ย้อนกลับไปเมื่อราวยี่สิบห้าปีก่อน ณ สลัมแห่งหนึ่งซึ่งมีเพียงบ้านไม้ใกล้ผุพัง
ถนนหนทางเต็มไปด้วยซากขยะจากทั่วทุกหนแห่ง หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองกอนโต้ อันเป็นเมืองเล็ก ๆ แถบชายแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหานครนอทัส ที่แห่งนั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเซลฟิส เขาเติบโตขึ้นโดยมีน้องชายซึ่งมีอายุห่างกันห้าปีอยู่ข้างกาย
นับตั้งแต่น้องชายของเขาลืมตาดูโลก เซลฟิสก็มีอายุห้าขวบเป็นที่เรียบร้อย ทว่าด้วยปัญหาเรื่องความขัดสน ครอบครัวจึงจากไปในกลางดึกในขณะที่ทั้งสองยังคงหลับใหล
น้องชายของเขามีนามว่ากรีดดี้ โชคยังดีที่พ่อและแม่ตั้งชื่อให้แก่น้องชายตัวน้อยก่อนลาจาก
เซลฟิสจำต้องเลี้ยงดูน้องชายเพียงลำพัง ในวัยสิบขวบ ร่างกายของเขาใหญ่โตยิ่งนักหากเปรียบกับขนาดของเด็กเพศชายทั่ว ๆ ไป
สืบเนื่องจากเมืองแห่งนี้เป็นเขตของบรรดาผู้ไร้การศึกษา คนส่วนมากจึงเสพติดยากล่อมประสาทจนเป็นเรื่องปกติ เซลฟิสเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย กระนั้นเขากลับแข็งแกร่งทั้งทางกายและจิตใจ แม้แต่ชายวัยกลางคนก็มิอาจโค่นล้มเขาลงได้อย่างง่ายดาย ทว่าน้องชายของเขาช่างแตกต่าง กรีดดี้นั้นอ่อนแอ เด็กชายมักถูกกลั่นแกล้งจนต้องร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเซลฟิสผู้เป็นพี่ชายย่อมไม่ยอมปล่อย เขาจะตามกลับไปแก้แค้นจนถึงที่สุด ตราบใดที่ร่างกายของศัตรูยังไม่นอนลงไปจมกับกองเลือด เขาจะกระหน่ำหมัดเข้าใส่ตราบเท่าที่ความโกรธยังฝังลึก
“ไม่ต้องเป็นห่วง ตราบใดที่พี่ยังอยู่ จะไม่มีใครกล้ามาทำอะไรน้องได้เป็นอันขาด”
เซลฟิสมักพร่ำบอกน้องเช่นนี้อยู่เสมอ กรีดดี้รักและเทิดทูนพี่ของเขาประหนึ่งพระในบ้าน ถึงกระนั้น ยิ่งความสรรเสริญที่กรีดดี้มอบให้แก่เซลฟิสมีมากขึ้นเท่าใด กลับมีสิ่งหนึ่งที่ชั่วร้ายได้เพิ่มพูนขึ้นมาในขณะเดียวกัน
‘ความหยิ่งทะนง’
ทุกครั้งที่เขาย่ำเท้าลงบนใบหน้าของศัตรู ทุกครั้งที่พวกมันร้องขอชีวิตจากเขา เซลฟิสจะเผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ประหนึ่งเขาคือผู้ถูกเลือกสรร ราวกับโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้กับเขา
“ชั้นจะครอบครองทุกสิ่ง ผู้หญิง อำนาจ เงินตรา ชั้นจะไขว่คว้าทุกอย่างมาอยู่ในมือ ไม่มีใครสามารถหยุดชั้นได้ เพราะชั้นแข็งแกร่ง เพราะชั้นคือผู้ถูกเลือก และชั้นจะกลายเป็นสุดยอดนักบุกเบิกที่ไม่มีใครกล้าท้าทายชั้นได้”
เซลฟิสตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว จนเมื่ออายุย่างเข้าสู่เลขสิบเอ็ด เขาจึงเริ่มต้นออกเดินทางออกจากสลัมที่เน่าเหม็นไปพร้อมกับน้องของตน
เมื่อมีอายุย่างเข้าสิบห้าปี ในขณะนั้นกรีดดี้ได้มีอายุครบสิบปีบริบูรณ์ ในระหว่างทางจนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน ทั้งสองร่วมเดินทางในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มโจร ปล้นชิงนักเดินทาง ข่มขืนเด็กและผู้หญิง พวกเขากระทำการอุกอาจตั้งแต่ยังเด็ก จนมาถึงวันหนึ่ง กลุ่มโจรผู้ชั่วร้ายได้ปล้นสมบัติล้ำค่าจากหนึ่งในพ่อค้าเถื่อน มันคือใบจุติ
ทั้งสองหลบหนีพร้อมกับม้วนคัมภีร์ทั้งสองฉบับ ด้วยสิ่งนี้ ความฝันเพื่อกลายเป็นสุดยอดนักบุกเบิกผู้ยิ่งใหญ่จึงขยับเข้าใกล้เป้าหมายไปอีกขั้น
“กรีดดี้ ทำไมนายถึงไม่สามารถใช้งานทักษะเคลือบมานาได้กัน ชั้นสอนนายไปแล้วไม่ใช่รึไง”
“ผมขอโทษครับ แต่ผมไม่ใช่พี่สักหน่อย ตัวผมมันก็แค่คนธรรมดา ต่างจากพี่ที่มีพรสวรรค์อยู่เต็มเปี่ยมนะ”
เซลฟิสในวัยย่างเข้าสิบแปดได้ฝึกฝนอยู่กับน้องชายของเขา ทั้งสองได้รับสมุดนิทานมาอยู่ในครอบครอง ใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อฝึกฝนพลางออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ
เซลฟิสเรียนรู้ทักษะเคลือบมานาได้ในปีแรกนับตั้งแต่ได้รับการจุติ กระนั้นกรีดดี้ในวัยสิบสามขวบ กลับมิอาจย่างกรายเข้าสู่อีกระดับแม้เวลาจะล่วงผ่านมาแล้วถึงสามปี
“นายเนี่ยนะ” เซลฟิสกล่าวพลางลูบหัวน้องชาย เขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นชายเต็มตัวด้วยส่วนสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ในสายตาของเซลฟิส กรีดดี้ยังคงเปรียบได้ดังน้องชายตัวน้อย เขาจำต้องปกป้องให้ถึงที่สุด มิใช่เพราะรัก หากแต่เป็นความเทิดทูนที่กรีดดี้มีให้แก่เขา
เซลฟิสใช้เวลาฝึกฝนราวสามปี เขาเชื่อจนสุดใจว่าตนมีความสามารถพร้อมเข้าสู่การทดสอบ จึงเริ่มต้นออกเดินทางเพื่อทำตามฝันอีกครั้ง
ณ สนามสอบสำหรับนักบุกเบิกมือใหม่
“ขอยินดีกับทุกคนที่ตามหาสนามสอบจนเจอ ชั้นจะอธิบายการทดสอบแรกให้ฟังแบบคร่าวๆ การสอบนั้นง่ายมาก ในปีนี้มีจำนวนผู้เข้าสอบคือสามร้อยเจ็ดสิบห้าคน ภายในหนึ่งชั่วโมงจะต้องมีผู้เข้าสอบเพียงครึ่งเดียวหรือน้อยกว่าที่ยังมีสติ จะฆ่าหรือจะทำให้หมดสติก็ได้ แต่พวกเราจะไม่รับผิดชอบต่อการตายหรืออุบัติเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น ในกรณีที่ผู้เข้าสอบมีจำนวนมากกว่าครึ่งเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ทุกคนจะถูกตัดสิทธิ์ในทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข”
ทุกคนได้ถูกนำตัวมายังเกาะร้างแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึง กรรมการผู้ตัดสินได้อธิบายกฎกติกาเพื่อพิชิตการทดสอบ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต่างมีสีหน้าเป็นกังวล กระนั้นเซลฟิสกลับเป็นผู้เดียวที่ยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับตนคือผู้ชนะ
“ง่ายมาก ง่ายจริงๆ ก็แค่ต้องโค่นล้มทุกคนและอยู่รอดให้ได้เป็นคนสุดท้ายก็พอ” เขากล่าวด้วยวาจาฉะฉาน พลางครุ่นคิดว่าตนย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด
ทว่าย่อมเป็นที่แน่นอน โลกใบนี้ไม่เคยยินยอมให้ทุกคนได้รับฉากจบที่ต้องการ
พลันเริ่มต้นการทดสอบได้เพียงไม่นาน เซลฟิสและกรีดดี้กลับพ่ายแพ้ต่อกลลวงอย่างง่ายดาย ถูกรายล้อมโดยชายกลางคนพร้อมอาวุธครบมือ
“ไอ้พวกขี้ขลาด แน่จริงก็อย่ารุมดิวะ !!” เซลฟิสตวาดใส่ด้วยวาจาร้ายกาจ
กระนั้นอีกฝ่ายกลับไม่แยแส หนึ่งในพวกเขากล่าวขึ้นโดยมีท่าทีว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม
“เจ้าหนู คิดว่าแกกำลังเล่นตำรวจจับผู้ร้ายรึไง มันไม่ได้มีกฎข้อไหนสักหน่อยที่บอกว่าห้ามรุมน่ะ” มันกล่าวพลางหัวเราะเยาะจนออกนอกหน้า เซลฟิสจึงเพิ่มทวีความโกรธมากจนไร้ซึ่งหนทางยับยั้ง “กรีดดี้ รออยู่ตรงนี้ พี่จะ ฆ่า พวกมันให้หมดเอง” เขากล่าวและวิ่งเข้าหาศัตรูอย่างบ้าคลั่งราวกับนักรบแดนเถื่อน
“ไอ้โง่เอ้ย”
ช่วงเวลาล่วงผ่านไปราวสิบนาที ร่างของเซลฟิสนอนลงแทบเท้าของพวกมัน แม้จะมีร่างกายใหญ่โต ถือครองความชำนาญด้านการใช้มานา กระนั้นใช่ว่าจะมีเพียงเขาที่มีพลังอันกล้าแกร่ง ผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่ล้วนฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเทียบกับคนทั่วไป เซลฟิสก็เปรียบได้เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง
“แกมันโคตรกากเลยว่ะ” ฝ่ายตรงข้ามกล่าวเยาะเย้ยพลางมองต่ำลงมา ฟันของเซลฟิสกระทบกันดังกึ่กๆ แววตาจดจ้องพลางเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด
.
< ทำไมกันวะ !! >
.
< ชั้นต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้สิ !! >
.
< ชั้นคือผู้ถูกเลือก !! >
.
< ชั้นจะต้องฆ่าพวกมันได้สิ !! >
.
แม้จะถูกเปรียบว่าด้อยค่าเยี่ยงหนอนหรือแมลง ทว่าเซลฟิสกลับไม่ยอมรับความจริง เขาเค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืน กระนั้นเรี่ยวแรงกลับเหลือน้อยเต็มทีจนมิอาจแม้แต่จะขยับฝ่ามือของตน
“ไปตายซะ !!” ศัตรูทุบค้อนลงมาเพื่อบดขยี้ศีรษะของเขา เซลฟิสจึงเร่งปิดตาลง เขานั้นกำลังหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“แผล่ะ-”
ศีรษะของใครบางคนถูกบดขยี้ ทว่ามิใช่ศีรษะของเซลฟิส เขายังไม่ตาย เมื่อเริ่มต้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลับมีชายผู้หนึ่งซึ่งร่างกายเรียวเล็กกำลังบีบกะโหลกของศัตรูจนแหลกละเอียดด้วยมือเพียงข้างเดียว
“นายคือ.. กรีดดี้งั้นหรือ..” เซลฟิสเค้นแรงเพื่อเอ่ยถาม เขาแทบไม่อยากเชื่อในสายตาของตน ราวกับความฝัน มือของน้องชายตัวน้อยปกคลุมไปด้วยแสงสีสันมากถึงเจ็ดสี
ท่ามกลางความตกตะลึงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ กรีดดี้แผ่ขยายจิตสังหารเย็นยะเยือกไปให้ศัตรู เมื่อนั้นทุกคนจึงเร่งลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์
“มันคือปีศาจ !!”
เพียงช่วงเวลาราวสิบนาที เหล่าผู้เข้าทดสอบทั้งห้าสิบชีวิตได้สิ้นชีพ จมกองเลือดเกลื่อนกลาดอยู่แทบเท้าของเด็กชายตัวน้อย
กรีดดี้เหลียวมองกลับมายังพี่ชายของเขา “ไม่ต้องห่วงนะครับ เหมือนกับที่พี่คอยปกป้องผม นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่ยอมให้ใครก็ตามมาทำลายเราเป็นอันขาด”
รอยยิ้มนั้นมีเพียงความรักและการเทิดทูนต่อพี่ชายเฉกเช่นที่ผ่านมา กระนั้นสิ่งที่เซลฟิสมองเห็นกลับเป็นอีกอย่าง
.
< มันกำลังเยาะเย้ยชั้น >
.
ความหยิ่งทะนงได้เข้าปกคลุมทัศนียภาพให้มืดบอดลงจนมิอาจมองเห็นถึงสิ่งใด
“อืม ขอบใจมาก” เซลฟิสแสร้งยิ้มและกล่าว
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ระยะห่างระหว่างทั้งสองก็ได้เพิ่มพูนทวีในระดับเดียวกับการพบพานของคนแปลกหน้า เซลฟิสขอแยกทางกับน้องชาย บอกว่าตนต้องการสร้างตำนานด้วยชื่อของตัวเอง
กลับเข้าสู่ช่วงเวลาในปัจจุบัน
ท่ามกลางความอึดอัดที่เพิ่มพูนทวี ชายชาตรีนับร้อยได้ปรากฏตัวพร้อมอาวุธครบมือ
“คนพวกนี้เป็นใคร ?” แมรี่เอื้อนเอ่ยถาม กระนั้นรอยยิ้มของเซลฟิสกลับบ่งบอกทุกสิ่ง ทั้งหมดเป็นกลลวงของเขา
นับตั้งแต่ที่เซลฟิสแยกทางกับน้องชาย ในขณะที่เขากำลังมุ่งไปตามทางของตน กรีดดี้กลับใช้พรสวรรค์สร้างชื่อ และกลายเป็นนักบุกเบิกระดับเพชรในท้ายที่สุด
.
< คอยดูเถอะกรีดดี้ ในขณะที่ชั้นยังติดแหง็กอยู่กับระดับเงินขั้นสุดท้ายมาหลายปี แกกลับกลายเป็นถึงระดับเพชร และยังถูกเชื้อเชิญให้เข้าสู่กิลด์หนึ่งในสิบของโลก แกกลายเป็นคนที่ชั้นใฝ่ฝันมาโดยตลอด แกหักหน้าของชั้น แต่คอยดูเถอะ ชั้นจะใช้อำนาจของเงินเพื่อสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่ง และสักวันหนึ่ง.. >
.
< ชั้นจะยืนขึ้นไปอยู่เหนือแกอีกครั้ง >
.
แววตาของเซลฟิสแอบแฝงความชั่วร้ายอย่างเหลือล้น ในขณะที่ธาตุแท้ถูกเปิดเผยออกมาจนมิอาจเสแสร้งได้อีก นี่มิใช่ครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นท้าทายดันเจี้ยน เจ็ดในสิบครั้งพบผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หากแต่ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมด ล้วนแล้วแต่สังกัดกลุ่มอื่นหาใช่กลุ่มของเซลฟิส
มีหลายครั้งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตทำการกล่าวหา เกิดเป็นคดีความขึ้นศาลเป็นเรื่องเป็นราว ทว่าเมื่อผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ทุกข้อกล่าวหาจะถูกปัดตกอย่างมีนัยสำคัญ
เซลฟิสไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด เขาเห็นชีวิตคนเป็นเพียงหนึ่งขั้นบันไดเพื่อปีนป่ายขึ้นไปและถีบกรีดดี้ลงมาจากบัลลังก์
“ขอย้อนกลับไปยังคำถามแรกที่ชั้นถามแก” กวีเริ่มกล่าวอีกครั้ง “ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่ ?”
ได้ยินคำถาม สีหน้าของเซลฟิสแลดูไม่สบอารมณ์ “จะไปรู้รึไง ตอนแรกชั้นก็คิดว่ามันคือห้องผู้พิทักษ์เหมือนกับพวกแกนั่นแหละ” สรรพนามใช้เรียกแทนตนแปรเปลี่ยนไป เมื่อธาตุแท้ถูกเผยออกมา จึงไม่มีความจำเป็นอันใดต้องแสร้งทำเป็นสุภาพ
ในความเป็นจริงแล้ว ดันเจี้ยนจะสูญสลายโดยมีสองกรณี
กรณีที่หนึ่ง การโค่นล้มผู้พิทักษ์
กรณีที่สอง เวลาได้ล่วงผ่านไปสามสัปดาห์นับตั้งแต่ที่ดันเจี้ยนปรากฏขึ้นบนผืนโลก
ดันเจี้ยนมีลักษณะคล้ายคลึงกับเขาวงกต ภายในประกอบไปด้วยกับดักและสัตว์อสูร เพื่อพิชิตดันเจี้ยน ผู้ท้าทายจำต้องฝ่าฟันอุปสรรคและโค่นล้มผู้พิทักษ์ลงให้จงได้ ถึงกระนั้น บรรดาอสูรและกับดักรอบนอกจะกลับคืนสภาพเมื่อเวลาเลยผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด นักบุกเบิกส่วนมากจึงไม่เข้าสู่ห้องผู้พิทักษ์ในวันแรก ทว่าจะผลัดเวรเป็นสามครั้งในวันที่หนึ่ง วันที่แปด และวันที่สิบห้า ซึ่งเป็นวันแรกของแต่ละสัปดาห์จนกว่าดันเจี้ยนจะสูญสลาย
ถึงกระนั้น การกระทำเช่นนี้มิได้สร้างความได้เปรียบแต่อย่างใด เพราะแม้จะได้รับวัตถุดิบจากอสูรดันเจี้ยนมากขึ้น ทว่าสมบัติที่จะได้รับหากพวกเขาโค่นล้มผู้พิทักษ์กลับมีมูลค่ามากกว่าสิบเท่าของซากอสูรทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ความยากในการสังหารผู้พิทักษ์กลับมีความเสี่ยงจนถึงขั้นเสียชีวิต
เช่นนั้นแล้ว คนส่วนใหญ่ที่เฝ้ารอให้อสูรเกิดใหม่ครบสามครั้งและจึงตัดสินใจท้าทายผู้พิทักษ์ล้วนแล้วแต่เป็นพวกมือใหม่
จากเรื่องราวทั้งหมด บ่งบอกว่าเซลฟิสและพวกพ้องอาจกระทำการเช่นเดียวกับคนเหล่านั้น ทว่ามิใช่เลย พวกเขาล้วนฉลาดและมีไหวพริบ ย่อมรู้ดีว่าควรปิดดันเจี้ยนให้รวดเร็วที่สุด กระนั้นทุกสิ่งย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง
ย้อนกลับไปเมื่อราวสามสัปดาห์ก่อน
“หัวหน้าครับ ทำไมพวกเราถึงต้องเดินทางมาที่ทะเลทรายอาวาเลสกันครับ มันไม่ร้อนเกินไปรึเปล่า ?” บารากะกล่าวขณะหอบของพลางปาดเหงื่อที่ไหลย้อยอาบแก้ม
“เจ้าโง่ คิดดูให้ดีสิ ใครกันมันอยากจะมาท้าทายดันเจี้ยนในทะเลทรายอันร้อนระอุ แต่ก็เพราะแบบนี้แหละ ทำให้คู่แข่งจึงน้อยลงไปด้วย ยิ่งช่วงนี้ทางสมาคมเริ่มระแคะระคายเรื่องการปล้นฆ่าที่เกิดขึ้นภายในดันเจี้ยน หากยังทำแบบเดิมต่อไป เดี๋ยวพวกมันก็ส่งยอดฝีมือมาตรวจสอบ และหากมันเกิดขึ้น ชื่อของน้องชั้นก็ไม่อาจคุ้มกะลาหัวให้พวกเราได้อีกต่อไป” เซลฟิสกล่าว
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเดินทางมายังทะเลทรายอาวาเลส พิชิตดันเจี้ยนและกลับบ้าน มันควรจะเป็นเช่นนั้น..
พวกเขาฝ่าฟันเข้ามาจนกระทั่งสามารถโค่นล้มผู้พิทักษ์ระดับสามลงได้สำเร็จ
“สำเร็จแล้วครับหัวหน้า !!” บารากะพลางแสดงออกถึงความปลื้มปีติ
ถึงกระนั้น เซลฟิสกลับมีสีหน้าที่แตกต่าง
“ก็จริงของนาย แล้วทำไม.. กล่องสมบัติถึงไม่ปรากฏออกมากันล่ะ ?”
พลันผู้พิทักษ์สิ้นลม กล่องสมบัติซึ่งบรรจุวัตถุโบราณล้ำค่าจะปรากฏขึ้น และในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ดันเจี้ยนจะสูญสลายหายไปเป็นอันสิ้นสุด
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง
พวกเขาเฝ้าออกจากดันเจี้ยนและเฝ้ารออยู่รอบนอกวิหาร กระนั้นพวกมันกลับไม่เริ่มต้นกระบวนการสูญสลาย
หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ในวันที่แปด นับตั้งแต่วันแรกที่ดันเจี้ยนปรากฏขึ้น
พวกเขากลับเข้าสู่ภายในดันเจี้ยนอีกครั้ง เหล่าพลทหารก็อปลินและก็อปลินนักล่ากลับคืนสภาพเฉกเช่นกลไกตามปกติ กระนั้นเมื่อเดินทางเข้าสู่ห้องผู้พิทักษ์ กลับพบว่าไม่มีอสูรตนใดเฝ้ารออยู่ ณ ที่แห่งนั้นแม้แต่ตัวเดียว
พวกเขาตกอยู่ในความสิ้นหวัง อุตส่าห์บากบั่นเดินทางร่อนเร่มาจากแดนไกล ทว่าทุกหยาดเหงื่อกลับสูญสลายไปโดยไร้ซึ่งสิ่งตอบแทน
ทุกคนคอตกพลางออกจากดันเจี้ยน กลุ่มของเซลฟิสมีกำลังพลมากกว่าหนึ่งร้อยนาย ทุกคนล้วนต้องการเงินทอง ซึ่งหากปราศจากสมบัติภายในดันเจี้ยนแห่งนี้ เซลฟิสคงไม่มีทางเลือกอื่นและพึ่งพาเงินของกรีดดี้เพื่อแจกจ่ายเบี้ยเลี้ยงบางส่วน
ทันใดนั้น ความคิดชั่วร้ายได้ผุดขึ้นในชั่วครู่ขณะ พร้อมรอยยิ้มของปีศาจได้ปรากฏ ณ มุมปาก “ไม่เห็นจะยาก ก็แค่ล่อไอ้พวกมือใหม่ที่หลงเข้ามาและปล้นพวกมันในดันเจี้ยนก็สิ้นเรื่อง !!”