บทที่ 17 ชายปริศนา
บทที่ 17 ชายปริศนา หลินซานลงมือเขาได้ใช้นิ้วมือของตนเองตวัดถ้วยน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะด้านหน้าของเขาพุ่งตรงไปราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกไปจากคันธนูอย่างรุนแรงก่อนที่มันจะกระแทกเข้าที่ร่างของทหารผู้นั้นอย่างเต็มๆตรึง!!! เพล้ง!!! ถ้วยน้ำชาที่กระแทกเข้าที่หน้าอกแตกละเอียดร่างของทหารผู้นั้นถึงกับกระอักอากาศออกมาทันทีที่มันโดนถ้วยน้ำชาอัดเข้าไปที่บริเวณใจกลางหน้าอกก่อนที่มันจะค่อยๆล้มลงไปหมดสติกับพื้น บรรยากาศทั่วทั้งร้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดผู้คนภายในร้านต่างลุกยืนขึ้นแล้วจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตาไม่กระพริบ พวกเขามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน ทหารสองผู้นั้นโดนจัดการอย่างง่ายดายโดยที่พวกมันไม่สามารถทำให้บุรุษปริศนาที่สวมใส่ชุดคลุมลุกขึ้นมาจากโต๊ะได้ด้วยซ้ำความเงียบงันเข้าปกคลุมแน่นอนว่าคนของทางการเมื่อโดนทำร้ายเช่นนี้คงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน “ เฮ้ย!!! พวกเราไม่หนีไปตอนนี้จะดีงั้นหรือคนของทางการโดนทำร้ายไม่ใช่รึ!!!! ”“ นั่นสินั่นสิรีบออกไปกันเถอะท่าทางไม่ดีแล้ว!! ”เหล่าลูกค้าภายในโรงน้ำชาเริ่มสัมผัสถึงกลิ่นเหตุการณ์ไม่ดีที่กำลังมุมตรงเข้ามา บุคคลทั่วทั้งเมืองหลอมนภาก็รู้ดีว่าอำนาจของราชวงศ์และเหล่าขุนนางนั้นมีมากเพียงใด การที่เหล่าทหารของเมืองหลอมนภาที่ถือว่าเป็นคนของราชสำนักโดนทำลายเช่นนี้มันต้องเกิดเรื่องไต่สวนมาอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดที่อยากจะโดนไต่สวนและโดนดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่าลูกค้าภายในโรงน้ำชาเริ่มพากันวางเงินเอาไว้ที่โต๊ะแล้ววิ่งออกไป ผู้คนมากมายภายในโรงน้ำชาเหลือเพียงแค่ผู้คนหยิบมือหนึ่งภายในพริบตาเดียว หลินซานลงมือจัดการกับทหาร 2 ผู้นั้นที่เข้ามาหาเรื่องกับเขาได้เรียบร้อยแล้ว เขาได้ยกมือของตนเองขึ้นมาแล้วใช้ดวงตาจ้องมองมันอย่างประหลาดใจ ร่างกายขยับเขยื้อนไปเองตามสัญชาตญาณจนตัวของเขายังสนใจในความสามารถของตนเองเลย ไม่เพียงแค่ร่างกายที่ขยับเขยื้อนไปเองตามสัญชาตญาณเท่านั้นแต่ว่าพลังปราณภายในร่างกายของเขามันก็ทรงพลังมากขึ้นเป็นอย่างมาก มันคงจะเป็นเพราะว่าส่วนประกอบปราณภายในร่างกายของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วมีระดับเพิ่มมากขึ้น เลยทำให้ทั้งการโจมตีและการเรียกเร้นพลังปราณออกมาใช้มันดูทรงพลังมากขึ้นตอนนี้ตัวของเขาเริ่มกลายเป็นที่สนใจแก่ผู้คนมากมายที่อยู่ภายในร้านแล้วเห็นการกระทำของหลินซาน ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้เหลืออยู่เพียงประมาณ 10 ชีวิตพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีระดับปราณสูงประมาณหนึ่งทั้งนั้น แล้วตัวของพวกมันก็ล่วงรู้ได้ว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าของพวกมันคือยอดฝีมือการโจมตีที่เฉียบขาดสามารถจัดการกับคนของราชสำนักได้โดยที่ไม่ต้องขยับตัวมากมายอันใด หลินซานเรื่องสติของตนเองกลับมาอย่างรวดเร็วเขาเริ่มสังเกตเห็นถึงดวงตามากมายที่จับจ้องมาที่เขา ตอนนี้เขากำลังกลายเป็นที่สนใจแก่สายตาของผู้คนซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนักและเขาก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนี้ด้วยหลินซานได้ค่อยๆใช้ไม้เท้าของตัวเองค้ำยันร่างกายเพื่อลุกยืนขึ้นอย่างช้าๆก่อนที่เขาจะรีบเดินออกไปจากร้าน ตอนนี้ภายในโรงน้ำชาก็ยังไม่มีทหารมาอีกอย่างน่าจะยังไม่มีผู้ใดเห็นใบหน้าของเขาด้วยคงจะไม่เกิดเรื่องอะไรอย่างแน่นอนถ้าเขารีบหนีไปไหนตอนนี้ตัวของเขารีบเดินออกจากโรงน้ำชานอกมืออย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งตรงไปยังถนนที่มันคดเคี้ยวมากกว่าเดิม หลังจากที่เดินทางออกมาประมาณหนึ่งแล้วในขณะที่เดินอยู่บนตรอกซอยเล็กๆ บริเวณถนนเส้นนี้มันเป็นเพียงแค่ซอยเล็กๆที่มีผู้คนเดินไปมาเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่กำลังเดินอยู่โดยใช้ไม้เท้าไม้ไผ่สองข้างของตนเองใช้แทนขาหลินซานรู้สึกบางอย่างประสาทสัมผัสของเขารวดเร็วและเฉียบคมมากพอที่จะสัมผัสได้ถึงตัวตนที่กำลังสะกดรอยตามเขามาตั้งแต่ภายในโรงน้ำชาแล้ว หลินซานเร่งการเดินมากขึ้นไม้เท้าทั้งสองก้าวเดินออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับบิดร่างกายเพื่อเร่งในการเคลื่อนที่ เขาเดินหายเข้าไปภายในตรอกซอยเล็กอีก 1 ตรอกมันทำให้ผู้ที่สะกดรอยตามอยู่ด้านหลังเดินตามเข้าไปเมื่อชายผู้นั้นเดินตามเข้าไปมันก็ต้องผงะเพราะว่ามันคือทางตัน ทางตันที่ไร้ซึ่งผู้คนไม่สามารถออกทางอื่นได้นอกจากด้านหลัง หน้าคือกำแพงสูงใหญ่ที่ว่างเปล่ามันตื่นตระหนกเป็นอย่างมากก่อนที่จะหันกลับไปมองด้านหลังชายผู้ที่มันสะกดรอยตามมาได้มาปรากฏกายอยู่ด้านหลัง หลินซานได้ใช้ดวงตาของตัวเองจ้องผู้ที่สะกดรอยตามตัวของเขามาตั้งแต่ที่โรงน้ำชา มันเป็นชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่ความสูงของมันน่าจะอยู่ประมาณ 8 ฉื่อ[184เซ็นติเมตร] ทั่วทั้งทั้งกายของมันเป็นสีเข้มใบหน้าเหี้ยมเกรียมดูขึงขังประดับไปด้วยหนวดเคราสีดำประปรายต่างจากคนธรรมดาทั่วไปแถมบริเวณผ้าคาดเอวของมันยังมีดาบเหล็กเล่มนึงถือเอาไว้ ใบหน้าของคนผู้นั้นไม่แสดงท่าทางความเป็นมิตรหรือความเป็นศัตรูออกมา ใบหน้าของมันราบเรียบสงบนิ่งจ้องมองมาที่ตัวของหลินซานที่กำลังปกปิดตัวตนด้วยผ้าคลุมผืนเก่าๆอย่างไม่กระพริบตา“ เจ้าเป็นผู้ใดสะกดรอยตามข้ามา ” หลินซานถามออกมา ในขณะที่พูดใบหน้าของเขาก็พยายามก้มลงอยู่ตลอดเพื่อให้หมวกผ้าปิดใบหน้าของเขาได้มากขึ้น ตอนนี้เขายังไม่ได้อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ตัวตนของเขาว่าเขานั้นกลับมาแล้ว ชายร่างกายกำยำสูงใหญ่ด้านหน้ามันได้ยกมือทั้งสองข้างของมันขึ้นมาแล้วประสานกันทำท่าทางพร้อมคารวะ ศีรษะของมันก้มลงเล็กน้อยพลางกับฝากที่ค่อยๆเปิดออกแล้วเลยออกมา “ ข้าน้อยขออภัยที่รบกวนท่านจอมยุทธแต่ว่าข้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับท่านสักหน่อย!! ”น้ำเสียงของชายผู้นั้นเคร่งขรึมจริงจังในยามที่พูดมันก็เต็มไปด้วยความนอบน้อม หลินซานดูจากท่าทางด้านหน้าและมันไม่มีท่าทางที่จะมีเจตนามุ่งร้าย “ เจ้ามีเรื่องอันใดจะคุยกับข้า? ” หลินซานเปล่งเสียงเข้ม“ ข้าขอแนะนำตัวก่อนขอรับ ข้ามีนามว่าซุนเฉิน!!! เป็นหนึ่งในหัวหน้ากลุ่มของกลุ่มหมอกสีดำ ” อีกฝ่ายเปิดปากแนะนำตัว “ หมอกสีดำ.. ” ใบหน้าของหลินซานที่ดึงหมวกผ้าที่ถูกเย็บติดกับผ้าคลุมด้านหลังลงมาปิดอยู่ครึ่งใบหน้าเริ่มจริงจังมากขึ้น เขารู้จักกลุ่มหมอกสีดำแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดไม่รู้จักกลุ่มหมอกสีดำภายในเมืองหลอมนภาแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เมืองหลอมนภาเท่านั้นทั่วทั้งจักรวรรดิหลอมนภาผู้คนก็ต่างล่วงรู้เกี่ยวกับกลุ่มหมอกสีดำอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นกลุ่มคนที่มุ่งเน้นในการทำลายล้างและการเปลี่ยนแปลงการบริหารจักรวรรดิหลอมนภาแห่งนี้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือคนพวกนี้ถือว่าเป็นกบฏที่ทางราชสำนักต้องการตัวเป็นอย่างมากส่วนใหญ่แล้วทางราชสำนักหรือทางกองทัพของเมืองหลอมนภาพวกมันก็ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะหาตัวของกลุ่มหมอกสีดำพบ ตอนที่ตัวของเขาได้อยู่ภายในวังหลวงเขาก็พอจะรู้ข่าวคราวมาเกี่ยวกับเรื่องกลุ่มนี้มาบ้าง โดยเหล่าทหารได้เล่ากันฟังว่ากลุ่มสีดำไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งพวกมันจะเปลี่ยนที่อยู่ของพวกมันไปเรื่อยเดินทางไปทั่วทั้งจักรวรรดิหลอมนภา แถมจุดประสงค์ของพวกมันยังเป็นการล้มล้างราชวงศ์ที่ปกครองจักรวรรดิหลอมภนาแห่งนี้นี้อีกด้วย “ คนจากกลุ่มหมอกสีดำสะกดรอยตามข้ามาเช่นนี้มีเรื่องอันใดกัน!! ” หลินซานเร่งเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย“ ข้าขอพูดตรงๆนะขอรับที่ข้าสะกดรอยตามท่านมาเพราะว่าเมื่อครู่ข้าเห็นว่าท่านโจมตีใส่พวกทหารของกองทัพเมืองหลอมนภาจึงมาทาบทามท่านให้เข้ามาอยู่กับพวกเรา ” คนผู้นี้เข้าเรื่องอย่างรวดเร็วบ่งบอกได้ถึงนิสัยว่าเป็นคนซื่อตรงและไม่ใช่พวกที่มีฝีปากเจรจาฉะฉานหลินซานเงียบนิ่งไป ในขณะนั้นเองภายในของเขาก็ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นเดียวกันบางทีการกระทำเมื่อครู่ของเขามันออกจะโผงผางไปสักหน่อยจึงทำให้เป็นที่สะดุดตากับกลุ่มหมอกสีดำได้ ดูเหมือนว่าเรื่องที่ทางราชสำนักพูดกันว่ามันเป็นกลุ่มคิดจะก่อการกบฏคงจะเป็นเรื่องจริง แล้วเมื่อเห็นว่าตัวเขาไม่ถูกกับพวกทหารแล้วโจมตีใส่มันก็เลยคิดจะมาทาบทามให้เข้าร่วมกลุ่มเดียวกัน“ เจ้าเข้าใจผิดแล้วตัวของข้าเพียงแค่มีเรื่องเข้าใจผิดกับมันนิดหน่อย แล้วอีกอย่างข้าร่วมกับพวกเจ้าไม่ได้หรอกเจ้าดูนี่สิ ร่างกายท่อนล่างของข้าพิการจนไม่สามารถขยับร่างกาย คงจะไม่อยากได้ภาระยังข้าไปเพิ่มหรอกมั้ง!!” หลินซานตอบปฏิเสธออกไปตรงๆ โดยตัวของเขาก็ได้ดึงเหตุผลเรื่องขาที่พิการของเขามาส่งเสริมการเจรจาครั้งนี้ให้มันน่าจะผ่านพ้นไปได้เขาจริงอยู่ที่มีเจตนาในการแก้แค้นเหล่าคนภายในเมืองหลอมนภาที่ทำให้เขากลับกลายมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่ว่าเขาเองก็ไม่ใช่ว่าคิดจะเข้าร่วมกับพวกกบฏหรอกนะ “ ท่านจอมยุทธโปรดอย่าถ่อมตัว เมื่อครู่ข้ามองเห็นการโจมตีของท่านแล้วมันเป็นทักษะระดับสูงแน่นอนว่าระดับพลังปราณของท่านคงจะสูงล้ำด้วยเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้นมีหรือว่าท่านจะเป็นภาระให้กับพวกเราได้ ” อีกฝ่ายโต้กลับด้วยคำพูดตรงไปตรงมาเช่นเดิมตามที่ตัวของมันได้เห็นมาก่อนหน้านี้หลินซานได้ยินเช่นนั้นเขาก็แทบอยากจะหลุดขำอยู่ภายในใจตัวของเขาเนี่ยนะที่มีพลังปราณระดับสูง ตอนนี้ระดับพลังปราณของเขาภายในร่างกายจากส่วนประกอบปราณทั้ง 4 มันยังอยู่ในระดับเพียงแค่ก่อกำเนิดขั้นที่ 9 เท่านั้น แถมเคล็ดบ่มเพาะเหมือนโอสถกลืนสวรรค์หรือว่าเคล็ดบ่มเพาะเทพสงครามเขาก็ยังไม่สามารถฝึกฝนมันได้สำเร็จก่อนหน้านี้การที่เขาสามารถปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังออกไปได้ขนาดนั้นมันเป็นเพราะว่าส่วนประกอบปราณในระดับจักรพรรดิที่อยู่ภายในร่างกายของเขา บัดนี้ภายในร่างกายของเขามีส่วนประกอบงานระดับจักรพรรดิอยู่ 2 อย่างนั้นคือรากเหง้าปราณกลับจักรพรรดิและโลหิตปราณระดับจักรพรรดิ เป็นเช่นนั้นเขาถึงสามารถปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังออกไปได้ทั้งที่ระดับพลังของการฝึกฝนของเขายังอยู่เพียงแค่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 เท่านั้นยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปสู่ระดับกำเนิดพลังได้เลยด้วยซ้ำ “ ข้าขอปฏิเสธ!! ” หลินซานยืนยันออกไปอย่างหนักแน่นจบตอน