ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 34 สอนเคล็ดวิชาอ่านใจ

    “ฟังนะเจ้าเด็กดื้อ แม้ตอนนี้เผ่ามารจะอยู่ภายใต้การดูแลของประมุขตงหยางที่มีคุณธรรมสูงส่ง แต่ใช่ว่าทุกคนที่นี่จะมีคุณธรรมเช่นเดียวกับประมุขตงหยาง พวกเขายังเป็นมาร ดังนั้นอย่าไว้ใจผู้ใด” หญิงสาวพูดจบเตรียมเบี่ยงตัวเดินจากไป ก่อนจะนึกบางอย่างได้จึงหันกลับมากำชับอีกครั้ง


    “ข้าหวังว่าเจ้า จะเว้นระยะห่างกับไป่เอ๋อเหมือนที่พยายามเว้นระยะห่างจากข้า” พูดจบเทพธิดาจางซินจึงกลับตำหนักเหมยไปพร้อมความคิดมากมายในสมอง


    “คำต่อว่าของไป่เอ๋อที่มีต่อตงฟางนั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์ธรรมฉันพี่น้องเป็นแน่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสองคนมีความลึกซึ้งกันมากกว่านั้น เช่นนี้ข้าควรระวังไป่เอ๋อให้มาก” จางซินทบทวนเงียบ ๆ พร้อมไล่คนของไป่เอ๋อ ออกจากตำหนักเหมยไปจนหมด ก่อนจะย่างเท้ามายังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ พลันยกมือขึ้นเท้าคางอย่างใช้ความคิด


    หยางซินนั่งน้ำตาเอ่อเมื่อรู้ข่าวจากสามีว่าหมิงเยว่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากพิษของมังกรนิล นางนั่งปาดน้ำตาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


    “นี่แค่เพิ่งเริ่มต้น ลูกสาวเราก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ข้าไม่อยากให้หมิงเยว่ต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้เลยท่านพี่” ประมุขเผ่าวิหคดึงร่างของภรรยาเข้าสวมกอดเพื่อปลอบโยนด้วยสายตาเจ็บปวดไม่ต่างกัน


    “เพื่อสรรพชีวิตแล้ว ลูกสาวเรายอมหนีไปเขาไท่ซานเพื่อนำเกล็ดมังกรนิลกลับมา นางทำด้วยความเต็มใจทั้งที่ประมุขตงห­ยางและราชันจางเหว่ยไม่เห็นด้วย ข้าได้เห็นความกล้าหาญครั้งนี้ของนาง ข้าทั้งภูมิใจและหวาดหวั่นไม่ต่างจากเจ้าหรอกหยางซิน”


    “ครั้งนี้โชคดีที่รักษาได้ทันเวลา ทว่าความโชคดีใช่ว่าจะมีบ่อยครั้ง หากคราวหน้าพลาดพลั้งขึ้นมา เรามิต้องเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไปหรอกเหรอ” หยางซินยังคงวิตก ก่อนชายกลางคนจะกระชับกอดภรรยาแล้วพูดขึ้น


    “ตอนนี้ประมุขตงหยางพานางกลับไปยังเผ่ามารเพื่อเริ่มการฝึกพลังวิญญาณใหม่อีกครั้ง นางอยู่ในความดูแลของประมุขตงหยางแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง เขาจะดูแลนางอย่างดี”


    “ข้าก็ขอให้เป็นเช่นนั้น ขออย่าให้หมิงเยว่ได้รับอันตรายใด ๆ อีกเลย หากนางเป็นอะไรไป ข้าคงอยู่ไม่ได้”


    “ห้ามพูดเช่นนั้นอีก จะไม่มีผู้ใดเป็นอะไรทั้งนั้น” ประมุขต้าเหรินพูดทิ้งท้าย


    หลายวันมานี้ ตงหยางพาหมิงเยว่ไปห้องฝึกพลังวิญญาณ ณ ตำหนักไท่จู หญิงสาวพยายามดึงเอาพลังวิญญาณขั้นหนึ่งของนางออกมาใช้ ท่ามกลางสายตาของตงหยางที่มองดูพลังวิญญาณอันน้อยนิดของนางพร้อมความคิด


    “พลังวิญญาณของนางในขั้นหนึ่ง ยังเทียบไม่ได้กับทหารเฝ้าหน้าประตูเผ่าเทพ หลายวันมานี้ข้าพยายามปรับพื้นฐานให้นางแล้ว ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้น ข้าควรทำยังไงกับนางดี” เขาครุ่นคิดก่อนหมิงเยว่จะลืมตาขึ้นแล้วรวบรวมพลังกลับเข้าที่ ก่อนจะหันมายังตงหยางด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก


    “เป็นเช่นนี้อีกแล้ว ไม่ว่าเทพฉางจือ หรือแม้แต่ท่านจะพยายามฝึกฝนข้าสักเพียงใด พลังวิญญาณของข้าก็ไม่ยอมเปิดออก” ตงหยางสัมผัสถึงความท้อแท้ในใจนาง จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “หากพลังวิญญาณของเจ้ายังไม่เปิดออก เจ้าจะไม่สามารถก้าวเข้าสู่พลังวิญญาณขั้นสองหรือในระดับต่อ ๆ ไปได้ เช่นนั้น ข้ามีเคล็ดวิชาอ่านใจอยู่ เจ้าอยากลองฝึกดูก่อนหรือไม่” หญิงสาวเดินตรงมายังตงหยางด้วยใบหน้าแปลกใจ


    “เคล็ดวิชาอ่านใจเหรอเจ้าคะ” ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนหมิงเยว่จะพูดขึ้น


    “ข้าไม่เคยได้ยินเคล็ดวิชานี้มาก่อน”


    “เคล็ดวิชาอ่านใจ เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่อยู่ในระดับพลังวิญญาณขั้นหนึ่ง ทว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่มีในเผ่าวิหค ไม่มีในเผ่าเทพ ไม่มีในเผ่าจิ้งจอก มีเพียงแค่ที่เผ่ามารเท่านั้น เจ้าอยากลองฝึกดูไหม” ใบหน้าหล่อเหลาพูดกับหมิงเยว่ ท่ามกลางระเบียงไม้ที่มีสายลมพัดผ่าน


    “เช่นนั้นข้าจะลองฝึกดูเจ้าค่ะ” เขาปล่อยยิ้มแล้วเดินไปจูงมือนางกลับเข้ามานั่งที่


    “หลับตาแล้วรวบรวมพลังของเจ้าทั้งหมดไว้กลางกาย” หมิงเยว่ทำตาม ก่อนประมุขตงหยางจะจับมือนางเบา ๆ แล้วพูดขึ้น


    “ใช้พลังทั้งหมดเคลื่อนเข้ามาในจิตข้า เจ้าอยากรู้อะไรเจ้าจะได้เห็น” หมิงเยว่ตกใจดวงตาเบิกกว้าง แล้วพูดตะกุกตะกักขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว


    “วิชาอะไรกัน การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการขโมยความคิดผู้อื่น เป็นการขโมยโดยแท้จริง” ดวงตากลมโตของหมิงเยว่ทำให้ประมุขตงหยางปล่อยยิ้มกว้าง แล้วพูดขึ้น


    “เจ้าคิดเช่นนั้นไม่ผิด เคล็ดวิชานี้บรรพชนของข้าคิดค้นขึ้น เพื่อหยั่งความคิดผู้อื่น เจ้าก็รู้ว่าเดิมที เผ่ามารของข้าไม่ได้ฝักใฝ่ในความดี จะคิดค้นเคล็ดวิชาเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเผ่าอื่น ๆ ก็คงไม่แปลก ทว่าข้าได้ยกเลิกเคล็ดวิชานี้ออกจากเผ่ามารไปนานแล้ว ตอนนี้มีเพียงข้าที่ใช้เคล็ดวิชานี้ได้เพียงผู้เดียว” หมิงเยว่กลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้นด้วยความอยากรู้


    “ในเมื่อท่านยกเลิกไปแล้ว เหตุใดจึงจะสอนข้า”


    “ที่ข้าสอนเจ้า เพราะเคล็ดวิชานี้ต้องอาศัยการรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเป็นผลดีหากเจ้าฝึกบ่อย ๆ อาจจะช่วยให้พลังวิญญาณของเจ้าเปิดออกในสักวัน”


    หมิงเยว่สัดส่ายดวงตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ


    “ที่แท้ประมุขตงหยางพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ข้าเปิดพลังวิญญาณได้หรอกเหรอ จะว่าไปเคล็ดวิชานี้แม้จะดูขัดหลักคุณธรรมไปเสียหน่อย แต่หากข้าได้ล่วงรู้ความคิดของประมุขตงหยางบ้าง ข้าอาจจะรู้ว่าเขามีใครอยู่ในใจแล้วหรือไม่” หมิงเยว่ลอบยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ก่อนอีกฝ่ายจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ


    “เจ้ายิ้มออกมาเช่นนี้ ตกลงจะฝึกเคล็ดวิชาอ่านใจหรือไม่”


    “ข้าอยากฝึกเจ้าค่ะ” หมิงเยว่รีบพูดขึ้น พร้อมแผนการเจ้าเล่ห์ผุดขึ้น

     

    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน