ฉันกำลังง่วนอยู่กับงาน ข้าวของที่ต้องใช้กระจัดกระจายรอบโต๊ะ
เสียงเรียกจากอีกฝั่งของประตูดึงจากสมาธิที่จดจ่ออยู่กับงาน และรีบจ้ำเท้าไปยังประตูโดยไม่เสียเวลาดูผู้มาเยือนอินเตอร์คอม ยังไงระบบความปลอดภัยของที่นี่ก็แ่าล่ะน่า ถ้าขึ้นมาได้ต้องเป็คนที่ได้รับอนุญาตอย่างแน่นอน แต่ทว่าเมื่อบานประตูถูกเปิดออกภาพของผู้มาเยือนทำลำคอแห้งผากในบัดดล
"คุณยาย!!" ฉันโพล่งด้วยความใระคนประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าท่านจะมาเยือนถึงที่อยู่ของเรา และเป็เวลาเดียวกับที่ที่ไนล์ออกไปทำงานเสียด้วย!
"ตาเถร!" หญิงสูงวัยยกมือทาบอก เมื่อมองสภาพของฉันั้แ่หัวจรดเท้า
ผมยาวเลยบ่าถูกมัดลวกๆ ลูกผมหลุดลุ่ยเพราะก้มๆ เงยๆ หยิบของั้แ่เช้า เสื้อยืดตัวโคร่งคลุมกางเกงยีนขาสั้นจู๋ชายรุ่ย กับรองเท้าสลีปเปอร์หัวตุ๊กตา เป็ลุคที่ไม่ควรได้เจอหน้าใครๆ เลย แม้กระทั่งมองเงาตัวเองผ่านกระจกยังนึกอายเสียด้วยซ้ำ
แต่-ฉัน-เจอ-คุณยาย-ใน-สภาพ-นี้-เนี่ย-นะ!!
เราทั้งคู่แทบอยากเป็ลมพร้อมกัน เมื่อเผชิญหน้าแต่ละฝ่าย
"หลานฉันต้องมีเมียแบบนี้จริงๆ น่ะเรอะ!" คุณยายคล้ายจะช็อกอยู่รอมร่อ ฉันจึงรีบปรี่เข้าไปช่วยพยุงแต่ท่านรีบสะบัดเนื้อสะบัดตัวออกราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา “ฉันเดินเองได้ย่ะ”
หญิงชราเดินสำรวจตรวจตราทุกซอกทุกมุมของบ้าน แล้วหยุดตรงโต๊ะทำงานของฉันครู่หนึ่ง ตอนแรกฉันเข้าใจว่าท่านคงต่อว่าสภาพรกๆ นั่น แต่กลายเป็ว่าท่านกลับสนใจโมเดลบ้านที่ฉันต่อค้างไว้ ขยับแว่นแล้วเพ่งดูสลับกับโมเดล 3 มิติบนจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะออกมติว่าฉันมีฝีมือดีมาก
"ปกติตาไนล์นอนชั้นบนนี่" ท่านเอ่ยอย่างนึกสงสัยเมื่อเห็นว่ามีอีกเตียงอยู่ที่ห้องใต้ชั้นลอย "นี่พวกเธอแยกกันนอนเหรอ"
ฉันไม่ได้ตอบเพียงแค่ยิ้มยิงฟันเท่านั้น
"ประหลาดจริงเชียว" ท่านนึกสงสัยพลางบ่นงึมงำ
กว่าคุณยายจะกลับไปได้ก็เล่นเอาฉันกังวลเกือบจะแย่ พอไนล์กลับมาตอนเย็นฉันรีบบอกเขาทันที เพื่อขอความช่วยเหลือ
"คุณช่วยคุยกับคุณยายทีสิ ฉันไม่อยากไปเรียนทำอาหาร ไม่อยากเข้าคอร์สฝึกมารยาทอะไรนั่นด้วย คุณช่วยอ้างอะไรกับท่านก็ได้ นะนะ นะคะ" ฉันกระวนกระวาย ขอร้องพลางเขย่าแขนเขาอย่างร้องขอ พร้อมทำหน้าร้องขอความเห็นใจอย่างสุดฤทธิ์ หลังได้ข้อสรุปจากคุณยายว่าท่าน้าให้ฉันเป็ลูกศิษย์เพื่ออบรมสั่งสอนให้ได้มาตรฐานหลานสะใภ้ในอุดมคติ
"ก็ดีแล้วนี่ เธอจะได้ทำอาหารเก่งขึ้นไง แล้วอีกอย่างคอร์สสอนมารยาทของคุณยายนี่ใช่ว่าท่านจะรับใครมาเป็ลูกศิษย์ง่ายๆ นะ ดีแล้วล่ะที่ท่านรีเควสเธอเองเลย สู้ๆ นะ ฉันเป็กำลังใจให้" ไนล์ไม่ละสายตาจากแฟ้มเอกสารด้วยซ้ำตอนบอกให้ฉัน สู้ๆ
ฉันเขย่าขาพราดๆ ด้วยความหงุดหงิด เมื่อเขาไม่คิดจะช่วยแถมยังส่งเสริมอีก
ไนล์ขำท่าทางนั้น ยิ่งทำให้ฉันนึกโมโหไปกันใหญ่
"ฉันเข้าครัวไม่ไหวหรอก ไหนจะกลิ่นอาหาร เครื่องปรุงอีกสารพัด ถ้าฉันเกิดอาเจียนมากๆ มันจะกลายเป็ภาวะเรื้อรังได้นะ แค่นี้ฉันก็แสบคอจะแย่แล้ว นะไนล์นะ ช่วยพูดกับคุณยายให้ทีเถอะนะคะ" ฉันทั้งอ้างเหตุผล ทั้งเว้าวอนขอความเห็นใจอีกสารพัดเท่าที่พอจะนึกออก
"ฉันก็อยากช่วยหรอกนะ แต่เธอก็รู้ว่าคุณยายไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่ อีกอย่างท่านเคยเป็แม่คนมาก่อนคงไม่ปล่อยให้เธอลำบากขนาดนั้นหรอก" คล้ายว่าเขากำลังปลอบใจแต่มันเหมือนการตัดรำคาญเสียมากกว่า ฉันได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน มองเขาแบบโกรธสุดฤทธิ์สุดเดช
“แต่อย่าลืมสิคะ ฉันมีงานต้องทำนะ จะเอาเวลาที่ไหนไปเรียนกับท่านล่ะ”
“ปกติเธอรับงานต่อชิ้นเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้”
“ฉันไม่รับเงินจากผู้ชายฟรีๆ หรอกนะคะ”
“ไม่ได้จ่ายให้เฉยๆ แต่ชดเชยเวลาที่เธอต้องไปเรียนกับคุณยายต่างหาก”
คางของฉันสั่นระริกด้วยความโปรธผสมหงุดหงิดเล็กน้อย ทำไมถึงพูดยากพูดเย็นจังเลยก็ไม่รู้ ไอ้คนบ้า!
“คุณมันใจร้ายใจดำ” ฉันสะบัดหน้าพรืด แล้วจ้ำเท้าเข้าไปหย่อนตัวนั่งบนโซฟา ยกแขนกอดอกด้วยท่าทางปั้นปึ่ง คอยเหล่ตามองทุก 2 นาที หวังว่าเขาจะมาง้อแล้วรับปากว่าจะช่วย แต่กลับไม่นำพา เขาเพียงหันมามองยิ้มบางๆ ให้แล้วหันไปสนใจงานกองโตตรงหน้าต่อ
ฉันผ่อนลมหายใจอย่างอึดอัดรันทดใจ นึกภาพตัวเองอยู่ใต้การบังคับบัญชาของคุณยายแล้วก็ได้แต่รู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างกับน้ำไม้แล้งน้ำ มันไม่ต่างกับการจับปูนิ่มบอบบางไว้ในอุ้งเท้าแม่หมีั์ใจร้ายเลยสักนิด แทบไม่อยากนึกเลยว่าจะโดนท่านโขกสับอย่างไรบ้าง
ฮื่อ…
…
.
โอ้! เริ่มแล้วสิคะ คุณยายเสนอแล้วคุณพี่ยังเห็นดีเห็นงามไปด้วยอีก หลินของเราจะรับมือความเนี้ยบไหวมั้นล่ะเนี่ยยย >^