เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 ประมูลซานเซียนเฉ่า

              เซี่ยหลันไม่ได้สังเกตถึงสายตาของเมิ่งฝาน

              นางมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกล หลังจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ“ขอร้องล่ะ พวกเจ้าช่วยทำเรื่องดีหน่อยไม่ได้หรือไรอย่าได้มัวแต่คิดในเรื่องที่ไม่ดีไม่งามพวกนั้น เพราะถึงอย่างไรพวกเจ้าก็มาจากตระกูลใหญ่”

              เมื่อได้ยินเสียงของเซี่ยหลันคนเหล่านั้นก็ไหวไหล่อย่างไม่สนใจหนึ่งในนั้นพึมพำเสียงเบา “ไม่มีประโยชน์หรอกขอรับต่อให้พวกเรามีความสามารถเพียงใดตระกูลของพวกเราก็มองไม่เห็นอยู่ดีผู้ที่อยู่รอบนอก...ไม่มีทางได้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่อยู่แล้วล่ะขอรับ!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนเขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเซี่ยหลันจึงได้มาหาตน เพราะหากจะอาศัยความสามารถของคนเหล่านี้ไปช่วงชิงซานเซียนเฉ่าก็เกรงว่าคงจะยากไปเสียหน่อย

              แล้วในเวลาต่อมาบุรุษอ้วนอย่างหลินถังก็เดินมาอีกครั้งเขามองเมิ่งฝานด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “สหายจะให้ข้าพาไปหาสาวงามหรือไม่?”

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“เอาเถอะ ไม่ต้องหรอกข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อช่วงชิงสิ่งที่อยู่ในหอโอสถเท่านั้น!”

              หลินถังชะงักงันไปชั่วครู่ แล้วหัวเราะเสียงดังก่อนจะเอ่ยว่า“สหาย เจ้าล้อข้าเล่นหรือไร ข้ายังไม่รู้เลยว่าองค์หญิงสามคิดสิ่งใดอยู่ถึงได้อยากเข้าไปในหอโอสถและข้าเองก็ได้ยินมาว่ามีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งมากมายเดินทางมาร่วมการประลองเพราะต้องการดูดซับพลังงานภายในความยากของมันสูงเกินไป!”

              “หากไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไร!”เมิ่งฝานมองหลินถัง เขาคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินถังเงียบงันไปชั่วครู่ต่อมาก็แค่ไหวไหล่อย่างไม่สนใจหาได้เอ่ยอันใดออกมาอีก

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นในเวลาต่อมาเขามองไปที่ไกลๆ ก่อนจะพบว่าที่ใจกลางของอาคารไม้แห่งนี้มีเสียงของผู้คนมากมายดังฮือฮาขึ้นมีผู้คนจำนวนไม่น้อยรวมกลุ่มกันอยู่ในบริเวณนั้น เดาว่าคงกำลังมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

              “มีสิ่งใดหรือสหายไปดูด้วยกันไหมเล่า ตรงนั้นคือสมาคมประมูลของที่นี่ และเป็นหนึ่งในกิจการที่ใหญ่ที่สุดด้วย!”หลินถังว่าพลางยิ้มขึ้น นัยน์ตาขนาดเล็กของเขาพลันมีแสงเปล่งประกายขึ้นมาด้วย

              เมิ่งฝานพยักหน้ารับในเมื่อไม่มีสิ่งใดให้ต้องทำก็อยากถือโอกาสไปดูมันเสียหน่อยเมืองไท่หยางแห่งนี้คงจะมีของล้ำค่าอยู่มากมาย หลังจากที่หลินถังพูดจบทั้งสองจึงเดินไปยังใจกลางของอาคารแห่งนี้

              ที่ใจกลางการรวมกลุ่มนั้นมีแท่นยกสูงจากพื้นซึ่งสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรงดงามอยู่หนึ่งจุดผู้ที่ยืนอยู่ด้านบนเป็นสตรีรูปงาม รูปร่างอรชรงดงามถือกล่องใบหนึ่งเอาไว้ ภายในกล่องคือกระบี่ซึ่งมีแสงเยือกเย็นเปล่งประกาย

              ข้างกันนั้นเป็นบุรุษรูปร่างอ้วน เขายิ้มกว้างอย่างมีชีวิตชีวามองไปยังผู้คนทั้งหลายพร้อมทั้งเอ่ยแนะนำ“ทุกท่าน ของสิ่งนี้คือดาบสงครามทะเลเหนือเป็นศัสตราวุธระดับสี่ซึ่งสร้างขึ้นมาจากวัตถุบริสุทธิ์แห่งทะเลเหนือตัดเหล็กได้ดุจโคลน คมดาบวิจิตร หากท่านใดได้ไปครอบครองก็คล้ายดั่งได้รับศัสตราวุธไร้เทียมทานราคาเริ่มต้นที่...สามหมื่นเหรียญทองคำ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงการซุบซิบสนทนาดังขึ้นจากผู้คนมากมายต่อมาไม่นานบุรุษชุดดำผู้หนึ่งก็เดินออกไปด้านหน้าแล้วเอ่ยเสียงดัง “ของดี หากเหล่าฟูได้ไปจะต้องทรงอิทธิพลอย่างยิ่งเป็นแน่ สี่หมื่นเหรียญทองคำ!”

              บุรุษอ้วนหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะมองไปโดยรอบผู้ที่มาอยู่ในจุดนี้ได้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มากด้วยศักยภาพทั้งสิ้น เขามองไปยังบุรุษที่พูดเมื่อครู่แต่คนอื่นๆ ก็ไม่ยอมปล่อยให้ของดีหลุดลอยไปเช่นกันจึงทำให้เสียงการประมูลดังขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย

              “ห้าหมื่นเหรียญทองคำ!”

              “หึ ไม่ได้คิดจะช่วงชิงสิ่งของไปจากเหล่าฟูอย่างนั้นหรือ เหล่าฟูไม่ยอมเป็นแน่ ห้าหมื่นห้าพันเหรียญทองคำ!”บุรุษชุดดำที่เอ่ยปากขึ้นมาเป็นคนแรกเอ่ยเสียงดัง

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของคนผู้นั้นพลันเปลี่ยนไปจากนั้นจึงกัดฟันพูดขึ้น “หกหมื่นเหรียญทองคำ!”

              เสียงการประมูลราคาของทั้งสองดังสลับกันไปมาทำให้เกิดความครึกครื้นดังขึ้นทั่วบริเวณในทันใด พวกเขามองไปยังคนทั้งสองที่ประมูลราคากันจนไปถึงแปดหมื่นเหรียญทองคำจึงได้หยุดการประมูลลง

              เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าศัสตราวุธระดับสี่จะมีมูลค่าสูงถึงแปดหมื่นเหรียญทองคำ

              เมื่อหลินถังที่ยืนอยู่ข้างกายเมิ่งฝานเห็นว่าบุรุษผู้ชนะประมูลเก็บดาบเล่มนั้นไว้ด้วยความดีใจจึงกระตุกยิ้มขึ้นมาก่อนจะพึมพำเสียงเบา “หึ เจ้าโง่!”

              “หมายความว่าอย่างไร?” เมิ่งฝานที่ได้เห็นเอ่ยถามเสียงเข้ม

              หลินถังคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เห็นๆ กันอยู่ว่าคนชนะการประมูลก็แค่คนที่โง่เขลาผู้หนึ่งเท่านั้น ผู้ที่ช่วงชิงกับเขาเมื่อครู่เป็นเพียงหน้าม้าแม้ว่าดาบเล่มนั้นจะเป็นศัสตราวุธระดับสี่ แต่ก็หาได้มีประโยชน์มากมายแต่อย่างใดซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่าใช้วัตถุดิบแบบใดในการสร้างมันขึ้นมาอย่างมากก็มีราคาเพียงหกหมื่นเหรียญทองคำเท่านั้น ไม่อาจสูงได้มากเพียงนี้ หึหึเขามันก็แค่คนโง่เขลาเท่านั้น!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงมองไปและไม่เห็นว่าบุรุษผู้ที่ประมูลราคาเมื่อครู่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งนานแล้ว

              เมิ่งฝานหัวเราะขึ้นในใจเพราะรู้ว่ามันคงจะเป็นเช่นที่หลินถังบอกจึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “ดูท่าเจ้าจะเข้าใจมันอย่างมากเลยสินะ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลินถังก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยอย่างมั่นใจ“แน่นอน ข้าเกิดมาในสมาคมเก้าดินแดน ได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ยังเด็กสำหรับข้าแล้วมันไม่ยากหรอกนะ”

              สมาคมเก้าดินแดน!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในชั่วพริบตาเขามองหลินถังด้วยนัยน์ตาที่แปลกประหลาด

              เขาคุ้นชินกับนามของสมาคมเก้าดินแดนไม่น้อยเพราะสมาคมนี้คือผู้ที่ยิ่งใหญ่และไม่เกรงกลัวผู้ใดในอาณาจักรใหญ่หลายๆ แห่งมีการค้าที่กระจายไปทั่วพรมแดนจตุทิศมีศักยภาพในการค้าขายที่ยิ่งใหญ่จนแม้แต่ราชวงศ์ของอาณาจักรต้าก้านก็ยังไม่กล้าล่วงเกินโดยไม่จำเป็นซึ่งถือว่าวิธีการหาเงินของสมาคมนี้น่าสะพรึงไม่น้อย

              เขานึกไม่ถึงเลยว่าหลินถังจะเกิดในสมาคมนี้ เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยว่า“ตอนที่อยู่ในสมาคมเจ้าก็เป็นผู้ดูแลด้วยอย่างนั้นหรือ?”

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยถามหลินถังก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ไม่หรอกข้าก็แค่เห็นมันมาตั้งแต่เด็กเท่านั้น ข้าเป็นเพียงลูกของอนุภรรยาตระกูลหลินท่านแม่ของข้าเป็นแค่สาวใช้จึงไม่อาจเทียบได้กับพวกสายเลือดโดยตรงเหล่านั้นฉะนั้นแล้วเหล่าเย่จึงไม่ได้สนใจข้า ข้าเลยไม่มีโอกาสได้ควบคุมขบวนการค้า”

              แม้ว่าหลินถังจะพูดพลางหัวเราะแต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเดือดดาลและความไม่ยอมจำนนซึ่งแฝงลึกอยู่ที่นัยน์ตาของผู้พูดเพียงแต่มันถูกหลินถังเก็บซ่อนเอาไว้อย่างดีและไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าเท่านั้น

              เมิ่งฝานตบไหล่ของหลินถังแล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งมาแต่กำเนิด และไม่มีผู้ใดอ่อนแอมาแต่กำเนิดเช่นกัน!”

              “ข้าก็หวังไว้เช่นนั้น!”

              หลินถังหัวเราะเสียงเบา นัยน์ตาคู่นั้นพยายามหันไปสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในการประมูลแล้วในเวลาต่อมาบุรุษอ้วนก็ได้ขายกระบี่เล่มยาวออกไปก่อนจะนำกล่องโบราณอีกกล่องหนึ่งขึ้นมา

              บุรุษอ้วนผู้นั้นก้าวเดินออกไปด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มกว้าง“ทุกท่านคงจะได้เห็นกันแล้วว่าสิ่งที่นำมาประมูลในครั้งนี้ต่างไปจากครั้งก่อนๆเพราะนี่คือสิ่งของซึ่งล้ำค่าที่สุดของหอรวมสมบัติ!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาบุรุษอ้วนก็เปิดกล่องออกมา เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในในทันใดก่อนที่ทุกคนจะพบว่ามันคือพืชที่มีสีเขียวมรกต มีความแวววับในทุกส่วนทั้งยังมีกลิ่นหอมจางๆลอยออกมา ขณะเดียวกันเสียงของบุรุษอ้วนผู้นั้นก็ดังขึ้น “ทุกท่านสิ่งนี้คือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ ซานเซียนเฉ่า!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็นำมาซึ่งเสียงฮือฮาที่ดังไปทั่วจุดประมูลนัยน์ตาของผู้คนทั้งหลายวาวโรจน์ด้วยความโลภ อยากจะประมูลมันมาไว้ในการครอบครอง

              ซานเซียนเฉ่าเป็นพืชวิเศษระดับสี่ทั้งยังเป็นสิ่งที่หาได้ยากและล้ำค่าเกิดขึ้นเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่พิเศษและต้องมีความเย็นอย่างยิ่งจึงจะสามารถเจริญงอกงามได้

              ตำนานเล่าว่ามันเป็นสมุนไพรตัวหลักที่ใช้ในการปรุงโอสถวิเศษระดับห้าทั้งยังหายากอย่างยิ่ง

              เมิ่งฝานเองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันน่าสนใจแต่อย่างใดทว่าเสียงของรั่วสุ่ยอีกลับดังขึ้นที่ข้างหู “ซื้อมันเอาไว้เมิ่งฝาน!”

              เมื่อได้ยินเสียงของรั่วสุ่ยอีที่ไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นใดรูม่านตาของเด็กหนุ่มก็หดเล็กลงก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มันมีประโยชน์ใดกันขอรับ?”

              “เพราะเกราะอัสนีของเจ้ายังต้องได้รับการปรับปรุงอย่างไรเล่า!”

              รั่วสุ่ยอีคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“ตอนนี้เกราะอัสนีมีฤทธิ์เพียงแค่สยบพลังปราณภายในร่างกายของเจ้าแต่หลังจากที่ได้ซานเซียนเฉ่ามาช่วยเสริมพลัง ข้าก็จะสามารถช่วยให้เกราะอัสนีของเจ้ามีพลังกดดันยิ่งกว่าเดิมนับว่าเป็นประโยชน์ต่อเจ้าอย่างยิ่ง เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นรั่วสุ่ยอีก็เงียบไปมุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยไม่รู้ว่าต้องจัดการกับรั่วสุ่ยอีเช่นไร

              พัฒนาเกราะอัสนี!

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่น เขาไม่รู้ว่ารั่วสุ่ยอีจะมีวิธีการฝึกฝนแบบใหม่หรือไม่แต่ในทุกวิธีก็ล้วนแต่ทำให้เขาต้องฝึกบำเพ็ญตนอย่างทุกข์ทรมานไม่น้อย

              ถึงขั้นที่เมื่อได้ยินเขาพลันรู้สึกคล้ายกับว่ามีลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลังก็ไม่ปานหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานก็ทำได้เพียงยกยิ้มอย่างจนปัญญา เดินออกไปที่เบื้องหน้าเพื่อเตรียมตัวประมูลซานเซียนเฉ่า

              เมื่อเห็นเมิ่งฝานก้าวเดินออกไปหลินถังก็ชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าต้องการของสิ่งนี้หรือ?”

              เมิ่งฝานพยักหน้ารับแท้จริงแล้วเขาก็หาได้ต้องการไม่ แต่เพื่อพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเขาจำต้องประมูลมันจึงยิ้มรับไปอย่างจนปัญญา

              หลินถังส่งเสียง ‘เอ่อ’ออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าไม่ต้องเดี๋ยวข้าจัดการเอง”

              เมื่อพูดจบร่างอ้วนของเขาก็เดินออกไป เดินไปด้วยท่าทีของผู้ที่คล้ายกับว่าร่ำรวยเงินทองและไม่รู้ที่มา

              เมื่อได้เห็นหลินถังที่เหมือนกับเป็นคนละคนเมิ่งฝานชะงักงันไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้กระทำการใดๆ

              ภายในการประมูลนั้น เสียงของบุรุษอ้วนดังไปทั่วบริเวณ“ความล้ำค่าของซานเซียนเฉ่านี้ทุกท่านคงจะรู้กันดีอยู่แล้วฉะนั้นข้าจึงตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ห้าหมื่นเหรียญทองคำ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นเพียงชั่วพริบตาพลันมีเสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน

              “หนึ่งแสนเหรียญทองคำ!”

              นี่เป็นเพียงเสียงอันราบเรียบ แต่ก้องกังวาน ผู้คนทั้งหลายพุ่งเป้าสายตาไปยังต้นเสียงในทันใดนั่นคือเสียงของเจ้าของร่างอ้วนอย่างหลินถังนั่นเอง

              แต่หลินถังกลับวางท่าเหมือนดั่งตนเองนั้นยิ่งใหญ่และยืนอยู่เช่นนั้นอย่างไม่ไหวติงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด ท่าทางที่คล้ายดั่งกำลังผ่อนคลายทำให้ผู้ที่กำลังจะเอ่ยประมูลราคาต่างก็เงียบไป

              เขาเป็นมหาเศรษฐีมาจากที่ใดกัน!

              เดิมทีก็มีผู้ที่ต้องการประมูลอยู่อีกหลายคนแต่เวลานี้มุมปากของพวกเขากลับกระตุกขึ้นเพราะถูกราคาที่หลินถังเอ่ยออกมาทำให้ตกตะลึงและไม่ได้ส่งเสียงใดออกมา

              เมื่อความเงียบงันปกคลุมไปทั่วจุดประมูลสตรีรูปงามของหอรวมสมบัติจึงเริ่มนับถอยหลังสุดท้ายก็ให้หลินถังเป็นผู้ชนะการประมูลเพราะไม่มีผู้ใดกล้าให้ราคาที่สูงกว่านี้ซานเซียนเฉ่าจึงกลายเป็นของหลินถังในราคาหนึ่งแสนเหรียญทองคำ

              และหลินถังเองก็รับมันไว้ด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความเต็มใจก่อนจะออกไปจากจุดประมูลในทันใด

              แม้ว่าราคาหนึ่งแสนเหรียญทองคำจะเข้ากระดูกไปเสียหน่อยแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหากใช้วิธีธรรมดาในการประมูล ความล้ำค่าและหายากของซานเซียนเฉ่าจะทำให้ราคาของมันสูงยิ่งกว่านี้

              หลินถังผู้นี้ นับว่ามีพรสวรรค์ในด้านนี้ซึ่งผู้อื่นไม่อาจเทียบเทียมได้จริงๆ!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะตบไปที่ไหล่ของหลินถังเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ฝีมือดี!”

              หลินถังยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก จากนั้นจึงเอ่ยอย่างดีใจ“ไม่หรอก ไม่หรอก...”

              หลังจากที่ส่ายหน้าเมิ่งฝานก็หันไปมองที่จุดประมูลซึ่งเริ่มทำการประมูลของชิ้นต่อไปแต่ถึงแม้มันจะล้ำค่าเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกสนใจแล้ว

              หลังจากการประมูลสิ้นสุดลงเมิ่งฝานจึงเดินตรงไปยังบุรุษร่างอ้วนจากนั้นจึงนำบัตรสีทองของตนเองส่งไป

              บัตรสีทองนี้ก็คือบัตรที่มีมูลค่าหนึ่งแสนเหรียญทองคำซึ่งเขาช่วงชิงมาจากองครักษ์แพรโลหิตในครั้งก่อนนั่นเองหลังจากที่มอบมันให้กับบุรุษร่างอ้วนเมิ่งฝานก็ได้รับซานเซียนเฉ่ามาครอบครอง

              เมิ่งฝานมองกล่องในมือ มุมปากพลันกระตุกขึ้นเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่า...ตอนนี้เขาไม่มีเงินแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน