บันทึกผู้พลิกสามภพ

    ตอนที่ 30: รากฐานแห่งสัจธรรม และสายลมหนาวจากอุดร

        แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบซากปรักหักพังของพระราชวังหลวงตี้ตู ย้อมผืนแผ่นดินที่ผ่านการนองเลือดให้กลายเป็นสีทองอร่าม ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเงียบงันอันน่าระทึกขวัญ บรรยากาศเหนือนครหลวงในยามนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายอัปมงคลของปราณมังกรทมิฬและพิษมารล่องหนสลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินที่เพิ่งถูกพลิกและความบริสุทธิ์ของปราณฟ้าดินที่เริ่มไหลเวียนกลับคืนมา

    หลินเฟิงยืนตระหง่านอยู่บนยอดกำแพงวังที่เหลือเพียงครึ่งซีก สายตาจับจ้องไปยังทิศเหนือที่ขอบฟ้าเริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆหมอกสีเทาหม่น แม้ภัยพิบัติเฉพาะหน้าอย่างราชวงศ์มู่หรงและแปดโลกันตร์ล่องหนจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่เนตรมรรคาไร้ลักษณ์ของเขากลับสัมผัสได้ถึงเงาร้ายที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา... เงาของ "จอมมารล่องหน อินเฉวียน"

    "ศิลาสามภพชิ้นสุดท้าย... และเศษอักษรอนัตตา" หลินเฟิงพึมพำเสียงแผ่ว พลางกระชับด้ามกระบี่เพลิงมรรคาที่ข้างเอว ความหลากหลายของพลังที่เขาครอบครองในยามนี้ ทั้งเพลิงสัจธรรม รังสีมังกรจักรพรรดิ และกฎแห่งอนัตตา แม้จะแข็งแกร่งจนสยบขอบเขตสวรรค์ได้ ทว่าหากต้องเผชิญหน้ากับระดับสวรรค์ขั้นสูงอย่างอินเฉวียน... นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    ### การฟื้นฟูของพญามังกร และความหลากหลายของโอสถ

    เบื้องล่าง บนลานหินที่ได้รับการแผ้วถางอย่างลวก ๆ หลินเทียนห่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะหยกเย็นที่สมาคมการค้าหมื่นโอสถมอบให้ ใบหน้าของอดีตแม่ทัพใหญ่ที่เคยซูบซีดบัดนี้เริ่มมีสีเลือดฝาด แววตากลับมาทอประกายองอาจอีกครั้ง พลังโอสถฟื้นฟูชีพจรระดับสวรรค์และสมุนไพรวิญญาณเก้าใบตานที่หลินเฟิงป้อนให้ กำลังโคจรหลอมรวมเข้ากับเส้นชีพจรที่เคยฉีกขาดอย่างช้า ๆ

    *‘เจ้าหนู... พ่อของเจ้าดวงแข็งนัก’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในหัวของหลินเฟิง *‘รากฐานกายาของเขาเคยเป็นถึงครึ่งก้าวสู่สวรรค์ขั้นสูง ยามนี้ได้รับโอสถชั้นเลิศและการขัดเกลาด้วยปราณจักรพรรดิของเจ้า หากพักฟื้นอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะฟื้นฟูตบะกลับมาได้ ทว่าอาจจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นได้จริง ๆ!’*

    หลินเฟิงร่อนลงมายืนอยู่เบื้องหน้าบิดา "ท่านพ่อ... อาการบาดเจ็บภายในเป็นอย่างไรบ้างครับ?"

    หลินเทียนห่าวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ยิ้มบาง ๆ พลางโคจรปราณพิทักษ์ร่างให้ดูลุ่มลึกกว่าเดิม "ดีขึ้นมากเฟิงเอ๋อร์ โอสถของสมาคมหมื่นโอสถช่างวิเศษนัก พ่อรู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรที่เคยแข็งทื่อเริ่มกลับมาไหลเวียนได้สะดวก... แต่เจ้ากลับดูเคร่งเครียดขึ้นนะ?"

    หลินเฟิงขยับหน้ากากเหล็กเล็กน้อย แววตาสีทองฉายประกายจริงจัง "คำขู่สุดท้ายของมู่หรงคัง... นิกายมารสวรรค์ล่องหนกำลังเคลื่อนไหว และข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมารอันรุนแรงที่แผ่มาจากทิศเหนือ ข้าเกรงว่าอินเฉวียนจะลงมือด้วยตนเองในเร็ววัน"


    "อินเฉวียน..." หลินเทียนห่าวหน้าตาเคร่งเครียดขึ้นทันที "พญามารนั่นครอบครองวิชาล่องหนขั้นสูงสุดและศาสตร์ควบคุมวิญญาณที่พิสดารยิ่งนัก ยามนี้ตระกูลหลินของเราเพิ่งจะฟื้นตัว หากต้องเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ ย่อมเสียเปรียบ"

    "ดังนั้น ข้าจึงคิดจะใช้ทรัพยากรที่หลากหลายในคลังหลวงและที่สมาคมการค้าหมื่นโอสถจัดหาให้ เพื่อสร้างค่ายกลพิทักษ์ตระกูลระดับสวรรค์ขึ้นมาใหม่ขอรับ" หลินเฟิงกล่าว แววตามองตรงไปยังซากตำหนักมังกรอุดร "ข้าสัมผัสได้ถึงสายแร่ปราณดินที่บรรพชนตระกูลหลินเคยฝังไว้ใต้ดินพระราชวังแห่งนี้ มู่หรงคังดึงพลังมาใช้ผิดวิธี ทว่าข้าสามารถกระตุ้นมันขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นฐานพลังงานให้แก่ค่ายกลได้"

    *‘เจ้าหนู... คิดจะสร้างค่ายกลระดับสวรรค์ด้วยพลังของตัวเองเพียงคนเดียวงั้นรึ?’* วิญญาณมรรคาภพถามด้วยความสนใจ *‘การเชื่อมต่อสายแร่ปราณดินเข้ากับกฎแห่งมรรคาภพ ต้องใช้สมาธิและการควบคุมพลังที่หลากหลายขั้นสูงสุด หากพลาดเพียงนิด พลังสะท้อนกลับย่อมทำให้ร่างของเจ้าแหลกเป็นผง’*

    "ข้าทราบครับท่านผู้เฒ่า" หลินเฟิงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว "แต่ข้ามีเนตรมรรคาไร้ลักษณ์และกฎแห่งอนัตตา... ข้าสามารถมองเห็นและปรับแก้รอยร้าวของพลังงานได้ดีกว่าใคร"

    หลินเฟิงเริ่มลงมือทันที เขาไม่เพียงแค่สร้างค่ายกลป้องกัน ทว่าเขาต้องการสร้าง **"ค่ายกลสลับลักษณ์สัจธรรมเก้าสวรรค์"** ค่ายกลที่มีความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งป้องกัน โจมตี และที่สำคัญที่สุด... มันสามารถตรวจจับกลิ่นอายมารล่องหนของอินเฉวียนได้!

    เขาเรียกเอาสมุนไพรวิญญาณระดับปฐพีเก้าชนิด ศิลาลมปราณนับหมื่นก้อน และอาวุธวิเศษระดับปฐพีเก้าชิ้นที่ได้จากคลังหลวงออกมาลอยวนรอบตัว จากนั้นสะบัดมือขวาเรียกกระบี่เพลิงมรรคาออกมา จรดปลายกระบี่ลงบนพื้นศิลา เริ่มต้นวาดอักขระค่ายกลโบราณที่สืบทอดมาจากมรรคาภพทีละตัว ๆ อย่างเนิบนาบและลุ่มลึก


    ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของสมาคมการค้าหมื่นโอสถสาขาตี้ตู เสิ่นว่านซานกำลังนั่งตรวจดูบัญชีทรัพยากรที่ถูกขนย้ายไปยังพระราชวังหลวง ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดพลางหมุนแหวนหยกในมือไม่หยุด

    "ท่านประธานคะ..." หญิงสาวชุดดำหัวหน้าหน่วยข่าวกรองก้าวเข้ามาในห้อง "แม่ทัพเฉาเซียนพึ่งสั่งเคลื่อนทหารกองทัพพยัคฆ์คำรามขึ้นเหนือตามคำสั่งของหลินเฟิงค่ะ... ดูเหมือนว่าเขาจะยอมสยบให้เด็กหนุ่มนั่นอย่างหมดรูป"

    เสิ่นว่านซานยิ้มบาง ๆ แววตาฉายประกายความหวัง "เฉาเซียนเป็นคนฉลาด มันรู้ดีว่าการยอมก้มหัวยามนี้ย่อมดีกว่าการถูกบดขยี้... ทว่าข่าวร้ายจากแดนเหนือล่ะ?"

    หญิงสาวสีหน้าซีดเผือดลง "สายสืบรายงานว่า... จอมมารล่องหน อินเฉวียน ออกเดินทางออกจากสำนักมารแล้วค่ะ! กลิ่นอายมารของมันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งดินแดนรกร้างปานวันสิ้นโลก เป้าหมายของมันพุ่งตรงมายังแคว้นต้าเซี่ยอย่างแน่นอน!"

    "มาเร็วกว่าที่คิด..." เสิ่นว่านซานพึมพำเสียงสั่นเล็กน้อย "หลินเฟิง... เดิมพันของข้าอยู่ในมือเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่อาจผ่านด่านพญามารตนนี้ไปได้... แผ่นดินต้าเซี่ยแห่งนี้คงต้องกลายเป็นทะเลเลือด และสมาคมการค้าหมื่นโอสถคงต้องดับสูญ!"

    เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง จับจ้องไปยังพระราชวังหลวงที่ยามนี้เริ่มมีแสงสีทองคำจาง ๆ ของค่ายกลโบราณก่อตัวขึ้น "ส่งยอดฝีมือของสมาคมที่เหลือทั้งหมดไปคุ้มครองด้านนอกวังหลวง! อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงเวลาให้หลินเฟิงได้สร้างค่ายกลสำเร็จ!"


    กลับมา ณ พระราชวังหลวง

    หลินเฟิงยังคงจดจ่ออยู่กับการวาดอักขระค่ายกลทีละตัว ๆ อย่างช้า ๆ และแม่นยำ เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมออกจากหน้ากากเหล็ก ทุกอักขระที่เขาสลักลงบนผืนแผ่นดิน ต้องใช้พลังงานที่หลากหลายทั้งปราณจักรพรรดิและเพลิงสัจธรรมในการหลอมรวมให้เข้ากับสายแร่ปราณดินเบื้องล่าง หากพลาดเพียงนิด พลังสะท้อนกลับย่อมทำให้ร่างแหลกเป็นผง

    *‘เจ้าหนู... พลังหยินใต้ดินแรงขึ้นเรื่อย ๆ’* วิญญาณมรรคาภพเตือน *‘ใช้รังสีมังกรจักรพรรดิสะกดมันไว้ แล้วใช้เพลิงสัจธรรมสลักอักขระด้านนอก ล้อมกรอบด้วยกฎแห่งอนัตตา... ตัดขาดความหลากหลายของพลังงาน แล้วมันจะยอมจำนนเอง’*

    "รับทราบครับท่านผู้เฒ่า"

    หลินเฟิงโคจรพลังสองขั้วในร่างพร้อมกันอย่างชำนาญ ฝ่ามือขวาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้า ขณะที่นิ้วมือซ้ายตวัดวาดวงกลมเพลิงสีขาวรอบบานประตู

    *คลิก... แกร๊ก...*

    เสียงกลไกภายในที่จมลึกอยู่ใต้ศิลาหนานับร้อยปีส่งเสียงเคลื่อนไหว รอยตราประทับรูปมังกรดำค่อย ๆ ซีดจางลงจนกลายเป็นหินธรรมดา ก่อนที่บานประตูเหล็กกล้ายักษ์หนาสามฟุตจะแยกออกซ้ายขวา เผยให้เห็นห้องโถงขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน... **"คลังหลวงตระกูลมู่หรง"**


    ในขณะที่สถานการณ์ในเมืองหลวงตี้ตูเริ่มเข้าสู่ความสงบชั่วคราว ภายใต้การควบคุมของตระกูลหลินและพันธมิตรใหม่ ทว่าห่างออกไปทางเหนือหลายหมื่นลี้... ณ ใจกลางนิกายมารสวรรค์ล่องหน

    *เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!*

    เสียงป้ายวิญญาณสลักชื่อของแปดโลกันตร์ล่องหนที่ตั้งอยู่ในศาลารายชื่อ พลันแตกกระจายพร้อมกันทั้งแปดแผ่น เศษหินหยกสีดำร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ดูแลศาลา

    "รายงานท่านเจ้าสำนัก! ป้ายวิญญาณของแปดโลกันตร์... แตกสลายหมดแล้วครับ!"

    บนบัลลังก์กระดูกอสูร **"จอมมารล่องหน อินเฉวียน"** ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวเหมือนครั้งก่อน ทว่ามันกลับนิ่งสนิทจนดูน่าสยดสยอง ปราณมารสีม่วงรอบตัวของมันควบแน่นจนกลายเป็นหยาดน้ำค้างพิษหยดลงบนพื้นศิลา

    "แปดคน... ตายพร้อมกันในพริบตา" อินเฉวียนเอ่ยเสียงต่ำลึก "ไม่ใช่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ทว่าเป็นการถูกบดขยี้ด้วยพลังที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง... หลินเฟิง เจ้าหนูตระกูลหลินผู้นี้ ครอบครองความลับที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก"

    มันลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมมารสะบัดพลิ้ว แผ่กลิ่นอายทำลายล้างที่หลากหลายออกมาข่มขวัญผู้คน "เห็นที... ข้าคงต้องออกเดินทางไปยังแคว้นต้าเซี่ยด้วยตนเองเสียแล้ว ศิลาสามภพและเศษอักษรอนัตตา... สิ่งเหล่านั้นต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"

    วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น และเป้าหมายของมันพุ่งตรงมายังเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กผู้พลิกสามภพอย่างไม่อาจหลี

    กเลี่ยง!