้เขาถูกกักบริเวณ หากออกไปภายนอก เป็นไปได้ที่เขาจะถูกกลุ่มคน ฝั่งเดียวกันฆ่าสังหารเสียก่อนก็เป็นได้
แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นก็ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจไม่น้อย
....
แม่ทัพทั้งสองที่วัดพลังกันเสร็จ ก็ถอยหลังออกไปคนละหลายก้าว ปราณพลังภายในร่างของพวกเขาสองคนถูกสูบกลืนออกไปอย่างมากมาย คงจะขับเคลื่อน อาวุธ ระดับจักรพรรดิ ได้อีกไม่กี่ครั้ง ก่อนพวกเขาทั้งสองจะกลับมาท่าทีสงบนิ่ง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกล้า
แม่ทัพใหญ่เทียนชาง รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าแม่ทัพของต่างดินแดนจะน่าหวั่นเกรงถึงเพียงนี้ ถึงกับรับการโจมตีของเขาได้อย่างสบายๆ
ทันใดเขาก็เห็นเลือดที่ไหลซึมออกมาจากปากของ แม่ทัพของต่างดินแดนทำให้เขายกยิ้มเอ่ยพูดขึ้นมา "ข้าก็นึกว่าเจ้าจะไม่บาดเจ็บอะไรเสียอีก"
แม่ทัพเยี่ยหาญกวง ได้ยินถึงกับหน้ามืดทะมึน
ทันใดที่เหล่าทหารเห็น แม่ทัพของฝั่งศัตรู บาดเจ็บมีเลือดไหลซึมออกมาจากริมฝีปาก ต่างพายิ้มเป็นปีติ ดีใจไม่น้อย หลายๆ คนเริ่มคาดหวัง หวังว่าชายชราจะสามารถจัดการ แม่ทัพเยี่ยหาญกวง ของฝั่งศัตรูได้
มีเพียง รองแม่ทัพ ซีเซียวเท่านั้น ที่ใบหน้ามืดทะมึนไม่มีสีหน้ายินดี นางรู้ดีตอนนี้ แม่ทัพใหญ่เทียนชางเสียปราณพลังไปมาก แต่แม่ทัพของฝั่งศัตรูกลับฟื้นคืนปราณพลังได้อย่างรวดเร็ว ปราณพลังสีดำทมิฬในยามค่ำคืนถูก แม่ทัพเยี่ยหาญกวง สูบกลืนฟื้นคืนปราณพลังอย่างบ้าคลั่ง
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้เป็นชายชราก็ไม่อาจต่อต้าน แม่ทัพของฝั่งศัตรูได้เป็นแน่ ตัวนางกำหมัดแน่นจนมือแทบหักรู้สึกเสียดายสุดแสน คิดหาวิธีแก้สถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า