จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

ตอนที่ 208 พู่กันกลืนสวรรค์

ตอนที่ 208 

พู่กันกลืนสวรรค์

เมื่อได้ยินเรื่องพู่กันกลืนสวรรค์จากปากของเยี่ยหวนมันก็ทำให้ท่าทางของหลิงเฉินเปลี่ยนไปทันที มันคืออาวุธวิญญาณที่เขานั้นใช้ในการขีดเขียนอักขระครั้งที่ยังเป็นจักรพรรดิแห่งอักขระเมื่อชีวิตที่แล้ว 

เป้าหมายหนึ่งในชีวิตนี้ของหลิงเฉินก็คือการตามหาพู่กันกลืนสวรรค์ที่เป็นอาวุธคู่กายของตนเองในชีวิตที่แล้วกลับมา 

ในฐานะผู้ฝึกตนสายอักขระพู่กันกลืนสวรรค์เป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ใช้อักขระ ทั้งด้ามจับและปลายพู่กันถูกสร้างมาด้วยแร่ธาตุชั้นยอดและวัตถุดิบชั้นยอดอีกทั้งในชีวิตก่อนของเขาเขายังสร้างอักขระมากมายผนึกลงไปภายในตัวพู่กันเพื่อเพิ่มขอบเขตความสามารถของมัน

เมื่อทั้งวัตถุดิบชั้นยอดที่ถูกนำมาสร้างผนวกเข้ากับอักขระมากมายที่หลิงเฉินผนึกลงไปภายในพู่กันมันทำให้พู่กันกลืนสวรรค์มีความสามารถมากมายที่จะส่งเสริมในการขีดเขียนอักขระ

แต่ความสามารถที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกอักขระใดที่ถูกเขียนขึ้นมาจากพู่กันกลืนสวรรค์มันจะทำให้อานุภาพของอักขระนั้นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และอย่างที่สองมันก็คือเมื่อใช้พู่กันกลืนสวรรค์ขีดเขียนอักขระพลังวิญญาณที่ถูกดึงออกไปมันจะลดน้อยลงเป็น 2 เท่าตัว

ถ้าใช้พู่กันกลืนสวรรค์ในการขีดเขียนอักขระไม่ใช่เพียงแค่มันจะมันจะทำให้อานุภาพของอักขระร้ายแรงขึ้นเท่านั้นแต่ว่ายังใช้พลังวิญญาณน้อยกว่าเดิมอีกด้วย มันทำให้ผู้ฝึกตนสายอักขระไม่ต้องรับภาระหนักกับการขีดเขียนอักขระเป็นจำนวนมาก

ตอนนี้ถ้าเขาได้พู่กันกลืนสวรรค์กลับมาอยู่ในมือความสามารถของเขาจะเพิ่มพูนขึ้นไม่รู้ตั้งกี่เท่า 

“ มันอยู่ที่ใดกัน!!! ” หลิงเฉินถามออกไปหลังจากที่หยุดคิดถึงเรื่องของมันมาสักพัก ดวงตาทั้งสองข้างของเขากำลังเปล่งประกายด้วยความหวัง

แต่เยี่ยหวนที่เห็นเช่นนั้นกลับแสดงใบหน้าที่นิ่งเฉยไร้ซึ่งความยินดีก่อนที่เขานั้นจะส่ายหัวไปมาแล้วตอบกลับไป

“ อย่าเพิ่งดีใจไปนักหลิงเฉิน ตอนนี้ถึงแม้ว่าข้าจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแต่ว่าด้วยพลังของข้าและเจ้าอย่างไรเสียก็ไม่มีทางจะเอามันมาได้ในตอนนี้ ” เยี่ยหวนกล่าวออกมาด้วยท่าทางสุขุม 

ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังเปล่งประกายของหลิงเฉินก็มอดดับแสงลงเขานั้นเริ่มแสดงท่าทางจริงจังอีกครั้ง 

“ อันใดกัน... ”

“ ข้าต้องขอเล่าก่อนเลยว่าเมื่อก่อนพู่กันกลืนสวรรค์ของเจ้ามันอยู่ที่ข้า ”

“ หลังจากที่ข้านั้นได้รู้ข่าวการหายตัวไปของเจ้าข้าก็เดินทางไปที่คฤหาสน์ของเจ้าที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นหมิง เมื่อข้าไปถึงทั้งตัวเจ้าและคฤหาสน์ก็ถูกลบหายไปแต่หลังจากที่พยายามเดินสำรวจอยู่นานก็พบเข้าเพียงแค่พู่กันกลืนสวรรค์ของเจ้า ”

“ หลังจากนั้นข้าเก็บรักษามันเอาไว้เป็นอย่างดี หวังว่าวันหนึ่งเจ้าจะกลับมาและส่งมอบมันคืนให้กับเจ้าแต่ว่า.. ”

“ แต่ว่างั้นรึ??? ”

“ เมื่อ 3 ปีก่อนตอนที่เจ้าจอมอักขระบุกเข้ามาภายในสำนักมันได้ช่วงชิงผู้กันกลืนสวรรค์เอาไว้ในกำมือและใช้พู่กันกลืนสวรรค์ของเจ้าขีดเขียนอักขระข้าเอาไว้ ” เยี่ยหวนเล่าทุกอย่างออกมาด้วยความรู้สึกที่ให้สำนึกผิดที่ตนเองไม่สามารถดูแลของสำคัญเช่นนั้นเอาไว้ได้

เยี่ยหวนเองก็รู้ดีถึงพลังและความสามารถของพู่กันกลืนสวรรค์ว่ามันมีพลังและความสามารถมากมายเพียงใดยิ่งถ้าผู้ฝึกตนที่เป็นผู้ใช้อักขระระดับสูงได้มันเอาไว้ในกำมือก็เท่ากับเสือที่ติดปีก

หลิงเฉินที่ไม่ฟังเรื่องทั้งหมดก็สงบนิ่งแล้วครุ่นคิดอีกครั้ง ตอนนี้ในเมื่อเขารู้ที่อยู่ของผู้กันกลืนสวรรค์แล้วความคิดที่จะได้มันกลับมาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้ 

ตอนแรกเมื่อตัวของเยี่ยหวนกล่าวว่ารู้ที่อยู่ของพู่กันกลืนสวรรค์เขาก็คิดว่าจะนำมันมาเพิ่มความสามารถของตนเองในสงครามที่กำลังจะมาถึง แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้แล้วในเมื่อพู่กันกลืนสวรรค์มันอยู่ในมือของผู้ที่ชื่อว่าจอมอักขระแห่งราชันย์ทั้งแปดที่เป็นผู้ฝึกตนที่มีพลังวิญญาณระดับเซียน

อย่างไรเสียพลังของเขาในตอนนี้ก็ไม่สามารถต่อกรกับมันได้ มันต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆกว่าที่เขานั้นจะสามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับเซียนได้ 

ตอนนี้ถ้าเยี่ยหวนมีความสามารถในการต่อสู้เขาเองก็คงจะขอพึ่งพาสหายให้ไปนำพู่กันกลืนสวรรค์ของเขากลับมา แต่ว่าความสามารถของเยี่ยหวนถึงแม้ว่าจะอยู่ในผู้ฝึกตนระดับเซียนแต่เขาไม่มีความสามารถในการต่อสู้

เพราะว่าพลังวิญญาณที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นพลังวิญญาณชนิดพิเศษมันทำให้พลังวิญญาณของเยี่ยหวนกลับกลายเป็นไร้พลังในการต่อสู้ พลังวิญญาณของเขาถึงแม้ว่าจะฝึกฝนทักษะหรืออักขระประเภทโจมตีมันก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับผู้อื่นได้ เนี่ยแหละคือสิ่งที่เยี่ยหวนแลกมากับการแปรเปลี่ยนพลังวิญญาณของตนเองให้กลายเป็นชนิดพิเศษที่มีความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายและพลังวิญญาณ

เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาคงต้องปล่อยผ่านเรื่องของผู้กันกลืนสวรรค์ไปก่อน อย่างไรเสียพู่กันของเขาเมื่ออยู่ในมือของมันผู้นั้นก็คงจะไม่หนีไปไหน 

“ ดูเหมือนว่าจอมอักขระจะเป็นตัวปัญหาจริงๆนะ ” หลิงเฉินพึมพำออกมา

“ เจ้านั้นมันเป็นตัวปัญหา... ” 

หลิงเฉินหันไปมองที่เยี่ยหวนที่พูดบางอย่างออกมา 

“  เจ้าช่วยเล่าเรื่องของเจ้าจอมอักขระที่ผู้คนกลาวถึงให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ” หลิงเฉินอยากจะรู้เกี่ยวกับผู้ที่ทุกคนในยุทธภพกล่าวว่าอัจฉริยะอักขระหลังจากยุคของเขา และเยี่ยหวนที่มีเรื่องขัดแย้งกับพวกมันก็น่าจะรู้ดี

“ เจ้านั้นมันเป็นเด็กรุ่นหลังจากพวกข้าหลายร้อยปีเห็นจะได้ พวกข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีอายุเท่าใดหรือว่ากำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีชื่อของมันก็ถูกยกย่องให้ทัดเทียมกับพวกข้าทั้ง 7 คนที่เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียน ”

“ หลังจากนั้นผู้คนก็กล่าวตั้งฉายาให้กับพวกข้าว่า 8 ราชันย์ห้าขุนเขาสี่สมุทรมาจนถึงปัจจุบัน ”

“ ด้วยความสามารถในด้านอักขระของมันตัวของพวกข้าเองก็ยอมรับ จูเฟยเองก็เช่นกันนางเป็นสตรีที่ยกย่องเจ้าว่าเจ้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในด้านอักขระ ”

“ แต่ครั้งนึงนางเคยปะทะกับจอมอักขระแล้วคำตอบที่นางได้กลับมาบอกกับข้าก็คือ อีกประมาณซัก 100 ถึง 200 ปีชายผู้นั้นอาจจะมีความสามารถเทียบเท่ากับเจ้าที่เป็นจักรพรรดิแห่งอักขระ ”

“ หึ~ หึ~ หึ~ หึ~ ”

“ ฮ่าๆๆๆๆ ” หลิงเฉินเปล่งเสียงหัวเราะอันดังลั่นออกมา เสียงนั้นก้องกังวาลไปทั่วทั้งคฤหาสน์ขนาดใหญ่ของเขาจนผู้ที่อยู่ในคฤหาสน์ได้ยินอย่างชัดเจน

เยี่ยหวนและเฟิ่งหวงในร่างของนกน้อยกำลังเฝ้ามองตัวของหลิงเฉินที่กำลังหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานนักเสียงหัวเราะอันดังกังวานนั้นก็ได้หยุดลงพร้อมกับใบหน้าของหลิงเฉินที่บัดนี้มันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ เทียบเท่าข้างั้นรึ.. ”

“ น่าสนใจจริงๆ ข้ายืนอยู่ในฐานะจักรพรรดิแห่งอักขระมานานยังไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถจะทัดเทียมกับความสามารถของข้าได้เลย ”

“ ตอนนี้ผ่านมา 500 ปีแล้วผู้ที่กล่าวได้ว่ามีความสามารถเทียบเท่ากับข้าที่เป็นจักรพรรดิแห่งอักขระ ตัวของข้าเองก็อยากจะเผชิญหน้ากับชายผู้นั้นดูสักครั้ง ”

“ แต่ว่าน่ะเยี่ยหวนข้าน่ะมั่นใจว่าตัวตนของข้าคือผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางแห่งอักขระอย่างแท้จริง ” หลิงเฉินหันไปกล่าวกับสหายของตนเองด้วยรอยยิ้ม จะกล่าวได้ว่าเขานั้นหลงตัวเองก็ไม่ผิดแต่หลิงเฉินคิดว่าถ้าอยู่ในระดับพลังวิญญาณเดียวกันความสามารถด้านอักขระของเขาไม่มีทางแพ้ใคร

“ แล้วตอนนี้พวกเจ้านั่นมันปักหลักอยู่ที่ใดกัน ” เขาอยากจะรู้ถึงที่อยู่ของศัตรูเพื่อรู้เอาไว้ก่อนแม้ว่าตอนนี้พลังวิญญาณของเขาอาจจะยังไม่สามารถทัดเทียมกับมันได้ 

“ มันปักหลักอยู่ที่แคว้นหลิว ”

“ แคว้นหลิวงั้นรึ...ที่เดียวกับที่เจ้าพิษน้อยอยู่เลยนี่ ” หลิงเฉินยังคงจำตอนที่ลูกศิษย์ของเขาหมิงเหอหลิงบาดเจ็บมาจากทักษะ 5 พิษปั่นป่วนได้ ตอนนั้นเหอหลิงบอกกับเขาว่าอาจารย์ของรัชทายาทแห่งแคว้นหลิวคือจอมมารพิษ 

การที่จอมอักขระของ 8 ราชันย์อาศัยอยู่ที่ดินแดนแคว้นหลิวก็แปลว่ามันอาศัยอยู่ในดินแดนเดียวกับจอมมารพิษ

“ ไม่ผิด ตอนนี้พวกมันทั้งสองอาศัยอยู่ที่ดินแดนแคว้นหลิว แต่ว่าก็อาศัยอยู่คนละพื้นที่ ” 

“ จอมอักขระของแปดราชันย์มันสร้างพรรคของมันขึ้นมา กลายเป็นพรรคอันดับต้นๆของยุทธภพโดยใช้ชื่อว่าอักขระเทวะ ”

“ อักขระเทวะงั้นรึ ” หลิงเฉินเอ่ยขึ้นมาพลันขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน 

เขานั้นได้ล่วงรู้บางอย่างจากการที่ได้ยินชื่อของพรรคอักขระเทวะ และแล้วใบหน้าที่หล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบอันแฝงไปด้วยความจริงจังและเย็นชาของหลิงเฉินก็ฉีกยิ้มออกมาหลังจากที่ได้ล่วงรู้ความจริงบางอย่าง

ครั้งอดีตเคยมีตระกูลนึงที่มีความสามารถในด้านอักขระถูกยกย่องที่สุดภายในใต้หล้า มันคือผู้สืบทอดอักขระเทวะที่เป็นอักขระพิเศษในยุคก่อนที่หลิงเฉินจะเกิด

แต่ตามความเข้าใจของเขาผู้สืบทอดของตระกูลนี้น่าจะถูกกำจัดและล้มล้างทั้งหมดแล้ว เหตุผลมันก็เพราะว่าพลังของอักขระที่มักจะเกิดการคุ้มคลั่งอยู่บ่อยนักทำให้มันกลายเป็นอักขระด้านมืดที่อันตรายต่อผู้คนส่วนใหญ่ตระกูลอักขระเทวะมันเลยถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ 

แต่หลังจากที่ได้ยินจากเยี่ยหวนว่าจอมอักขระมันตั้งชื่อพรรคของตนเองว่าอักขระเทวะ เขาเองก็มั่นใจได้หลายส่วนว่าจอมอักขระที่ผู้คนนั้นกล่าวยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะมันน่าจะเป็นผู้สืบสายเลือดมาจากตระกูลที่มีพลังอักขระเทวะ

“ ชื่อของมันคืออันใดกันเยี่ยหวน ” หลิงเฉินต้องการชื่อของอีกฝ่ายเพื่อยืนยันความจริงอีกอย่าง 

“ หม่าเจี๋ยฉิง.. ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มที่มุมปากของหลิงเฉินก็ยกยิ้มขึ้นอีกระดับ 

“ ใช่จริงๆด้วย ”

“ ใช่อันใดของเจ้าน่ะหลิงเฉิน.. ” เยี่ยหวนมองหน้าของสหายของตนเองด้วยความฉงนหลังจากที่ตัวของหลิงเฉินเอ่ยออกมาอย่างแปลกๆและก็แสดงรอยยิ้มอันมีเลศนัยออกมา 

“ เจ้านั้นมันเป็นผู้สืบทอดพลังของอักขระเทวะ ” หลิงเฉินตอบกลับสหายของตนเองที่กำลังทำหน้างุนงง 

จบตอน 

คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิอักขระสยบฟ้า ที่คุณอ่าน