บทที่ 35 การปิดกั้นจากกลุ่มบริษัทฉางเซิ่ง
ทางด้านเสี่ยวเยี่ยน หลังจากได้รับโทรศัพท์เครื่องใหม่ เธอก็เอาแต่กดเล่นด้วยความตื่นเต้นดีใจไม่หยุด
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิวอวี่ตั้งใจจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวรอบเมืองเพื่อให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตา แต่แล้วโทรศัพท์สายหนึ่งที่ดังแทรกเข้ามาก็ทำให้แผนการของเขาต้องชะงักลง
สายนั้นมาจากหยางเสวี่ยนั่นเอง!
[เจ้านายคะ แย่แล้วค่ะ ทีมก่อสร้างกับพวกรถขุดดินถูกกักไว้ที่ท่าเรือ พวกเขาไม่ยอมให้เราเข้าไป ตอนนี้เราไม่สามารถขนเครื่องจักรข้ามไปที่เกาะฉางเซียงได้เลยค่ะ!] หยางเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ทางนั้นว่ายังไงบ้าง?” หลิวอวี่รีบถามกลับทันที
[พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเลยค่ะ แค่บอกว่าห้ามเข้า ตอนนี้พวกเราปักหลักกันอยู่ที่ท่าเรือลิ่วเหอค่ะ!]
“ตกลง คุณรออยู่ที่นั่นนะ เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
หลังจากวางสาย หลิวต้าหย่งที่เห็นท่าทางรีบร้อนของหลิวอวี่ก็รีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เสี่ยวอวี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าลูก?”
“อ๋อ ปัญหานิดหน่อยครับพ่อ แต่ผมต้องรีบไปจัดการด้วยตัวเอง นี่กุญแจสำรองของบ้านครับ ถ้าพ่อกับแม่รู้สึกเบื่อก็ออกไปเดินเล่นทำความคุ้นเคยกับแถวนี้ก่อนได้เลยนะ” หลิวอวี่ยื่นกุญแจให้พ่อกับแม่ก่อนจะผละออกจากวิลล่าไป
เขาขับรถเฟอร์รารี่คู่ใจมุ่งหน้าตรงไปยังท่าเรือลิ่วเหอทันที
เมื่อไปถึงท่าเรือลิ่วเหอ เขาเห็นหยางเสวี่ยยืนอยู่กับทีมก่อสร้างและกลุ่มรถขุดดินที่จอดรออยู่ โดยมีกลุ่มคนงานท่าเรือนับสิบคนยืนขวางทางไว้ไม่ยอมให้มีการขนย้ายของขึ้นเรือ
“เกิดอะไรขึ้น พวกคุณเป็นใคร ทำไมถึงมาขวางพวกเราไว้!” หลิวอวี่ก้าวเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ถามพวกผมไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุณต้องไปคุยกับผู้ดูแลท่าเรือโน่น พวกเขาเป็นคนสั่งให้พวกผมมาขวางพวกคุณไว้เอง” คนงานคนหนึ่งเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“ฉันจ่ายค่าธรรมเนียมท่าเรือไปหมดแล้วนะ ทำไมพวกคุณถึงกลับคำแบบนี้ล่ะ ทีมก่อสร้างก็มาถึงแล้ว ทุกคนรอแค่ขนของขึ้นเรือเท่านั้น พวกคุณต้องการอะไรกันแน่!” หยางเสวี่ยตะโกนออกมาด้วยความโกรธจัด น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ
“เอาล่ะ เลขาหยาง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ ให้ผมจัดการเอง” หลิวอวี่ตบบ่าปลอบเธอก่อนจะหันไปทางกลุ่มคนงาน “ไปเรียกผู้ดูแลของพวกคุณออกมา ผมต้องการคำอธิบาย!”
“ไม่ต้องตะโกนให้เสียเวลาหรอก ฉันอยู่นี่แล้ว!”
เงาร่างของชายสามคนปรากฏขึ้น คนที่พูดคือชายวัยกลางคนในชุดสูทที่ยืนอยู่ข้างกายชายหนุ่มคนหนึ่ง หลิวอวี่ไม่รู้จักชายหนุ่มคนนั้น แต่เขากลับจำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันได้แม่นยำ
คนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือผู้จัดการเหยียนที่เคยแย่งชิงเกาะกับเขาและถูกเขาหลอกเอาเงินไปหนึ่งแสนหยวนในวันนั้นนั่นเอง
“ท่าเรือนี้เป็นสมบัติของครอบครัวเรา ฉันไม่อยากให้ใครขนของผ่าน มันก็คือผ่านไม่ได้” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มหยัน
“พวกคุณต้องการอะไรกันแน่?” หลิวอวี่ถามด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“หึ ๆ ฉันหนิวเหวินตี๋ คุณชายรองแห่งกลุ่มบริษัทฉางเซิ่ง ฉันขอแนะนำให้พวกแกส่งมอบสิทธิในเกาะฉางเซียงมาให้กลุ่มบริษัทฉางเซิ่งซะดี ๆ ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะมีสิ่งของแม้แต่ชิ้นเดียวถูกขนออกจากท่าเรือแห่งนี้ไปได้!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหนิวเหวินตี๋ หลิวอวี่ก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที ที่แท้เป้าหมายของคนพวกนี้ก็คือเกาะฉางเซียงของเขานี่เอง
“โทรศัพท์สายเมื่อครู่นี้ ก็คงเป็นฝีมือคุณด้วยสินะ” หลิวอวี่จ้องมองหนิวเหวินตี๋อย่างรู้ทัน
“ฉลาดดีนี่ ฉันให้เวลาแกตัดสินใจสองนาที โอนเกาะฉางเซียงมาให้เราซะ แล้วฉันจะให้ราคาแกสามสิบล้านหยวน อันที่จริงกะจะให้เพิ่มอีกสักสองล้านนะ แต่เสียดายที่แกพลาดโอกาสนั้นไปแล้ว!” หนิวเหวินตี๋เชิดหน้าขึ้นด้วยความลำพองใจ
“ไม่มีทาง เกาะฉางเซียงแห่งนี้ ผมไม่มีวันโอนให้ใครทั้งนั้น!” หลิวอวี่ปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิด
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน ท่าเรือนี้เป็นของบ้านฉัน ส่วนค่าธรรมเนียมที่เลขาของแกจ่ายมา ฉันสั่งให้คืนเงินกลับไปหมดแล้ว!” หนิวเหวินตี๋แค่นหัวเราะ “ฉันอยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มีท่าเรือของฉันใช้งาน แกจะเอาปัญญาที่ไหนไปก่อสร้างหรือบริหารเกาะฉางเซียงได้!”
หนิวเหวินตี๋ยิ้มเยาะอย่างมั่นใจว่าหลิวอวี่ไม่มีทางออกแน่
“เลขาหยาง ท่าเรืออื่นที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน?” หลิวอวี่หันไปถามหยางเสวี่ย
“ฮ่า ๆ ๆ อย่าฝันไปเลย! ตลอดแนวชายฝั่งรัศมีสองร้อยกิโลเมตรนี้ มีท่าเรือทั้งหมดแปดแห่ง และทุกแห่งล้วนเป็นธุรกิจในเครือของกลุ่มบริษัทฉางเซิ่งทั้งสิ้น!” หนิวเหวินตี๋หัวเราะลั่น
“ผมไม่เชื่อหรอกว่าถ้าไม่มีท่าเรือของคุณแล้วผมจะออกทะเลไม่ได้!” หลิวอวี่พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าข้าง ๆ หมู่บ้านเฟิ่งเสียงมีที่ดินว่างเปล่าผืนหนึ่ง ซึ่งที่ดินตรงนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวหลี่รั่วหลาน เขาเคยลงไปสำรวจใต้น้ำแถวนั้นมาแล้วและพบว่ามันเหมาะมากสำหรับสร้างท่าเรือ หากเขาสร้างท่าเรือที่นั่นเอง นอกจากจะเชื่อมต่อกับถนนสายหลักได้ง่ายแล้ว ระยะทางยังใกล้กว่าท่าเรือลิ่วเหอแห่งนี้หลายกิโลเมตรเลยด้วย
คิดได้ดังนั้น หลิวอวี่จึงรีบโทรศัพท์หาหลี่รั่วหลานทันที
เมื่อหลี่รั่วหลานทราบว่าหลิวอวี่ต้องการใช้พื้นที่ตรงนั้นสร้างท่าเรือ เธอก็ตอบตกลงในทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
“จะว่าไป ที่ดินตรงนั้นราคาเท่าไหร่ครับ ไว้ผมจะโอนเงินให้คุณทีหลัง” หลิวอวี่เอ่ยถาม
[ไม่เป็นไรหรอก ที่ดินผืนนั้นก็ไม่ได้เอาไปทำประโยชน์อะไรอยู่แล้ว แถมยังอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านตั้งสองกิโลเมตร มีพื้นที่แค่ไม่กี่ร้อยตารางเมตรเอง ถ้าคุณต้องการ ฉันยกให้คุณฟรี ๆ เลยแล้วกัน] หลี่รั่วหลานเอ่ยอย่างใจกว้าง
[อ้อ... จริงด้วยสิ บริษัทของเรามีวิศวกรออกแบบท่าเรืออยู่พอดี ให้ฉันส่งคนไปช่วยออกแบบให้ไหม?]
เมื่อได้ยินหลี่รั่วหลานเอ่ยเช่นนั้น หลิวอวี่ก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาทันที “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยครับ ขอบคุณมากจริง ๆ”
หลี่รั่วหลานไม่ปล่อยให้เสียเวลา เธอรีบติดต่อวิศวกรให้มุ่งหน้าไปยังที่ดินว่างเปล่าข้างหมู่บ้านเฟิ่งเสียงทันที
หลิวอวี่วางสายแล้วหันไปบอกหยางเสวี่ย “สั่งให้ทีมก่อสร้างเคลื่อนพลตามผมมา ผมมีงานใหม่ให้พวกเขาทุกคนทำแล้ว!”
“ฮ่า ๆ ๆ หมดหนทางแล้วละสิ? ฉันขอเตือนอีกครั้งนะว่าให้ยอมยกเกาะฉางเซียงมาซะดีกว่า เพราะภายใต้การปิดกั้นจากท่าเรือของฉัน ต่อให้แกมีเกาะอยู่ในมือ มันก็เป็นแค่เกาะร้างที่ทำอะไรไม่ได้หรอก!” หนิวเหวินตี๋เย้ยหยัน
“เหอะ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เชื่อว่าคุณจะปิดกั้นผมได้นานแค่ไหนกันเชียว!” หลังจากนั้นหลิวอวี่ก็ขึ้นรถนำขบวน โดยมีหยางเสวี่ยและทีมก่อสร้างขับตามท้ายไปเป็นขบวนยาว
“คุณชายครับ เราจะเอายังไงกันต่อดี?” ผู้จัดการเหยียนถาม
“หึ ก็แค่พวกปากเก่งไปงั้นแหละ โดนเราปิดกั้นแบบนี้ เกาะนั่นก็ไม่มีค่าอะไร อีกไม่กี่วันเดี๋ยวเขาก็ต้องคลานกลับมาอ้อนวอนขอร้องเราเองนั่นแหละ!” หนิวเหวินตี๋แค่นยิ้มก่อนจะเดินออกจากท่าเรือไป
เมื่อมาถึงที่ดินว่างเปล่าข้างหมู่บ้านเฟิ่งเสียง หลิวอวี่ก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดรถ
“เจ้านายคะ คุณพาทุกคนมาที่นี่ทำไมกัน?” หยางเสวี่ยถามด้วยความฉงน เธอตามเล่ห์เหลี่ยมของเจ้านายไม่ทันจริง ๆ
“ในเมื่อพวกนั้นปิดกั้นท่าเรือนัก เราก็แค่สร้างท่าเรือขึ้นมาเองซะเลย!” หลิวอวี่เอ่ยด้วยท่าทางองอาจ
“ทุกคนครับ รบกวนทิ้งเครื่องจักรไว้ที่นี่ก่อน วันนี้แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อนได้เลย ผมรับรองว่าพรุ่งนี้ทุกคนจะมีงานให้ทำแน่นอน และไม่ต้องห่วงนะ ค่าแรงของวันนี้ผมจ่ายให้เต็มจำนวนเหมือนเดิม!” หลิวอวี่ประกาศเสียงดังเพื่อให้ทุกคนสบายใจ ก่อนจะปล่อยให้ทีมคนงานแยกย้ายกันไป
เมื่อทุกคนกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงหยางเสวี่ยที่ยืนมองหลิวอวี่ด้วยสายตาค้อน ๆ
“เจ้านายคะ ฉันถามจริง ๆ เถอะ คุณเป็นนักสุนทานหรือไง? ถึงจะรวยแค่ไหนแต่ถ้าใช้เงินทิ้งขว้างแบบนี้มันจะไปเหลืออะไรล่ะคะ!”
เมื่อเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของหยางเสวี่ย หลิวอวี่ก็หลุดหัวเราะออกมา “วางใจเถอะ ผมน่ะเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมนะ เรื่องค่าจ้างของคุณน่ะ ผมมีจ่ายให้เหลือเฟือแน่นอน!”