ยามบ่ายไป๋หยุนเฟยไม่ได้ร่วมทางกับเทียนหมิงและจิ้งหมิงเฟิงไปยังอุทยานสรรพสัตว์ฉีเจินซึ่งเทียนหมิงบอกว่า‘สนุกสนานอย่างยิ่ง’ เพียงเดินเตร็ดเตร่ชมเมืองเกายี่ตามลำพังเพื่อหาซื้อของใช้จำเป็นและสิ่งของที่น่าสนใจ
ขณะออกจากร้านอาวุธไป๋หยุนเฟยต้องรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเมืองเกายี่ไม่ถือเป็นเมืองใหญ่ หลังจากเดินเข้าออกหลายต่อหลายร้านก็ได้พบอาวุธชั้นดีไม่กี่เล่มส่วนอาวุธกึ่งวัตถุวิญญาณก็แทบหาไม่พบ ที่ร้านแห่งหนึ่งมีอาวุธกึ่งวัตถุวิญญาณอยู่เล่มหนึ่งไป๋หยุนเฟยมองว่านี่เป็นเพียงกึ่งวัตถุวิญญาณคุณภาพทั่วไป แต่กลับตั้งราคาสูงลิ่วจนไป๋หยุนเฟยพูดอะไรไม่ออก
เดินต่ออีกระยะหนึ่งก็เรียกได้ว่าเดินมารอบเมืองเกายี่แล้ว ไป๋หยุนเฟยแหงนมองท้องฟ้าก็พบว่าใกล้พลบค่ำจึงเตรียมตัวจะกลับบ้านตระกูลเย่
“อืมถนนสายนี้คุ้นตายิ่งนัก เส้นทางกลับสมควรเป็นทางนี้? อืม คาดว่าคงจะไม่ผิดพลาด...”
เดินไปราวชั่วก้านธูปไป๋หยุนเฟยคิดว่าควรจะถึงได้แล้ว แต่ความคิดนี้เกิดขึ้นมาชั่วน้ำเดือดแล้วทว่าจนถึงยามนี้มันก็ยังไม่ถึงประตูใหญ่บ้านตระกูลเย่
“ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่มองหาร้านสองข้างทางจนไม่ได้คิดจะจดจำทิศทางสุดท้ายก็หลงทางจนได้ ช่างน่าอับอายนัก” ไป๋หยุนเฟยเริ่มร้อนรนหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมเสียหน้าสอบถามเส้นทางจากผู้ที่เดินผ่านมาว่าบ้านตระกูลเย่อยู่ที่ใดและก็เป็นดังที่คาดบ้านตระกูลเย่เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก
“อยากไปบ้านตระกูลเย่?”ชายวัยกลางคนที่ถูกถามทางมองดูชายหนุ่มอย่างยิ้มแย้มพลางเอ่ยถาม“บ้านตระกูลเย่อยู่บนถนนสายตะวันตก แล้วลมอะไรหอบเจ้ามาที่ถนนทางทิศเหนือนี้?”
“……”
หลังจากสอบถามถึงทางแยกสำคัญทีละจุดอย่างละเอียดไป๋หยุนเฟยก็ปาดเหงื่อบ่ายหน้าเดินต่อไปยังถนนเส้นถัดไป
ที่หัวมุมถนนเป็นเหลาสองชั้นหลังหนึ่งขณะที่ไป๋หยุนเฟยจะเดินผ่านหน้าประตูเข้าไปก็พลันมีเสียงดังมาจากด้านในจากนั้นก็ปรากฏผู้คนกรูออกมาด้วยความตื่นตระหนกราวกับหากวิ่งช้าจะถูกภัยพิบัติลามใส่
แต่หลังจากออกมากันได้แล้ว พวกมันกลับยืนรุมล้อมอยู่รอบเหลาห่างไปเพียงไม่กี่วาใบหน้าที่แตกตื่นแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยใคร่รู้ บางคนถึงกับรอคอยอย่างคาดหวัง
เดิมทีผู้ที่อยู่ด้านนอกก็ประหลาดใจแต่เมื่อคนที่วิ่งออกมาจากด้านในกระซิบแผ่วเบาไม่กี่คำ ทั้งหมดก็ออกันเข้ามาไม่ถึงอึดใจนอกอาคารก็มีผู้คนนับร้อยรวมตัวอยู่
“เฮ้ พวกเจ้าคิดว่าครั้งนี้‘เจ้าแห่งการดื่ม’จะเล่นพิเรนทร์อันใดอีก?”
“ผู้ใดจะทราบหรือจะมีคนทราบได้ว่าผู้ที่เมามายคิดอันใดอยู่?”
“ที่เจ้าพูดก็ถูกครั้งก่อนหลังจากเมามายก็วิ่งออกมาบนถนน ไล่ตามกอดสตรีที่อ้วนราวสุกรกระทั่งผู้ติดตามที่คอยห้ามปรามยังถูกมันทุบตีอย่างดุดัน หากไม่ใช่องครักษ์มันไม่มีทางเลือกได้แต่ฟาดให้สลบและพากลับไปไม่แน่ว่าอาจจะมีฉากรักให้ดูก็เป็นได้”
“เหอะ เหอะก่อนหน้านั้นมันก็ปีนขึ้นหลังคาเหลาตะโกนร้องเพลงอยู่ร่วมครึ่งชั่วยามอันที่จริงก็นับว่าน้ำเสียงไม่เลว ยังไพเราะกว่านักแสดงงิ้วข้างบ้านข้าอีก”
“แต่ข้ากลับชื่นชอบครั้งที่โปรยหว่านเงินคราก่อนหากมีอีกสักครั้งก็คงดี”
“ยังมีครั้งหนึ่งที่เหมาหอวสันต์รื่นรมย์แล้วให้แม่นางทั้งหลายออกมาร่ายรำบนถนนนั้นเล่า?ภาพฉากนั้นช่างตระการตานัก! ได้ยินว่าวันถัดมาแขกที่ไปอุดหนุนหอวสันต์รื่นรมย์ถึงกับเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าสองเท่า”
“แต่ว่าอย่าได้เข้าไปใกล้นักครั้งหนึ่งมีผู้ที่ไม่กลัวตายเข้าไปเรียกเก็บค่าคุ้มครองขณะที่มันอยู่ในอารมณ์เมามาย จึงถูกตีจนพิการแม้แต่คนที่มุงดูก็ยังถูกลูกหลงไปด้วย...”
“เอาอาหารที่รับประทานเหลือสาดคนในครานั้น...”
“ครั้งที่เปลื้องผ้าเปลือยกายนั้น...”
“.......”
ระหว่างที่คนรอบข้างกำลังวิพากวิจารณ์กันไปต่างๆนานาไป๋หยุนเฟยก็รั้งมุมปากขึ้น จากที่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ยามนี้มันเข้าใจแล้วว่าฝูงคนรอบด้านที่รออยู่ก็เพื่อชมความสนุกสนานว่าปีศาจสุราผู้หนึ่งจะแสดงอะไรให้ตนเองดูและคนที่ว่านี้ก็คือผู้ที่เทียนหมิงเคยกล่าวถึงว่าเป็น ‘เจ้าแห่งการดื่ม’ใน ‘สี่คุณชายแห่งเมืองเกายี่’
“นึกไม่ถึงว่าจะได้มาพบโดยบังเอิญ มิหนำซ้ำยังเมามายอีกด้วยฟังจากที่คนเหล่านี้วิจารณ์แล้ว คนผู้นี้คงไม่ใช่คนดีเท่าใดนัก...”
ยามนี้ไป๋หยุนเฟยเบียดเสียดอยู่กลางฝูงชนที่น่าประหลาดคือแทนที่มันจะหลบออกไปจากที่นั้นกลับยืนอยู่ในกลุ่มคนพร้อมกับเงยหน้ามองไปยังชั้นสอง
การมุงดูถือเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ผู้คนล้วนมีความอยากรู้อยากเห็น ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่มีข้อยกเว้น มันยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่
“เพล้ง!!”
จู่ๆไหสุราก็ถูกโยนออกมาจากชั้นสองจนกระแทกพื้นเสียงดังสร้างความแตกตื่นแก่ทุกคน
“อย่ามายุ่งกับข้า!! นายน้อยเจ้ายังไม่เมา! ข้าจะไปสุขาเอง พวกเจ้าจะติดตามข้ามาทำอะไรนายน้อยเจ้าไม่ชอบให้ผู้ใดมาชมวิหคน้อย!!”
เพียงฟังจากเสียงก็ทราบว่าอีกฝ่ายเมามายแล้วจากนั้นได้ยินเสียงกระแทกโต๊ะติดตามมาด้วยเสียงถ้วยชามหล่นกับพื้นแล้วชายหนุ่มแต่งกายเลิศหรูก็ปรากฏกายที่ระเบียงชั้นสองทรงผมที่เดิมสง่างามยามนี้กลับยุ่งเหยิง ตรงปกเสื้อก็เปียกชุ่มโชก หลังจากเรอส่งกลิ่นสุราคละคลุ้งก็โน้มตัวพิงราวระเบียงและเริ่มปลดสายรัดเอว
ฟังจากคำพูดของเมื่อครู่มันถึงกับคิดจะถอดกางเกงเพื่อปัสสาวะ!
คาดว่าเพราะความเมามายมันที่คิดจะไปห้องสุขาแต่กลับจำทางไม่ได้จึงเดินตรงมาที่ระเบียงมิหนำซ้ำยังสั่งไม่ให้ผู้ใดติดตามมาห้ามปราม ปากมันบอกว่าไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นวิหคน้อยของตนแต่กลับไม่รู้ตัวว่าด้านล่างมีคนอีกนับร้อยที่รอชมวิหคน้อยของมันอยู่ --- แม้หญิงสาวหลายคนจะเบือนหน้าหนีด้วยความขวยเขินไม่กล้าชมดูแต่ก็ยังมีสตรีบางคนที่หาญกล้าลอบมองลอดฝ่ามือของตน อย่างไรเสียวิหคน้อยของเจ้าแห่งการดื่มของเมืองเกายี่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้เห็นโดยง่าย
“เหลือเชื่อ...ไฉนมันใจกล้าถึงเพียงนี้?!” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดด้วยความชื่นชม
หากว่ามันถอดกางเกงออกจริงๆตระกูลหลิวคงต้องเสียหน้าอย่างใหญ่หลวงแล้วบรรดาผู้ติดตามทั้งหลายจึงรีบกรูเข้าหาด้วยมือไม้ที่ปั่นป่วน
“นายน้อยเจ้าจะปัสสาวะไม่ต้องให้ผู้ใดช่วย! ไสหัวไป!” หลิวซุนเดือดดาลยิ่ง มันถีบบริวารที่รุมล้อมเข้ามากระเด็นออกไปขณะจะถอดกางเกงต่อ จู่ๆมันก็ก้มลงมองด้านล่าง จึงได้พบเห็นผู้คนนับร้อยที่กำลังจับจ้องมาที่ตน
“นี่มันเรื่องอะไร!เหตุใดสุขาที่นี่จึงได้มีผู้คนมากมายปานนี้?!”
คำพูดมันช่างน่าขบขันนักแต่กระนั้นหลิวซุนก็ไม่ได้ถอดกางเกงอีก องครักษ์ประจำตัวมันนามว่าซูตงที่ด้านหลังขณะจะเข้าไปห้ามปรามก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกฝูงชนที่เฝ้ารออยู่ต่างก็ต้องผิดหวังไปตามกัน
แต่ผู้ใดจะคาดยามหลิวซุนกวาดสายตามองไปด้านล่าง จู่ๆมันก็แสดงสีหน้าเดือดดาลพร้อมกับถีบราวระเบียงหักเป็นช่องก่อนจะตะโดนด่าทอ “ท่านปู่มันเถอะ! ใครบังอาจจะมาแย่งเข้าสุขากับข้า พวกเรา จับพวกมันแล้วกระชากวิหคน้อยออกมาให้แก่ข้า”
เพียงคำพูดหลุดออกจากปากผู้คนด้านล่างก็หน้าแปรเปลี่ยนไป เพียงพริบตาเดียวกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทางบุรุษหนีไปเพราะเกรงจะถูกกระชากวิหคน้อย ส่วนสตรีแม้ไม่มีวิหคน้อยให้กระชากก็ยังคงต้องหนีเช่นเดียวกันเพราะทราบดีว่าหลิวซุนที่เมามายเช่นนี้ทุกอย่างที่เอ่ยปากทุกอย่างที่บอกว่าจะกระทำ --- ไม่มีผู้ใดห้ามได้แน่นอน
กระนั้นไป๋หยุนเฟยกลับไม่ทราบเรื่องนี้ เป็นเหตุให้ไม่ได้หลบหนีไปพร้อมกับฝูงชนมันถึงกับไม่คิดทบทวนว่าไฉนผู้คนรอบกายจึงได้หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ---ด้วยความเร็วที่คล้ายกับว่าทุกคนสามารถใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นได้
“พวกเจ้าเข้ามา! ทำตามที่ข้าสั่ง! เฮ้ ไฉนจึงหายหัวกันหมด? เอ๊ะ?ยังเหลืออีกคนหนึ่ง ฮ่า ฮ่า ถ้าเช่นนั้นให้ข้านายน้อยสั่งสอนเจ้าเอง!”
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยจิตใจเหม่อลอยหลิวซุนก็กระโดดลงมาจากชั้นสองในคราเดียว เสียง‘พลั่ก’ดังขึ้นขณะที่มันร่วงกระแทกพื้นจากนั้นหลิวซุนจึงลุกขึ้นยืนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะจ้องมองมาที่ไป๋หยุนเฟยมันก็ตะโกนขึ้น“เด็กน้อยเจ้าอย่าคิดหนี! คอยดูข้านายน้อยจะเปลื้องผ้าเจ้าแล้วแห่ไปตามถนน!”
“……”
ขณะเรียกสติกลับคืนมาได้ไป๋หยุนเฟยก็ริมฝีปากกระตุกในใจมันขุ่นข้องรำคาญแต่ก็ไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี
ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่มันเป็นผู้ชมอยู่หรือแล้วไฉนเรื่องวุ่นวายจึงครอบใส่ศีรษะตนเองได้เล่า??