การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 127 สูญสิ้นพลังไปทั้งหมด

    บทที่ 127 สูญสิ้นพลังไปทั้งหมด
    นางขมวดคิ้วใส่หนี่เหยาเมื่อได้ยินชื่อนั้น หญิงสาวจอมมารครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ นางลูบปอยผมของตนไปมา พยายามไล่ลำดับความคิดอยู่หลายครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น นางหันไปหาหนี่เหยาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถาม มองลึกลงไปในดวงตาของเขาเพื่อจะเค้นหาความจริงที่ตนเองต้องการรู้
    “จริงอย่างที่เจ้าพูดงั้นหรือ คนๆ นั้นไม่ใช่คนที่เราจะมาพูดถึงได้” ซูหยางมิใช่ว่าไม่รู้จัก หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ หากแต่ทว่าเขาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เกินกว่านางจะพูดถึงชื่อเขา ชายคนนั้นมีอำนาจมาก เขาเป็นหนึ่งในคนที่ส่งผลให้หลายเผ่านพันธุ์ในศึกครั้งนั้นสามารถหยุดเทพมารได้ หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอกลายเป็นกำลังสำคัญ ผู้ครองเอกภพเช่นเขายอมออกจากปราสาทป้อมปราการใหญ่ของตนลงมาเพื่อพิชิตกองทัพของเทพมาร
    นางไม่เคยเห็นกับตาหรอกทว่าตำนานก็มีอยู่ เทพมารนั้นมีจริงก็แปลว่าหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอมีจริงเป็นแน่ แต่นางไม่เคยพานพบแล้วการที่จะรู้ความจริงเช่นนั้นได้ก็ต้องเค้นมาจากปากของชิว เหวินเจี้ยนเองเท่านั้น
    “ใช่ ข้ามั่นใจว่าเป็นชื่อนั้น เขาเป็นคนเก่งกาจทั้งยังผนึกเทพมารไว้อีก” หนี่เหยาช่วยเสริม เขาเองก็ต้องการรู้ความจริงไปไม่ต่างจากซูหยาง
    “ข้าไม่เคยเจอเขา อีกทั้งยังไม่เชื่อว่าเทพมารจะพูดเช่นนั้น” ซูหยางยังคงยึดมั่นความคิดของตนเองอยู่ นางเป็นจอมมารที่ใครก็ต่างหวาดหวั่น จะปักใจเชื่อเรื่องนี้ได้ก็นอกจากรู้ด้วยตนเอง
    “ข้าออกมาจากมิตินั้นก่อน ไม่อย่างนั้นข้าจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมด” หนี่เหยากล่าว ชายหนุ่มไม่กล้าพูดอะไรต่อในเมื่อหลังจากนั้นซูหยางเองก็นิ่งเงียบเช่นกัน ราวกับนางกำลังรวบรวมความคิดทั้งหมดจนสุดท้ายแล้วเล่าหญิงสาวก็ไม่อาจนั่งเฉยอยู่ได้อีกต่อไป
    ร่างงามรวบกระโปรงยาวของตนขึ้นก่อนจะเดินไปที่ธรณีประตู หนี่เหยาเฝ้าเห็นสายตาแน่วแน่นั้นมาจากดวงตาจอมมารสีม่วงของนางได้ คนร่วมเหตุการณ์จึงรั้งนางเอาไว้
    “เจ้าจะไปที่ใด” หนี่เหยาเอ่ยถามทั้งยังเดินตามมาอย่างเป็นห่วงในขณะที่อีกคนผลักบานประตูออก ทหารที่ยืนอารักขาอยู่สะดุ้งเล็กน้อยปราดเดียวที่สบเข้ากับสายตาของนางก็รีบก้มหัวค้อมคำนับอย่างนอบน้อม
    ซูหยางไม่ได้หันกลับมาให้คำตอบกับหนี่เหยา หญิงสาวส่งสัญญาณให้เขารออยู่ด้านในห้องแห่งนี้ทั้งยังกำชับต่อทหารของนางอย่างดิบดีว่าให้ช่วยดูแลหนี่เหยาให้เทียบเท่ากับที่ดูแลนาง หนี่เหยาจะร้องพูดอะไรออกไปแต่สุดท้ายประตูก็ปิดลงแม้จะไม่ได้ลงกลอนล็อคเอาไว้แต่ชายหนุ่มเองก็หมดเรี่ยเเรงเหมือนกัน ก่อนที่ศึกใหญ่จะมาถึงเขาก็อยากจะพักเสียหน่อย
    ชายหนุ่มนึกถึงผู้มีพระคุณของเขา หนี่เหยาเปิดประตูเพียงนิดก่อนจะเอ่ยถามกับทหารของซูหยางเสียงผะแผ่ว ทหารหันมามองเขาย่อตัวลงเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเป็นกังวลของหนี่เหยา
    “มีอะไรหรือขอรับ” ทหารเอ่ยถาม
    หนี่เหยาสูดหายใจเข้าลึกพยายามทิ้งความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ไว้เบื้องหลัง ไม่รู้ฤทธิ์ยาจากชิว เหวินเจี้ยนนั้นหมดไปหรือยัง ชายหนุ่มกลั้นใจไม่พักผ่อนแม้จะต้องการก็ตามที
    “ท่านชิว เหวินเจี้ยนอยู่ที่ใด”
    ทหารก้มหัวเคารพและผายมือไปที่บันไดที่อยู่สุดปลายทางห้องโถงของปราสาท มีชั้นอีกชั้นหนึ่งสูงขึ้นไปซึ่งถูกปูด้วยพรมสีแดงก่ำ ซูหยางพักอยู่ด้านบนนั้นเช่นกัน เป็นคนสำคัญมากขนาดไหนถึงได้อาศัยอยู่เทียบเท่ากับจอมมารคิดแล้วหนี่เหยาก็ยิ่งตกตะลึงกับชิว เหวินเจี้ยน เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา...ทว่าทำให้ผู้คนหวั่นเกรง
    “นำทางข้าไป” หนี่เหยาบอกพร้อมทั้งเดินออกมาจากห้องและปิดประตูลง เขาสอดสายตาหาซูหยางที่หายวับไปแต่ก็ไม่พบ
    ทหารของนางพยักหน้าไม่ขัดขืนก่อนจะเดินนำไปที่บันไดนั้น ด้านบนเป็นทางเดินลาดยาวที่มีห้องอยู่มากมาย ห้องเหล่านั้นกินพื้นที่มากกว่าห้องของเขารวมกันสามห้องเสียอีก ชายหนุ่มเงยขึ้นมองโคมไฟระย้าที่น่าจะเกิดจากเวทมนตร์ด้วยความตกตะลึง ไฟสีม่วงงดงามส่องสว่างไปทั่วทางที่ลาดยาว กรอบรูปทองคำซึ่งด้านในมีรูปของตระกูลซูหยางติดเรียงรายตลอดทาง ชั้นนี้เงียบสงบเหมือนกับไม่มีคนอยู่ทั้งที่ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงาม
    “นี่คือห้องของท่านชิว เหวินเจี้ยนขอรับ” คนนำทางบอกก่อนจะหยุดยืนที่ประตู หนี่เหยากล่าวขอบคุณละสายตาจากทางเดินละลานตาที่สวยงามนั้น
    “ไม่มีใครอื่นเลยหรือ”
    คนถูกถามส่ายหัวปฏิเสธ “มีเพียงท่านซูหยางและราชวงศ์ของท่าน ท่านชิว เหวินเจี้ยนถือเป็นคนแรกขอรับที่ขึ้นมาได้หากไม่นับรวมท่านด้วยอีกคน”
    “ข้าจะเข้าไปดูเสียหน่อย พวกเจ้าลงไปรอที่ห้องข้าก็ได้” หนี่เหยาบอกพร้อมทั้งแทรกกายผ่านประตูใหญ่ลายสลักที่ทำอย่างประณีต
    ในห้องนั้นมีเพียงแสงสลัวโคมไฟที่ติดอยู่บนผนัง ชายหนุ่มมองไปรอบห้องที่กว้างขวางนั้น มีเก้าอี้นั่งอย่างดีจัดชุดให้ที่มุมห้อง ไล่มาถึงชั้นหนังสือที่เรียงราย หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท หนี่เหยาเดินพร้อมทั้งไล่สายตามาถึงเตียงใหญ่ที่ม่านสีทึบคลุมอยู่ ในความมืดนั้นเขาเห็นร่างของชิว เหวินเจี้ยนนอนนิ่ง
    หนี่เหยาสาวเท้าเข้าไปใกล้ก่อนจะแหวกม่านออก เห็นร่างกายที่ไร้รอยบาดแผลหลับสนิทราวกับไม่ได้ผ่านการต่อสู้ใดๆ มา ที่ต้นแขนของเขามีผ้าพันแผลพันเอาไว้ บนโต๊ะข้างเตียงมียาอยู่ไม่กี่อย่างเหมือนจะใช้เพื่อรักษาแผลเล็กน้อย เขาคิดเอาเองว่าซูเหยียนแพทย์อัจฉริยะคงยังเดินทางมาไม่ถึง
    ดวงตาที่แข็งกร้าวไม่ได้ลืมขึ้น ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับหลับอยู่
    “ท่านชิว เหวินเจี้ยน… เหตุใดท่านจึงยังไม่ตื่นขึ้นมา” หนี่เหยาพูดแผ่วเบาก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของใครบางคน แสงจากด้านนอกส่องเข้ามาในห้องจนเขาต้องเบือนหน้าไปทางอื่น
    ผู้มาใหม่หอบข้าวของที่นำมาด้วยอย่างทุลักทุเล ร่างเล็กตระกองกอดขวดยามากมายที่นำมาด้วยเอาไว้แนบอกด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเพราะรู้ข่าวจากทหารที่ไปตามนางถึงนอกเมือง เพราะเป็นข่าวด่วนซูหยางจึงส่งคนที่เร็วที่สุดไปทำให้แพทย์เช่นนางต้องรีบกวาดข้าวของที่จำเป็นมาให้มากที่สุดแล้วรีบกลับมาที่นี่กับทหาร แค่เพียงรู้ว่าชิว เหวินเจี้ยนบาดเจ็บหนักนางก็เป็นกังวล คนแข็งแกร่งเช่นเขาไปพบเจออะไรหนักหนาขนาดไหนกันถึงขนาดที่ต้องเรียกตัวนางด่วนเช่นนี้
    ซูเหยียนปาดน้ำตาของตนเองก่อนจะก้มลงเก็บขวดยาอย่างรีบร้อนแต่ก็ถนอมมันอย่างดีเพราะไม่อยากให้ตกแตก หนี่เหยาเพ่งมองใบหน้าของนางก่อนจะเบิกตากว้าง เขาวิ่งออกจากม่านทึบและเข้าไปช่วยเก็บของ
    ขวดยาแก้วใสกลิ้งไปกับพื้น ตำราหนาบางเล่มยังคงอยู่ในแขน ชุดยาวกรอมเท้าของซูเหยียนเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนเพราะขึ้นม้ามากับทหารด้วยความเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้านหลังมีกระเป๋าสะพายใบโตที่หนี่เหยาคาดเดาว่ามีของที่จะใช้รักษา
    “ขะ ข้ารีบมาเร็วที่สุดแล้ว ท่านชิว เหวินเจี้ยนเป็นอย่างไรบ้าง” หญิงสาวซึ่งตัวเล็กกว่าหนี่เหยามากร้องถามอย่างเป็นห่วง สายตาที่ฉายออกมาทำให้หนี่เหยารู้ได้ทันทีว่านางเป็นกังวลขนาดไหน ขอบตาของนางเป็นรอยแดงจางๆ คาดว่าคงเพราะร้องไห้มาระหว่างทาง “ซูหยางมิได้บอกอะไรข้ามากนัก บอกเพียงเขาต่อสู้กับเทพมารแล้วไม่ได้สติอีกเลยนับจากนั้น”
    หนี่เหยาเม้มปาก “ข้าเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์กับเขาด้วย ท่านรีบเข้าไปดูเขาเถิดข้าจะช่วยท่านเอง” หนี่เหยาดึงกระเป๋ามาถือเอาไว้พร้อมทั้งตำรามากมายเหล่านั้น
    เมื่ออีกฝ่ายบอกแบบนั้น หญิงสาวก็รีบเข้าไปหาชิว เหวินเจี้ยนอย่างรวดเร็ว ไฟทั้งห้องเหมือนตอบรับต่อจิตใจของนาง พวกมันส่องสว่างขึ้นเพื่อให้ซูเหยียนได้มองเห็นชัดขึ้น หญิงสาวแหวกม่านออกให้กว้างก่อนจะหยิบของแปลกตาที่หนี่เหยาไม่เคยเห็นออกมา มือสั่นเทาของนางเอื้อมไปหาชิว เหวินเจี้ยน ดวงตาสำรวจไปทั่วก่อนสีหน้ากังวลใจจะปรากฏขึ้นมา
    “เป็นอย่างไร” หนี่เหยาวางของที่เหลือของซูเหยียนลงข้างๆ เขาทรุดกายลงนั่งที่พื้นใกล้กับนาง เมื่อเห็นดวงตาที่เริ่มก่อม่านน้ำอีกครั้ง หนี่เหยาก็ยิ่งวิตกมากกว่าเก่า
    “ข้ารักษาแผลที่แขนได้” ซูเหยียนกัดริมฝีปากของตน หากสังเกตดีๆ แล้วจะเห็นว่าหญิงสาวพยายามควบคุมไม่ให้น้ำตาของตัวเองไหลออกมา
    “‘งั้นก็ดีแล้ว”
    นางหันกลับมาหาหนี่เหยาด้วยดวงตาแดงก่ำพร้อมทั้งส่ายหน้า “แต่ข้าไม่รู้เลย...ขะ ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าสัมผัสพลังของชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้อีกแล้ว”
    “แต่เขายังหายใจ” หนี่เหยาขมวดคิ้ว เขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้สึกถึงพลังเช่นเดียวกับที่สัมผัสได้ในมิติแห่งนั้นแล้ว
    “ยังไม่ตายหากแต่สูญสิ้นพลังทั้งหมดเช่นนี้ ข้าไม่รู้จะทำเช่นไร ฮึก” สุดท้ายแล้วดวงตาที่วูบไหวก็หลั่งน้ำตา “ข้าไม่เห็นหนทางที่เขาจะฟื้นขึ้นมาเลย...”


    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน