เมื่อวันสอบรอบสองมาถึง หอเมฆาจารึก สถานที่อันทรงเกียรติยศสูงสุดสำหรับการเฟ้นหายอดปัญญาชน บรรยากาศในยามนี้กลับอบอวลไปด้วยรังสีอำมหิตจางๆ ที่ไม่ได้มาจากคมดาบ แต่มาจากฝีปากของสองเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์แห่งราชวงศ์โจวที่นั่งสลอนอยู่บนปะรำพิธี
องค์ชายรอง 'โจวเฉิง' ผู้นิยมชมชอบในอำนาจและการเมือง นั่งเอนกายจิบชารสเลิศในท่าทางที่คิดว่าดูดีที่สุด พลางปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนชุดไหมสีม่วงราคาแพงระยับ
ส่วนข้างกายเขาคือ องค์หญิงสาม 'โจวอวี้หลัน' สตรีนักรบผู้เก่งกล้า ชันษาเพียงสิบเก้าปี แต่วีรกรรมในสนามรบยาวเป็นหางว่าว นางสวมชุดสีแดงเพลิงที่รัดกุมจนดูเหมือนพร้อมจะกระโดดลงไปสับหัวใครสักคนได้ทุกเมื่อหากบทสนทนาไม่เข้าหู
"เสด็จพี่รอง" อวี้หลันเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงของนางเรียบเย็นจนข้ารับใช้ที่ถือพัดอยู่ข้างๆ ถึงกับมือสั่น
"ท่านมานั่งเฝ้าสนามสอบเช่นนี้ หรือว่างานในวังมันว่างจนท่านกลัวว่าจะไม่มีใครมาช่วยแย่งงานหนักๆ ไปทำ?"
โจวเฉิงหัวเราะ หึๆ ในลำคอแบบผู้ดีที่ฟังแล้วน่าเอาหมึกสาดหน้า
"น้องสาม เจ้าก็พูดไป พี่เพียงอยากมาเฟ้นหา 'ขุนพลทางปัญญา' มาประดับราชสำนัก มิใช่มีแต่พวกใช้กำลังจนสมองกลายเป็นกล้ามเนื้ออย่างที่เจ้าชอบคลุกคลีอยู่ด้วย... เจ้าดูบัณฑิตพวกนั้นสิ แต่ละคนหน้าตาผ่องใส ท่วงท่าสง่างาม นี่แหละคืออนาคตของชาติ"
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังปะทะคารมกันอย่างเมามัน ขบวนบัณฑิตผู้เข้าสอบรอบที่สองก็ค่อยๆ ทยอยเดินเข้ามาในลานสอบ ท่ามกลางหมู่บัณฑิตที่สวมชุดขาวสะอาดสะอ้าน กลิ่นแป้งหอมฟุ้ง กลับมี "สิ่งประหลาด" สิ่งหนึ่งปรากฏกายขึ้นมาแทรกกลางกลุ่ม มันคือชายหนุ่มท่าทางขี้เกียจในชุดบัณฑิตสีหม่นที่ซ่อมแล้วซ่อมอีกจนดูเหมือนแผนที่โลก เขาเดินเกาพุงพลางหาวหวอดใหญ่จนเห็นลิ้นไก่ ดูเหมือนคนจรจัดที่แอบมุดรั้วเข้ามามากกว่าจะเป็นยอดปัญญาชน!
กึก!
จอกชาในมือของโจวอวี้หลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาคู่คมของนางเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายที่ผ่านศึกมานับร้อยกลับแข็งทื่อไปชั่วขณะ
'นั่นมัน... ท่านผู้นั้น!'
หัวใจของอวี้หลันเต้นรัวแรงด้วยความเลื่อมใสอย่างเปี่ยมล้น ภาพเหตุการณ์ในคืนที่โรงเตี้ยมฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง ในยามที่คมดาบของมือสังหารพุ่งเป้ามาที่กลุ่มของนาง ชายชุดปะชุนผู้นี้แหละที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับ ปรมาจารย์หวังซิว ยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูง ในตอนนั้นนางเห็นเขาใช้ฝ่ามือที่ดูเงอะๆ เงิ่นๆ ท่าทางแปลกประหลาดจัดการศัตรูประหนึ่งปัดกวาดขยะพ้นทาง สำหรับนางแล้ว เขาคือหนึ่งในผู้ช่วยชีวิตที่นางเคารพรักและจดจำฝังใจที่สุด
อวี้หลันรีบเก็บอาการอย่างรวดเร็ว แสร้งยกจอกชาขึ้นบังใบหน้าที่เริ่มจะคุมสีหน้าไม่อยู่ เพื่อตบตาสายตาเสด็จพี่รองที่จ้องจะจับผิด 'ยอดคนระดับที่มีจอมราชันขั้นสูงคอยติดตาม... กลับมานั่งสอบจองหวนในสภาพยาจกเช่นนี้ หรือนี่จะเป็นวิถีแห่งปราชญ์ที่ข้ามิอาจหยั่งถึง?'
โจวเฉิงที่มองไม่เห็นความพินาศในใจของน้องสาว กลับชี้ไม้ชี้มือไปที่ลู่ชิงพลางหัวเราะร่าอย่างดูแคลน
"น้องสาม เจ้าดูนั่นสิ! ในกองเพชรย่อมมีก้อนขยะปนมาเสมอ ดูเจ้าขอทานชุดปะนั่นสิ เดินเข้ามาได้ยังไงกัน? ทหารหน้าประตูนี่สงสัยจะหลับยาม หรือไม่เจ้าบ้านนี่ก็คงอาศัยช่วงที่คนเยอะมุดรั้วเข้ามาแน่ๆ ดูท่าทางสิ แม้แต่พู่กันก็คงหนักเกินแรงมันแล้วมั้ง! ข้าพนันได้เลยว่าพอมันจับพู่กัน ปลายพู่กันคงสั่นจนเขียนชื่อตัวเองไม่ถูกแน่ๆ คนแบบนี้รอดรอบแรกมาได้ยังไง? หรือเจ้ากรมการศึกษาจะหูตาฝ้าฟางรับส่วยเป็นเศษผ้าขี้ริ้วมา?"
อวี้หลันลอบมองเสด็จพี่รองด้วยสายตาเวทนาอย่างสุดซึ้ง พลางคิดในใจว่า
'เสด็จพี่... ท่านกำลังหัวเราะใส่คนที่จะตบท่านให้กลายเป็นแป้งโรยซาลาเปาได้ด้วยมือเดียวอยู่นะ'
ในขณะนั้นเอง หนิงเซียน ปีศาจสาวอายุหมื่นปีผู้มีผมสีเงินสละสลวยและปีกสีม่วงเหลือบทองที่ซ่อนไว้จากสายตามนุษย์ กำลังลอยตัวเอื่อยๆ อยู่ข้างกายลู่ชิง นางมองดูนายน้อยของตนด้วยสายตาขี้เล่นพลางใช้นิ้วเรียวงามเขี่ยใบหูของลู่ชิงเบาๆ จนเขาต้องสะดุ้งโหยง
"นายน้อยเจ้าคะ..." หนิงเซียนกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงยั่วยวนปนปั่นประสาท
"วันนี้แดดดีจริงๆ นะเจ้าคะ เหมาะแก่การนอนหลับยาวๆ มากกว่ามานั่งหลังขดหลังแข็งเขียนตำรา ท่านว่าถ้าท่านเขียนชื่อผิดเป็นชื่อร้านซาลาเปา เจ้ากรมการศึกษาจะทำหน้ายังไงกันนะ? แล้วดูสิ... กลิ่นตัวท่านตอนนี้เหม็นสาบเหมือนผ้าขี้ริ้วตากไม่แห้งเลยเจ้าค่ะ ถ้าท่านไม่ชนะการสอบคราวนี้ ข้าจะเอาปีกเขกหัวท่านให้มึนไปสามวันเลยคอยดู!"
ลู่ชิงทำหน้าเหยเกบิดตัวหนีไอเย็นจากปีศาจสาวพลางพึมพำตอบโต้เบาๆ
"เจ้าก็พูดไปหนิงเซียน วันนี้ข้าตั้งใจจะเขียนเรื่องความงามของซุปไก่... เอ๊ย เรื่องการปกครองราษฎรต่างหากเล่า ส่วนเรื่องกลิ่นตัวน่ะ เขาเรียกว่ากลิ่นอายแห่งปัญญาต่างหาก เจ้าปีศาจไม่รู้อะไร อย่ามาขัดขวางสมาธิการนอน... เอ๊ย การสอบของข้านักเลย"
อวี้หลันที่แอบสังเกตอยู่ถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้นางมองไม่เห็นหนิงเซียน แต่นางสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวลู่ชิงมันดู 'บิดเบี้ยว' และมีกระแสพลังบางอย่างที่น่าขนลุกวนเวียนอยู่ขณะที่เขากำลังพึมพำกับความว่างเปล่า 'นอกจากพลังฝ่ามือประหลาดแล้ว... เขายังมีสัมผัสที่ข้ามพ้นขีดจำกัดมนุษย์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?'
"ผู้สมัครสอบทุกท่านนั่งประจำที่! การสอบรอบที่สอง หัวข้อ: วิถีแห่งการปกครองเพื่อความรุ่งเรืองของแคว้น... เริ่มได้!"
เสียงประกาศกึกก้องจากเจ้ากรมการศึกษาดั่งสายฟ้าฟาด ทำเอาบรรยากาศที่เคยจอแจเงียบกริบลงในพริบตา บัณฑิตนับร้อยต่างขยับกายเข้าหาโต๊ะสอบอย่างพร้อมเพรียง เสียงฝนหมึกกับแท่นหินดังสอดประสานกันไปทั่วหอเมฆาจารึก ประหนึ่งเสียงฝนพรำที่ตกลงบนหลังคาไม้ ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเตรียมจะสะบัดพู่กันเพื่อชี้ชะตาชีวิตของตนเอง
บนปะรำพิธีที่ปูด้วยพรมแดงชั้นเลิศ องค์ชายรอง โจวเฉิง นั่งเอนกายจิบชารสเลิศในท่าทางที่ภูมิฐานที่สุด เขาเหลือบมองไปยัง องค์หญิงสาม โจวอวี้หลัน ที่นั่งตัวตรงสง่างามอยู่ข้างกาย ก่อนจะหัวเราะ หึๆ ในลำคอแล้วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"น้องสาม พี่ล่ะอดขำไม่ได้จริงๆ ที่เห็นเจ้ามานั่งเฝ้างานสอบจองหวนเช่นนี้" โจวเฉิงโบกพัดขนนกในมือเบาๆ พลางทำสีหน้ากึ่งสมเพชกึ่งเอ็นดู
"ปกติเจ้ามักจะคลุกคลีอยู่แต่ในสนามรบ กินนอนอยู่กับพวกทหารเถื่อนที่ตัวเหม็นสาบเหงื่อไคลและมีแต่พละกำลังแต่ไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า การไปคบค้าสมาคมกับพวกทหารชั้นต่ำที่มีแต่กล้ามเนื้อปัญญาอ่อนเช่นนั้น พี่เกรงว่ามันจะทำให้รสนิยมและการมองคนของเจ้าเสื่อมถอยลงไปนะ... ดูอย่างบัณฑิตพวกนี้สิ นี่ต่างหากคือสังคมของปัญญาชนที่เจ้าควรจะใส่ใจ มิใช่พวกกองทัพที่เอะอะก็ใช้แต่กำลังป่าเถื่อน"
เขาทอดสายตาลงไปยังลานสอบเบื้องล่างด้วยแววตาดูแคลน
"ดูอย่างเจ้าคนนั้นสิ..." โจวเฉิงชี้พัดไปทางลู่ชิงที่นั่งอยู่ในชุดปะชุนมอซอจนแทบจะกลืนหายไปกับฝุ่น
"สภาพเหมือนขอทานหลงทางมามากกว่าจะเป็นบัณฑิต พี่ล่ะเชื่อเลยว่าคนชั้นต่ำที่อาจจะยังเขียนคำว่าง่ายๆ ไม่ถูกเช่นนี้ รอดรอบแรกมาได้อย่างไร? สงสัยทหารยามหน้าประตูคงจะมัวแต่คุยเรื่องไร้สาระแบบที่เจ้าชอบ จนปล่อยให้ 'ขยะ' ชิ้นนี้หลุดลอดเข้ามาทำลายราศีของหอเมฆาจารึกเสียได้!"
อวี้หลันไม่ได้โต้ตอบคำถากถางเรื่องทหารหรือรสนิยมของนางแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมของนางยังคงจดจ้องไปที่ลู่ชิงอย่างไม่วางตา นางรู้ดีว่าคนข้างกายกำลังพ่นคำโง่เขลาออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน ทันทีที่เสียงระฆังดังยาวเป็นสัญญาณเริ่มเขียน และพู่กันในมือของลู่ชิงจรดลงบนผิวกระดาษ...
วูบ!
ร่างกายของอวี้หลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนนางต้องกำมือที่วางอยู่บนเข่าแน่น ขนกายลุกซู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่ยามเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นในสนามรบก็ไม่ให้ความรู้สึกกดดันเท่านี้ ในสายตาของคนทั่วไป รวมถึงโจวเฉิง ลู่ชิงยังคงเป็นเพียงบัณฑิตซอมซ่อที่ก้มหน้าเขียนหนังสืออย่างเซื่องซึม แต่สำหรับอวี้หลันที่เคยเห็นฝีมือ 'ฝ่ามือสยบคลื่น' ของเขามาแล้ว นางกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ลึกซึ้งเกินกว่าปุถุชนจะหยั่งถึง
นางมองไม่เห็นรัศมีสีทองด้วยตาเปล่า แต่นางกลับ 'สัมผัส' ได้ลางเลือนถึงพลังงานอันมั่นคงและยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ท่วงท่าของลู่ชิงในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจในความรู้สึกของนาง ราวกับภาพลักษณ์ของ มหาปราชญ์ขงจื่อ กำลังซ้อนทับร่างบัณฑิตชุดปะชุนผู้นั้นอยู่ลางๆ ทุกจังหวะการตวัดพู่กันดูนุ่มนวลแต่กลับทรงพลังปานขุนเขาถล่มทลาย มีราศีสูงส่งราวกับเทพเซียนที่แฝงกายมาในคราบยาจก
"นี่มัน..." อวี้หลันพึมพำแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน นางมองดูชายที่เสด็จพี่รองเรียกว่า 'ขยะ' แต่ในใจของนางยามนี้กลับเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงที่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ
ขณะที่ หนิงเซียน ปีศาจสาวผมเงินอายุหมื่นปีผู้มีปีกม่วงเหลือบทองที่ซ่อนเร้นไว้ กำลังลอยตัวเอื่อยๆ อยู่ข้างกายลู่ชิง นางใช้นิ้วเรียวงามเขี่ยใบหูของลู่ชิงเล่นพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงออดอ้อนปนกวนประสาท
"นายน้อยเจ้าคะ... แผ่รัศมีเซียนออกมาเสียจนแม่สาวชุดแดงบนปะรำพิธีนั่นตาค้างไปหมดแล้วนะเจ้าคะ แต่งตัวเหมือนคนเก็บฟืนแต่ดันเขียนหนังสือได้สง่างามจนเทพปราชญ์ยังต้องอายแบบนี้ ข้าล่ะหมั่นไส้นัก ระวังเถอะ! ถ้าท่านยังทำตัวนิ่งเกินไป ข้าจะแอบสลับถาดหมึกเป็นน้ำแกงบูดให้ท่านเขียนดูสักทีดีไหมนะ?"
ลู่ชิงเมินเฉยต่อเสียงเย้าแหย่รอบข้างและคำดูถูกจากเบื้องบน เขาปล่อยให้เจตจำนงจาก สรรพธาตุหลอมรวม ไหลผ่านปลายนิ้วลงสู่ตัวอักษรทีละตัว...
'แผ่นดินมิได้รุ่งเรืองด้วยอาวุธและอำนาจที่กดขี่ แต่ร่มเย็นด้วยธรรมที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจมวลมหา........