คราวนี้ทั้งสามคนต่างวิ่งหน้าตั้งไปยังต้นเสียงมนตราไปถึงประตูห้องคุณปู่เป็คนแรก ทันใดนั้นมีร่างหนึ่งวิ่งสวนออกมาอย่างเร็วทั้งคู่จึงชนกันอย่างจังจนต่างหงายหลังกระเด็นกันทั้งคู่ปกป้องรีบมาประคองมนตราลุกขึ้น มนตรายังงงๆ เธอเอามือคลำหัวป้อยๆเช่นเดียวกับอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตั้งรับได้ไวกว่า
“ยัยนี่!มาทำไม แล้ววิ่งมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ”
“ยัยเมหยุดเดี๋ยวนี้! แล้วเธอมีอะไรร้องเสียงดังขนาดนั้น”ปกป้องปราม
“มันมีแมวตัวนึงมาจากไหนไม่รู้กำลังนอนอยู่บนอกคุณปู่”เมธาวดีได้สติรีบบอกปกป้อง
ปกป้องพรวดพราดเข้าไปตามด้วยพยาบาลและเมธาวดีที่ตั้งใจกระแทกไหล่มนตรามนตราสูดหายใจเฮือกหนึ่งเพื่อเตรียมตั้งรับสถานการณ์ก่อนเข้าไป
ปกป้องเข้าไปอุ้มเ้าเหมียวออกมนตรารีบถลาเข้าไปรับ ส่วนพยาบาลตรวจเช็กชีพจรและตรวจดูอุปกรณ์พยุงชีพมนตรารู้สึกผิดเพราะเกรงว่าคุณปู่ในร่างเ้าเหมียวจะไปทำให้ร่างของคุณปู่อาการแย่ลง
“แล้วไอ้แมวตัวนี้มันมาจากไหนเอ๊ะ!มันมีปลอกคอด้วยนี่ หรือว่าเป็แมวของเธอ!นี่ถ้าแมวเธอทำให้คุณปู่เป็อะไรไป เธอจะรับผิดชอบยังไง!”เมธาวดีหันมาแหวใส่มนตรา
“เงียบนะยัยเม!คุณพยาบาลครับ คุณปู่เป็ยังไงบ้างครับ”
“เท่าที่ตรวจดูก็ปกติเท่าเดิมทุกอย่างนะคะอาการไม่ได้ทรุดลงค่ะ”
ปกป้องและมนตราสบตากันแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยเฉพาะมนตราที่รู้สึกผิดมากเธอมองร่างคุณปู่ที่นอนอยู่และก้มมองเ้าเหมียวที่เหมือนจะสลบเช่นเคยอยู่ในอ้อมอกเธอ
แม้จะคุยกับเ้าเหมียวและเตรียมใจกันไว้ก่อนแล้วแต่มนตราก็อดเป็กังวลไม่ได้เมื่อเห็นเขาสลบไสลแบบนั้นอีกทั้งยังไม่มั่นใจด้วยว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาแบบเดิมหรือจะฟื้นขึ้นในร่างคุณปู่
“จับฉ่ายไม่ได้เป็อะไรใช่ไหมมนตร์”ปกป้องถามด้วยความเป็ห่วงขณะที่กุมมือคุณปู่อยู่
“อ๋อ...ฉันว่าเขาไม่เป็ไรหรอกเขาน่าจะหลับลึกเหมือนที่เคยเป็นั่นแหละ”
“อะไรกันคะคุณปู่นอนป่วยอยู่ทั้งคน เป็ห่วงแมวนี่มันใช่เหรอ” เมธาวดีประชด
ปกป้องไม่พูดอะไรเพราะเหนื่อยจะต่อล้อต่อเถียง
“คุณปู่ครับ...ผมกลับก่อนนะครับเดี๋ยววันหลังจะมาเยี่ยมใหม่” ปกป้องกล่าวเสียงแ่
“พี่ป้องจะกลับแล้วเหรอ...”เมธาวดีเสียงอ่อย
“อืม...ฉันปลดบล็อกเธอแล้วนะถ้ามีเื่ด่วนเกี่ยวกับคุณปู่ก็รีบโทรมาได้เลย”
“ค่ะ!ถ้าไม่มีธุระจริงๆ พี่คงจะไม่สนใจสินะ เอาแต่ให้เวลากับแม่นี่!”
เมธาวดีหันมาทำตาขวางใส่มนตราแต่มนตราไม่สนใจ ค่อยๆหลบฉากไปหยิบเป้ใส่แมวที่ปกป้องคว้าติดมือขึ้นมาด้วยแล้วเอาเ้าเหมียวใส่ลงไปในนั้น
“ผมฝากคุณปู่ด้วยนะครับคุณพยาบาลมีอะไรโทรมาได้เลยนะครับ”
ปกป้องและมนตรายกมือไหว้ลาพยาบาลแล้วออกมาโดยมีเมธาวดีเดินกระฟัดกระเฟียดตามมาและโวยวายที่ปกป้องไม่คิดจะให้เวลากับเธอบ้างปกป้องไม่สนใจนอกจากจะฝากฝังคุณปู่ไว้กับเมธาวดีอีกครั้ง
“ป้อง...นายก็น่าจะให้เวลากับเมเขาหน่อยนะดูเขาคิดถึงนายอยู่นะ” มนตราพูดขณะพยายามล็อกหมวกกันน็อกด้วยตนเอง
“เขาอยู่นี่ก็ได้รับความรักท่วมท้นอยู่แล้วละทั้งจากคุณปู่กับน้ายุพิน” ปกป้องประชดขณะที่หันมาล็อกหมวกกันน็อกให้มนตรา
“คุณปู่เอ็นดูเขามากเลยเหรอ”
“ความจริงก็...จะว่ายังไงดีล่ะคุณปู่ไม่ได้ให้เวลา ไม่ได้พาไปเที่ยวแต่คุณปู่ก็ให้เงินสนับสนุนทุกครั้งเวลายัยเมอยากไปเที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่สำคัญไม่เคยดุด่าแรงๆ ไม่เคยเฆี่ยนตีบังคับแล้วคงไม่ต้องบอกนะว่าสำหรับฉันตรงกันข้ามแทบทุกอย่าง” ปกป้องหัวเราะขื่นๆ
“อือ...”
เสียงครางฮือดังออกมาจากกระเป๋าเป้ใส่แมวของมนตราทั้งคู่สะดุ้งโหยง
“เขาตื่นแล้วละป้องเรากลับบ้านกันเถอะ!”
“แต่เมื่อกี้...เมื่อกี้เธอได้ยินไหมเสียงเขาเหมือนคนเลย จริงๆ คือเหมือนคุณปู่เลย”
มนตราเบิกตากว้างรีบแก้ตัวแทน
“เฮ้ยนายเป็ห่วงคุณปู่จนหูแว่วไปเองหรือเปล่าฉันได้ยินเสียงครางของแมวมากกว่านะ แบบงื้อ...”
เ้าเหมียวรับลูกจึงพยายามรีบครางตามที่มนตราทำเสียงปกป้องมองอย่างงุนงงระคนขำ เขาพาทั้งสองไปส่งที่บ้านแล้วแวะไปที่ร้านกาแฟต่อมนตรารีบพาเ้าเหมียวเข้าบ้าน
“คุณปู่...คุณปู่เป็ยังไงบ้างคะกินน้ำกินท่าก่อนค่ะ” มนตรารีบรินน้ำใส่แก้วให้เขา
เ้าเหมียวดื่มน้ำจนอิ่มแล้วเหม่อมองออกไปนอกบ้านมนตราเห็นอาการของเขาแล้วชักเป็ห่วง
“เ้าแน่ใจมาตลอดเลยสินะว่าข้าคือคุณปู่”เ้าเหมียวถามเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
“ใช่ค่ะหนูมั่นใจสุดๆ ค่ะ สภาพแวดล้อมทุกอย่างที่คุณเคยบรรยายไว้ก็ตรงหมดนี่คะทั้งหนังสือนิยาย ไม้เท้า อ้อ! มีรูปถ่ายด้วยนะคะปกป้องลืมเอากลับไป”
มนตรารีบล้วงรูปถ่ายจากกระเป๋าถือเอาให้เขาดูแต่ทันทีที่เ้าเหมียวเห็นรูป น้ำตาจากดวงตาน้อยๆ ก็ไหลริน เขาสะอื้นไห้ตัวโยนจนมนตราใเธอรีบลูบหลังเพื่อปลอบโยนเขา
“บางครั้งนะมนตรา...ฉันอยากจะให้มันเป็เพียงความฝันฉันไม่อยากยอมรับความจริงอันโหดร้ายเลยว่า...ฉันเองนี่แหละคือปู่ใจร้ายและเ็าของปกป้อง!”
“โธ่คุณปู่...”มนตราไม่รู้จะปลอบอย่างไร
“ฉัน...วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะมนตราฉันขอโทษด้วย ฉันเหนื่อยเหลือเกิน อยากพักสักหน่อยพรุ่งนี้ฉันจะเล่าสิ่งที่เห็นให้เธอฟัง”เ้าเหมียวหันหลังแล้วเดินไปยังเบาะนอนข้างโซฟา
มนตราสงสารเขาจับใจแต่เธอเข้าใจว่าเขาย่อม้าเวลาเหมือนกัน เธอหยิบผ้าห่มจากในตู้ไปห่มให้เขาคุณปู่หลับไปแล้ว
“อืม...นี่คงได้เวลาส่งงานของฉันแล้วสินะ”มนตราพึมพำขณะที่กางโน้ตบุ๊กออกมาเพื่อเสริมแต่งต้นฉบับนวนิยายให้จบ
ค่ำคืนนั้นเองขณะที่มนตราขับเคี่ยวกับต้นฉบับอย่างหน้าดำคร่ำเครียด อีกฟากฝั่งหนึ่งไกลออกไปก็กำลังขับเคี่ยวแข่งกับเวลาอยู่เช่นกัน
ณบ้านพักตากอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ของชายชรา
บ้านพักไม้แห่งนั้นมีสองชั้นตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นชานกว้างใหญ่มากพอให้กางเต็นท์นอนเล่นได้ มีเสียงน้ำตกดังแว่วไกลออกไปมันคงเป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจสุดวิเศษสำหรับใครหลายคน แต่คงไม่ใช่สำหรับทุกคน
ภายในบ้านค่อนข้างมืดแต่ยังมีแสงจากไฟฉายส่องแวบไปมาบอกให้รู้ว่ามีคนอยู่ร่างในเงาตะคุ่มนั้นกำลังรื้อข้าวของกระจัดกระจาย
“โธ่เว้ย!ไม่ไหวแล้วโว้ย!”
เสียงร้องอย่างหมดความอดทนดังขึ้นพร้อมๆกับไฟที่สว่างพรึ่บร่างนั้นกระชากโม่งคลุมหน้าสีดำของตัวเองออกแล้วปาลงพื้นจนกระเด็นเผยให้เห็นหน้าตาที่บูดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ยุพินนั่นเอง!
ยุพินทรุดนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะรับแขกแล้วกดโทรศัพท์มือถือหาใครบางคน
“แกไม่คิดจะมาช่วยฉันหาเลยเหรอไอ้แก่ไม่ได้มีบ้านหลังเท่ารูหนูอย่างแกนะ จะได้หาพินัยกรรมเจอได้ง่ายๆ น่ะ”
ยุพินสบถแล้วด่าทอต่อโดยไม่คิดจะฟังปลายสาย
“ก็หาไม่เจอน่ะสิวะถามได้ฉันหาที่บ้านพักตากอากาศของมันครบทุกหลังแล้ว!”
ยุพินพ่นลมหายใจด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง
“อะไร!แกจะให้ฉันกลับไปหาที่ห้องไอ้แก่อีกครั้งเหรอและทุกๆห้องในบ้านด้วย... แกจะให้ฉันค้นห้องคนใช้ด้วยไหมล่ะ แกเล่นตลกอะไรอยู่!”
ยุพินมือสั่นแต่ครั้งนี้เธอยังทนฟังปลายสายที่รีบพูดจนลิ้นแทบพันกันเป็พัลวันอยู่
“เอางั้นก็ได้!แต่แกอย่าลืมทำหน้าที่ทนายประจำตระกูลของแก คือรีบๆ ปลอมพินัยกรรมซะ! ไม่อย่างนั้นแกจะไม่ได้อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว!”
ยุพินตะคอกปลายสายเสียงดังก่อนวางแล้วปาหนังสือใกล้มือลงพื้นเพื่อระบายความโกรธเกรี้ยว ความโลภที่เข้าครอบงำทำให้หญิงคนหนึ่งที่เคยหน้าตาสะสวยกลายร่างเป็นางมารผู้อาฆาตมาดร้ายในเวลาเพียงไม่นาน...
วันรุ่งขึ้น
มนตราสะดุ้งตื่นเพราะถูกแสงแดดอาบไล้ทั่วใบหน้าจนเธอรู้สึกร้อนเธอรีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาดูเวลาแล้วก็พบว่าเป็เวลาเที่ยงกว่าแล้วเธอตาลีตาลานปรี่ลงบันไดมาจนแทบสะดุดขาตัวเองล้ม
“เอ้านังหนูไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวพลัดตกกะไดล้มคว่ำลงมาหรอก”
“ขอโทษนะคะๆคุณปู่” มนตรายกมือไหว้ปลกๆ
“ขอโทษเื่อะไรกันเล่า”
“ก็หนูไม่ได้ลุกมาเตรียมอาหารเช้าให้คุณปู่น่ะค่ะ”มนตราพูดเสียงอ่อยๆ
“ไม่เป็ไรหรอกมนตราข้ายังไม่รู้สึกหิวเลยั้แ่เมื่อวาน”
เ้าเหมียวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแม้ขนสีส้มจะปกคลุมใบหน้าแต่ก็มองเห็นสีหน้าอมทุกข์ชัดเจน
“คุณมีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ”
“มีสิ...ต้องขอโทษจริงๆนะที่ข้าเอาแต่พึ่งพาเ้า จะตอบแทนเ้าอย่างไรยังไม่รู้เลยเ้าดีกับข้าั้แ่ตอนที่ข้ายังเป็แมวจรไม่รู้ที่มาที่ไปด้วยซ้ำ”เ้าเหมียวกล่าวอย่างซาบซึ้ง
“โธ่!ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณปู่”
“อ้อ!ข้ามีเื่ขอร้องอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้ข้าขอแทนตัวเองว่า ‘ปู่’ กับ ‘ฉัน’ และเรียกเ้าว่ามนตราหรือหนูจะได้ไหม”
“ได้สิคะคุณปู่!” มนตราร้องอย่างดีใจ
“เอาละหนูคงอยากรู้ใจแทบขาดล่ะสิว่าปู่เห็นอะไรมาบ้าง”
มนตราพยักหน้ารับแล้วรีบนำโทรศัพท์มือถือมาอัดคลิปไว้เหมือนเดิมเ้าเหมียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างที่เขาเห็นในความทรงจำจนหมดทุกอย่าง
“ปู่รู้สึกเสียใจมากมนตราปู่อยากไถ่โทษแล้วก็อยากขอโทษปกป้อง แต่ไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรแม้แต่จะกลับเข้าร่างตัวเองก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำอีกทั้งร่างกายที่โคม่าแบบนั้นต่อให้กลับไปได้ก็อาจทำอะไรไม่ได้เลยก็ได้...”
มนตรานิ่งคิดครู่เดียวก่อนจะโพล่งออกมา
“เข้าร่างเดิมไม่ได้คุณปู่ก็ใช้ร่างเ้าเหมียวนี่สิคะ”
“แล้วปกป้องจะเชื่อหรือ”
“หนูยังเชื่อเลยค่ะปกป้องก็ต้องเชื่อแน่ๆ ไหนจะเื่ความทรงจำต่างๆ ที่คุณปู่กับเขามีร่วมกันอีกใครจะรู้ได้ล่ะคะถ้าไม่ใช่คุณปู่ตัวจริง” มนตรากล่าวอย่างมั่นใจ
เ้าเหมียวนิ่งคิดไปพักหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอความช่วยเหลือจากหนูอีกแล้วละมนตรา”
“ได้เสมอค่ะคุณปู่!” มนตราตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“แล้วก็มีเื่หนึ่งที่สำคัญมากที่ปู่ลืมเล่าให้หนูฟังเพราะบางครั้งความทรงจำของปู่ในร่างเ้าแมวตัวนี้ก็ขาดหายไปคือตอนที่ปู่หลงทางไปที่บ้าน ปู่ไปได้ยินว่ายุพินกำลังคิดร้าย!เธอกำลังค้นหาพินัยกรรมฉบับจริงเพื่อทำลายและเธอก็ต้องทำฉบับปลอมขึ้นมาแน่นอน”
“หา!ถ้าเขาปลอมพินัยกรรมเสร็จอย่างนั้นคุณปู่...หนูหมายถึงว่าร่างจริงของคุณปู่ก็อาจตกอยู่ในอันตรายน่ะสิคะ”
ทั้งคู่มองหน้ากันโดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยปากก็เข้าใจกันดีว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา
“แล้วคุณปู่พอจะนึกออกไหมคะว่าพินัยกรรมฉบับจริงซ่อนอยู่ที่ไหน”
“รู้สิ!” เ้าเหมียวกล่าวอย่างหนักแน่น
จากผู้เขียน…
ยุพินตัวร้ายกลับมาแล้วค่าชีไม่เบานะคะทุกคน แล้วฝั่งมนตรากับเ้าเหมียวจะหาพินัยกรรมฉบับจริงเจอก่อนมั้ยนะ