“ปิดประตูด้วยครับ”
หยางจูขมวดคิ้ว มองคนที่นอนบนเตียงอย่างระแวง แต่พอหันไปเห็นลูกชายยังนั่งกินแตงโมที่เธอปอกให้อยู่ก็โล่งอก เตรียมจะปิดประตูตามที่เขาบอก
“ิเอ๋อร์เด็กดี พ่อมีเื่จะพูดกับแม่ ลูกไปหาย่าทวดก่อนได้หรือเปล่า” เื่นี้ให้เด็กได้ยินคงไม่ดีเท่าไหร่
“ครับ” เด็กน้อยว่าง่ายถือจานแตงโมแล้วรีบวิ่งออกจากห้องทันที
หยางจูตาโต กลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ป่วยขนาดนี้เขาคงไม่… ไม่สิ ป่วยขนาดนี้ยังจะมีอารมณ์มาคิดเื่บนเตียงอีกเหรอเนี่ย
เห็นเธอยืนนิ่งไม่ขยับ เขาเลยเป็ฝ่ายลุกขึ้นจะเดินไปปิดประตูห้องเอง เื่นี้ให้คนรู้น้อยเป็ดีที่สุด เขาสอบถามมาแล้ว หวงิลู่ยังไม่กลับบ้าน หมอนั่นออกจากค่ายทหารก่อนเขาหลายวัน เป็ไปได้มากว่ายังไม่มีใครรู้เื่ที่พวกเขาปลดประจำการและเงินชดเชย
“ฉะ ฉันมีรอบเดือน” หยางจูะโออกไป ถึงจะเป็สามีภรรยากัน แต่สำหรับเธอแล้วเขาไม่ต่างจากชายแปลกหน้า จะให้ยินยอมั้แ่วันแรกที่เจอก็คงจะไม่ได้
“อะ อืม” คนฟังหน้าแดงไปถึงหู นี่หล่อนเื่อะไรอยู่กันแน่นะ เขาไม่สนใจ ยังคงปิดประตูลงกลอน จากนั้นก็หยิบกระเป๋าที่เปียกชื้นขึ้นมา
หยางจูหน้าเหวอ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะไม่ได้เป็อย่างที่เธอคิด เพราะตอนนี้ผู้ชายหน้าหนวดกำลังวุ่นอยู่กับการรื้อค้นกระเป๋า ดูท่าว่าจะเป็ของสำคัญ หรือว่าจะเป็ของฝาก?
“มานั่งนี่สิ” เขาใช้สายตาคม ปรายตาบอกให้เธอไปนั่งบนเตียง ส่วนตัวเขานั้นนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง
หญิงสาวเดินมานั่งอย่างว่าง่ายด้วยท่าทางระวัดระวัง มั่นใจว่าหากเขาคิดมิดีมิร้ายน่าจะเอาตัวรอดได้ ดูจากท่าทางการเดินของเขาแล้วไม่น่าจะไหว
“รับไปสิ”
เธอรับซองสีน้ำตาลที่ถูกห่อเป็อย่างดี แต่แล้วก็ต้องใกับของที่อยู่ข้างใน คูปองจำนวนหลายร้อยใบ ทั้งยังเป็คูปองที่สามารถใช้ได้ทั่วประเทศอีกด้วย ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะในนี้ยังมีเงินอยู่จำนวนมาก
“คุณไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?” หยางจูถามเสียงเครียด หรือว่าเงินพวกนี้จะเป็สาเหตุของการาเ็ทั้งหมด
“ผมถูกปลดประจำการแล้ว เงินพวกนี้เป็เงินชดเชยที่ทางค่ายมอบให้” หวงจิ่นกวงอธิบาย ตอนนี้ในใจเขารู้สึกกระสับกระส่าย ไม่รู้ว่าเธอจะมีท่าทีอะไรบ้าง
“เป็แบบนี้นี่เอง” หยางจูพยักหน้าเข้าใจ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น “แสดงว่าาแพวกนั้น”
“เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ผมบอกคุณได้เท่านี้ มากกว่านี้คงไม่ได้แล้วเพราะเป็ความลับของทหาร”
เธอเบ้ปากให้กับคนรักชาติ ตัวเองเจ็บเจียนตาย จนต้องถูกส่งตัวกลับบ้าน ยังจะห่วงเื่ความลับบ้าบอนี่อีก “ฉันเข้าใจค่ะ”
“คุณ ไม่ว่าอะไร?” เขาเป็ฝ่ายขมวดคิ้วสงสัยบ้าง ทำไมเื่มันถึงดูง่ายแปลกๆ
“จะให้ฉันว่าอะไรได้ล่ะคะ โวยวายไปคุณก็ไม่สามารถกลับไปที่ค่ายได้อีก เจ็บคอเปล่าๆ” เธอตอบทั้งที่มือยังเป็ระวิงเพราะกำลังนับเงินอยู่
“ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก ถึงผมจะไม่ได้เป็ทหาร แต่ก็ยังสามารถหาเลี้ยงคุณกับลูกได้ หรือถ้าคุณไม่…”
“มันก็ต้องเป็แบบนั้นอยู่แล้วล่ะค่ะ ถึงพวกเราจะมีเงินมาก แต่ถ้าไม่หาใช้ไปสักวันก็ต้องหมด อีกอย่างิเอ๋อร์โตขึ้นทุกวัน มีแต่เื่ให้ใช้เงินทั้งนั้น แต่ฉันขอบอกคุณก่อนเลยนะคะว่าฉันไม่มีทางไปทำงานที่ทุ่งนาเด็ดขาด” หยางจูพูดแทรก กลัวว่าเขาจะบอกให้ช่วยกันทำมาหากิน
ไม่ใช่ว่าเธอจะนอนอยู่เฉยๆ แต่วิธีการหาเงินของแต่ละคนนั้นต่างกัน เธอสำรวจมาแล้ว พบว่าในเมืองมีโรงงานถึง 3 โรง แค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะหาเงินจากพวกเขา
“ไม่…ไม่ใช่อย่างแน่นอน ผมจะเป็คนงานเงินมาเลี้ยงดูคุณกับลูกเอง เพราะถึงจะไม่ได้เป็ทหารแล้ว แต่ผมก็ถูกบรรจุให้เป็หัวหน้าช่างที่โรงงานเหล็กกล้า รักษาตัวหายเมื่อไหร่ก็สามารถไปรายตัวเข้าทำงานได้ทันที” ได้ยินคำตอบของเธอแล้วเหมือนยกูเาออกจากอก ความอัดอั้นตลอดการเดินทางจบสิ้นแล้วจริงๆ
“จริงเหรอคะ? ฉันกำลังหาทางเข้าไปในโรงงานพวกนั้นอยู่พอดี” เธอถามด้วยความดีใจ
“คุณจะเข้าไปทำไม?”
“ก็…สมัครงานน่ะสิ แต่พอคุณบอกว่าได้เป็หัวหน้าช่างแล้วฉันจะไปทำให้เหนื่อยทำไม สู้อยู่บ้านทำงานบ้านรอคุณเลิกงานกลับมาดีกว่า” ใครจะไหลลื่นได้เท่าเธออีก คงไม่มีแล้วในบ้านหลังนี้
“ได้ คุณไม่ต้องทำงาน ผมได้ยินมานานแล้วว่าโรงงานเหล็กกล้าดูแลพนักงานดีมาก เงินเดือนก็คงไม่น้อยกว่าเป็ทหารเท่าไหร่หรอก”
“อื้อ”
หยางจูกอดเงินยิ้มหน้าบาน ในนี้เธอนับแล้วมีทั้งหมด 6995 หยวน ความจริงสามีบอกว่ามีทั้งหมด 7000 หยวน แต่เขาใช้เงินสำหรับการเดินทางมาที่นี่ 5 หยวน
โดยแบ่งออกเป็เงินชดเชยจากทางการ 5000 หยวน ส่วนอีก 2000 หยวนนั้นเป็เงินจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อนในค่ายทหารช่วยกันรวบรวมเป็ค่าเดินทางให้กับเขา หยางจูฟังแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจไปด้วย แบบนี้แล้วเธอจะกล้าใช้เงินพวกนี้ได้อย่างไร
“แต่ว่า ฉันขอบอกคุณไว้ก่อนนะคะ ว่าเงินพวกนี้ฉันไม่มีทางส่งเข้ากองกลางเป็อันขาด” หยางจูกอดเงินแน่น
“อืม ถึงเวลานั้นผมจะขอพ่อกับแม่แยกบ้านเอง พวกเราคงต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านสวัสดิการของโรงงาน” หวงจิ่นกวงพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เขาส่งเงินกลับบ้านไม่น้อย ไม่ใช่แค่เงินเดือนเท่านั้น แต่เงินพิเศษที่เขาได้รับ ก็ถูกส่งกลับมาทั้งหมดเช่นเดียวกัน เพียงแต่เื่นี้ภรรยาไม่ทราบก็เท่านั้น
าเ็กลับมาเขาถึงรู้ ว่าแท้จริงแล้วภรรยาไม่ได้คิดว่าเขาและลูกเป็คนอื่น ถึงจะเป็แค่วันแรก แต่เธอก็ดูแลไม่เคยห่าง เสื้อผ้าของลูกชายก็เปลี่ยนไป สะอาดสะอ้านและดูใหม่มาก เท่านี้ก็เพียงพอต่อความ้าของเขาแล้ว
“จริงเหรอคะ คุณพูดจริงเหรอ” หยางจูเผลเขย่าตัวอีกฝ่ายแรงๆด้วยความดีใจ
“อือ” หวงจิ่นกวงนั่งนิ่งให้อีกฝ่ายกอดคออยู่แบบนั้น หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามุมปากของเขามันยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ
ผ่านไปสักพักเหมือนหยางจูเพิ่งจะรู้ตัว เธอรีบปล่อยกอดแล้วกลับมานั่งตัวตรงเหมือนเดิม ตีสีหน้าเรียบนิ่งบอกกับเขาไปว่า “เื่นี้คุณไปบอกพ่อแม่คุณเอาเองเถอะค่ะ ขืนให้ฉันพูดพวกท่านคงคิดว่าฉันบังคับคุณแน่”
“อือ ไม่ต้องห่วงหรอก เื่นี้ผมจะจัดการเอง”
เย็นวันนั้นหวงจิ่นกวงเลยไปกินมื้อเย็นที่บ้านใหญ่ตามคำชวนของคุณย่าหวง พร้อมทั้งถือโอกาสแจ้งเื่ที่ตนเองถูกปลดประจำการด้วย ซึ่งเื่นี้ถือว่าทำให้คนที่บ้านใอยู่มาก
“กลับมาแล้วก็ไม่เป็ไรหรอก ที่หมู่บ้านเรายังมีงานอีกหลายอย่างให้ต้องทำ พรุ่งนี้พี่ใหญ่จะไปแจ้งชื่อนายเข้าทำงานเอง” พี่ใหญ่พูดขึ้น
“แบบนี้ก็แสดงว่าน้องสามไม่มีเงินเดือนแล้วน่ะสิคะ ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะให้แม่…ิเอ๋อร์เข้าไปทำงานที่ทุ่งนาด้วยถึงจะยุติธรรมนะคะ” สูจิ่งหลิวพูดขึ้น
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าผมเป็คนที่หาเงินเข้าบ้านมากที่สุดน่ะสิ” พี่รองพูดขึ้นอย่างผยอง
“เื่นี้แม่เห็นด้วย เ้าใหญ่ เพิ่มชื่อสะใภ้สามเข้าไปด้วย” คุณแม่หวงพยักหน้า เวลานี้ท่านเพิ่งจะหาเสียงของตัวเองเจอ เพราะมัวแต่ปวดใจกับเงินเดือนของลูกชายที่หายไป ต่อไปนี้รายได้บ้านใหญ่ก็น้อยกว่าบ้านรองอย่างเห็นได้ชัดแล้วสินะ
“ไม่ต้องหรอกครับ เื่ที่ผมจะบอกต่อไปนี้คือผม้าแยกบ้าน ไม่อยากเป็ภาระของที่บ้านอีก”
“เหลวไหล แกคิดว่าตัวเองเป็ใคร คิดอยากจะแยกก็แยกได้อย่างนั้นเหรอ ไม่เห็นเหรอว่าบ้านเรากับบ้านรองยังอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครแยกจากไปไหน” คุณพ่อหวงพูดขึ้นบ้าง มองหน้าลูกชายคนนี้แล้วท่านเหมือนจะหายใจไม่ออก
“ผมทราบครับ แต่หมอบอกว่าเร็วๆนี้ผมยังทำงานหนักไม่ได้ อย่างน้อยๆก็ต้องฟื้นก่อนสัก 1-2 ปี เพื่อไม่ให้แผลข้างในได้รับการกระทบกระเทือน” เื่ที่เขาพูดนั้นเป็เื่จริง ไม่อย่างนั้นผู้บังคับบัญชาคงไม่เจาะจงให้ทำงานเป็หัวหน้าช่างหรอก
“อย่างนั้นเหรอ” สูจิ่งหลิวเริ่มลังเล แบบนี้ก็เท่ากับว่าน้องสามีจะอยู่บ้านนอนกินแรงคนอื่นเป็ปีๆ แบบนี้เธอจะยอมได้อย่างไรกัน