บรรพบุรุษผู้เฝ้าหอพระคัมภีร์เริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาเคยรู้เกี่ยวกับเจียงหยุนให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความรู้สึกผิด
หลังจากที่เจียงหยุนอ่านและทำความเข้าใจทักษะและวิชาทั้งหมดในหอคัมภีร์เสร็จสิ้น เขาไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมแล้ว เขาได้องค์ความรู้ทั้งหมดที่ต้องการเพื่อพัฒนาทักษะวิชาของเขาให้ก้าวไกลขึ้นไปถึงจักรพรรดิอมตะได้เลย ทันใดนั้น เขาก็เอ่ยขึ้นในใจ
"ระบบ ซ่อนตัวตนและปิดกั้นทุกอย่าง อย่าให้ใครสังเกตเห็นตัวข้าหรือสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เข้าใจไหม?"
เสียงระบบตอบกลับมาอย่างมั่นใจ [ท่านมั่นใจได้เลย โฮสต์ ทุกสิ่งจะถูกปิดบังอย่างสมบูรณ์]
เพียงเสี้ยววินาที ร่างของเจียงหยุนก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไร้ซึ่งสัญญาณให้รับรู้ ไม่มีพลังใดๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากตัวเขา ชายชราทั้งสามคนที่อยู่เบื้องล่างยังคงพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีผู้ใดรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
"ท่านไม่คิดว่าการปล่อยให้เด็กคนนั้นหลุดมือไปเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปหรือ?" บรรพบุรุษลำดับที่ 107 เอ่ยขึ้นอย่างลังเล
"เสี่ยงแน่... แต่เขาไม่เหมือนใคร ถ้าเราบีบบังคับเกินไป อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งตระกูลและเราจะเสียอัจฉริยะคนนี้ไปอย่างแน่นอน" บรรพบุรุษลำดับที่ 13 กล่าวอย่างรอบคอบ น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความกังวล
"ข้าว่าปล่อยเขาไปยังดีกว่า หากเขาไม่ทำร้ายตระกูล เราก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายเขา" ชายชราเฝ้าหอคัมภีร์พยักหน้าเห็นด้วย
เจียงหยุนที่นั่งอยู่ในหอคัมภีร์ จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่หลั่งไหลกลับมา ภาพเหล่านั้นค่อยๆ เปิดเผยความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว และความเกลียดชังที่ฝังอยู่ลึกในหัวใจของเขา มันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเพียงเด็กทารก
ในวันที่เจียงหยุนลืมตาดูโลก เสียงของเจียงฮ่าว ผู้เป็นบิดา ดังขึ้นอย่างมีความสุข
"ลูกชายของข้าเป็นยังไงบ้าง?"
"ไม่มีร่างกายพิเศษใดๆ ไม่มีเลือดพิเศษ หรืออะไรที่พิเศษอะไรเลย เป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง..." หญิงคนหนึ่งตอบด้วยเสียงที่ไร้ความอบอุ่น เจียงฮ่าวที่ได้ฟังเปลี่ยนสีหน้าทันที เขารู้สึกเครียดมากเนื่องจากเขาให้กำเนิดคนธรรมดามันอาจจะทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหายได้ เขาจึงสั่งให้เอาเจียงหยุนออกไปจากสายตาของเขาทันที จากนั้นเดินไปหาทารกอีกสองคนที่เกิดมาพร้อมกัน นั่นคือพี่สาวฝาแฝดของเจียงหยุน เจียงถิงและเจียงลี่ ทั้งคู่มีร่างกายจักรพรรดิอมตะตั้งแต่เกิด ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและอบอุ่น
ความทรงจำต่อมาก็ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ เมื่อเจียงหยุนอายุได้เพียงหนึ่งขวบ เขาถูกทอดทิ้งในห้องที่โดดเดี่ยวและเกือบอดตายเนื่องจากการดูแลที่ละเลยของคนใช้ เขาได้แต่รอคอยความรักความเอาใจใส่ที่ไม่เคยมีให้จากพ่อแม่ของเขา แต่พี่สาวทั้งสองของเขาได้รับการดูแลประดุจเจ้าหญิง แต่เจียงหยุน...ถูกมองเป็นเพียงเด็กธรรมดา และแทบไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ของเขาด้วยซ้ำ ความหวังที่จะได้รับความรักค่อยๆ เลือนหายไป แต่เขาพยายามศึกษาและเรียนหนักเสมอเพื่อในสักวันเขาจะถูกมองเห็นบาง
เมื่อถึงอายุสามขวบ เจียงหยุนขโมยอาหารจากห้องครัว เจียงฮ่าวผู้เป็นบิดาโกรธเคืองอย่างหนัก ทั้งที่เจียงหยุนเป็นคนธรรมดาและเขารอคอยให้เจียงหยุนแสดงความสามารถบางอย่างออกมา แต่ใน 3 ปีที่ผ่านมากลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การที่เกิดมาในโลกแห่งนี้ด้วยร่างกายธรรมดามันเหมือนบาปและความผิดติดตัวไปตั้งแต่เกิดจนโตเลย
"เจ้าช่างไร้มารยาท!" เขาตะโกนด่าทอเจียงหยุนด้วยความขาดสติและเขาเองที่ไม่ชอบเจียงหยุนมากๆ
"จากนี้ไป เจ้าจะไม่ได้เป็นบุตรของข้าอีกแล้ว เจ้าไม่สมควรได้รับทรัพยากรหรือสิทธิ์ใดๆ ในตระกูลเจียง!"
พี่สาวทั้งสองเจียงถิงและเจียงลี่ จะยื่นมือเข้ามาช่วยขอร้องบิดา แต่ในความเป็นจริง พวกนางก็ไม่ได้ชอบเขานัก พวกนางมองว่าเจียงหยุนเป็นคนที่น่ารำคาญ เป็นเด็กที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากพวกนางเสมอ และเขาชอบเดินตามพวกนางไปทุกที่ รวมถึงข่าวลือของผู้คนรอบข้างที่คอยพูดให้พี่สาวทั้งสองรังเกียจน้องชายคนนี้ยิ่งทำให้พวกนางไม่ชอบเขามากขึ้นไปอีก
เจียงหยุนยิ้มออกมาเมื่อเห็นพี่สาวทั้งสองช่วยเหลือเขา และเขาคิดว่าพี่สาวยอมรับในตัวเขาแล้ว เจียงฮ่าวก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อเห็นพี่สาวทั้งสองขอร้องให้ยกโทษให้เจียงหยุน และพูดชื่นชมพวกนางต่อหน้าคนอื่นๆ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าลูกชายของตนเองแม้แต่น้อย
เจียงฮ่าว หลังจากที่สนทนากับลูกสาวของเขาเสร็จสิ้น ก็หันมามองเจียงหยุนด้วยสายตาที่เย็นชา
"เอาเจ้าเด็กนี่ออกไปเสีย แล้วให้มันไปอยู่กับคนรับใช้นับจากนี้ไป จนกว่าข้าจะบอกสั่งให้หยุดการลงโทษ"
เจียงฮ่าวพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย เขาสั่งการคนรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าลูกชายของตน
"เจ้าสามารถปฏิบัติกับมันเหมือนเป็นคนรับใช้ทั่วไปได้เลย"
เจียงหยุนตัวสั่นด้วยความตกใจ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถูกปฏิบัติแบบนี้ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า เขาหันไปหามารดาของเขา เว่ยหนิง หวังว่าจะได้รับความเมตตาหรือการปกป้องจากนาง แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียงความเย็นชา และสายตาที่ไม่สนใจ และไม่แม้แต่จะมองเจียงหยุนเลยแม้แต่น้อย เจียงหยุนถูกลากออกจากห้องโถงไปเหมือนสิ่งของที่ไร้ค่า เจียงหยุนพูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ พร้อมเสียงสะอื้น
“ท่านแม่…ได้โปรด”
แต่ทันใดนั้น "พามันไปซะ!" เสียงของเจียงฮ่าวดังขึ้นอีกครั้ง คนรับใช้เดินเข้ามาลากตัวเจียงหยุนออกจากห้องนั้น โดยไม่สนใจเสียงสะอื้นและการดิ้นรนของเด็กชายที่กำลังร้องไห้ และเมื่อเขากำลังถูกกลากตัวออกไปเจียงหยุนกลับได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานของคนในครอบครัวที่ยังคงดำเนินต่อไป
“ข้า…”
หนึ่งปีผ่านไป เจียงหยุนอายุได้สี่ขวบ ชีวิตของเขาในฐานะคนรับใช้เป็นไปอย่างยากลำบาก เขาถูกรังแกและถูกเหยียดหยามจากคนรับใช้คนอื่น ๆ และแม้กระทั่งคนในตระกูลบางส่วนไม่ว่าจะเป็นการดูถูกเหยียดหยาม การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ เจียงหยุนต้องกลับมาที่พักของคนรับใช้ในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำแทบทุกวัน แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็มักจะมีคนแอบมามอบยารักษาให้เขาเสมอ เพื่อให้เขาหายจากบาดแผลเหล่านั้นและสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้เสมอ
ในวันหนึ่งข่าวหนึ่งก็แพร่กระจายไปทั่วตระกูล ข่าวนี้มันทำให้เจียงหยุนกลับมามีรอยยิ้มและความสุขอีกครั้งหลังจากพบเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากมายและมันคือข่าวที่ว่า
"เจียงฮ่าวจะประกาศให้โลกนี้รับรู้เกี่ยวกับตัวลูกคนที่สามของเขากับเว่ยหนิงที่ซ่อนอยู่!"
ข่าวนี้ทำให้หัวใจของเจียงหยุนพองโตด้วยความดีใจมาก เขาลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ เขาคิดกับตัวเองว่า
“ในที่สุด ข้าก็จะได้รับการยอมรับแล้ว! ในที่สุดข้าก็จะเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลแล้ว!”
ด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ในวันต่อมาเจียงหยุนรีบวิ่งไปยังลานของตระกูลเจียงทันที ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งคนของตระกูลและผู้มาเยือนมากมาย เจียงหยุนผลักดันตัวเองเข้าไปในฝูงชนเพื่อไปให้ถึงแถวหน้าสุดด้วยความกระตือรือร้น และรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายจากใบหน้าของเขาแม้แต่น้อยพร้อมรอคอยที่จะได้ยินคำประกาศจากปากของเจียงฮ่าว พ่อของเขาเอง พร้อมเสียงพูดคุยที่ดังขึ้น
“ข้าอยากเห็นหน้าลูกคนที่ 3 ของท่านเจียงฮ่าวจังเลย”
“ข้าก็ได้ยินมาเช่นกันว่าลูกคนที่ 3 นั้นเป็นผู้ชายด้วยแหละ”
“ข้าได้ยินว่าเขาอายุ 4 ขวบแล้วตอนนี้”
“ข้ารู้มาว่า ลูกคนที่ 3 ได้เคยปลอมตัวเป็นคนรับใช้มาก่อนด้วยล่ะเหตุผลบอกว่าเพื่อซ่อนเขาจากการลอบสังหาร”
เจียงหยุนที่กำลังแทรกตัวเข้าไปอยู่และได้ยินเสียงพูดของคนเหล่านั้นเขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นจากหัวใจของเขามากและรู้สึกผิดที่มองพ่อแม่ของเขาผิดไปพร้อมคิดว่าวันนี้มันจะเป็นวันที่เขาจะจำไปตลอดชีวิตของเขาเลย
เจียงฮ่าวยืนอยู่บนแท่นสูง เสียงของเขาดังชัดเจน "วันนี้ ข้าจะประกาศเกี่ยวกับลูกชายคนที่สามของข้า!"
เจียงหยุนยังคงพยายามแทรกตัววิ่งไปข้างหน้าสุดอยู่ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
“ข้า...ในที่สุด…เมื่อข้า..กลับไปแล้ว..ข้าจะไปหา..เป็ดยางอร่อยๆ กิน” เขาคิดในใจพร้อมน้ำลายที่ไหลออกมาจากปากของเขาและน้ำตาแห่งความปลื้มปีติไหลออกมาจากดวงตาเขาเช่นกัน และ เมื่อเสียงของเจียงฮ่าวดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอให้ทุกคนต้อนรับ...”
….
….
“ลูกชายของข้า ผู้มีร่างกายจักรพรรดิอมตะแห่งความโกลาหล!”
….
….
เจียงฮ่าวประกาศเสียงดัง “ออกมาพบทุกคนสิ เจียงเฟิง!”
….
เจียงหยุนก็หยุดวิ่งในทันที พร้อมใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มค่อยๆ หุบลงไปพร้อมกับความหวังของเขาที่จางหายไปและเต็มไปด้วยใบหน้าที่งุนงง
“เอ๊ะ….”
“ห๊ะ….”
เขาคิดในใจเพื่อเข้าข้างตัวเองแต่กลับมีของเหลวบางอย่างไหลออกจากดวงตาของเขาพร้อมเสียงของเด็กชายที่ค่อยสั่นเครือว่า
“ข้า…คงได้ยิน…ผิดไป..นั้นสิๆ”
“มัน…ต้องเป็น..เจียงหยุนสิ”
“ใช่ๆ”
เจียงหยุนยังคงพยายามวิ่งแทรกไปข้างหน้าด้วยความหวังเล็กๆ ของเขาแต่ทันใดนั้นเองเสียงดังขึ้นรอบตัวของเขา
“คารวะนายน้อย เจียงเฟิง”
“คารวะนายน้อย เจียงเฟิง”
“คารวะนายน้อย เจียงเฟิง”
เจียงหยุนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของเขาและเขาหยุดวิ่งพร้อมมองไปที่เจียงเฟิง เด็กชายอีกคนที่ยืนเคียงข้างบิดา เจียงหยุนยืนนิ่งอย่างตะลึงงัน ความหวังที่เขาเฝ้ารอคอยมานานถูกทำลายลงในพริบตา เขาไม่สามารถขยับตัวได้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวดพร้อมน้ำตามที่มันกำลังไหลออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นตัวแทนของเสียงพูดของเขาที่ไม่สามารถส่งมันออกมาได้ ความจริงที่แสนโหดร้ายค่อยๆ ทะลักเข้ามาในจิตใจของเขาพร้อมน้ำตาและน้ำมูกที่มันกำลังไหลออกมาอย่างที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ พร้อมเขาเห็นพี่สาว พ่อแม่ของเขา และ เจียงเฟิง เดินเข้าไปในโถงตระกูลโดยไม่แม้แต่จะหันมามองเขาที่เขาด้วยซ้ำ เจียงหยุนยืนร้องไห้พร้อมน้ำตาทันใดอยู่นั้น ก็มีคนพุ่งเขามาเตะเขาทันที จนเขากระเด็นออกไปยังนอกลาน พร้อมเสียงพูด
“เจ้าบังอาจละเลยหน้าที่ในการให้อาหารม้าของนายน้อยคนที่ 3 และมาอยู่ที่ลานของตระกูลเพื่อยืนร้องไห้โง่ๆ ทำไม..ห๊ะ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนายน้อยคนที่ 3 หรือไง…ขยะเอ๊ย”
“ท่านพ่อ…ช่วย” เสียงอันแผ่วเบาของเจียงหยุน
ก่อนที่เจียงหยุนจะพูดจบ ชายคนนั้นได้เตะซ้ำไปที่เจียงหยุนจนสลบลงไปและลากตัวของเจียงหยุนไปในทันที เจียงถิงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพูดขึ้น
“คนใช้คนนั้นถูกทำร้ายรุนแรงจังเลย”
เจียงลี่แทรก “เจ้าอย่าไปสนใจเลยคงเป็นพวกที่ชอบไม่ทำงานแหละ..เรื่องนั้นช่างมันเถอะ..รีบไปดูน้องชายของเรากันเถอะข้าอยากเห็นเขาแล้ว..”
“แต่…”
เจียงลี่ไม่สนใจและลากเจียงถิงเดินเข้าไปในโถงตระกูลทันที
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ชีวิตของเจียงหยุนดูเหมือนจะเลวร้ายลงทุกวัน ตัวตนของเขาได้กลายเป็นคนรับใช้อย่างสมบูรณ์ ร่างกายของเขาถูกทำร้ายอยู่เรื่อย ๆ ด้วยน้ำมือของเหล่าลูกหลานของคนรับใช้หรือลูกหลานของตระกูลเจียงที่มองเขาเป็นเพียงแค่คนรับใช้ที่พวกเขาจะทำอะไรด้วยก็ได้ แม้จะมีแผลและรอยช้ำทั่วร่าง แต่ความหวังเล็กๆ ในใจของเจียงหยุนยังคงส่องแสง เขาเชื่อมั่นว่าหากอดทนและพยายามต่อไป สักวันหนึ่งพ่อแม่ของเขาจะให้การยอมรับตัวเขาและได้เป็นกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลอีกครั้ง
เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เจียงหยุนกลับจากการให้อาหารม้า เขาเดินอย่างอ่อนล้ากลับไปยังที่พักของคนรับใช้ เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ยังคงมีแสงแห่งความหวังที่ช่วยพยุงให้เขาเดินต่อไป ทันใดนั้น กลุ่มชายหนุ่มหลายคนซึ่งเคยชอบรังแกเขาก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาเป็นลูกหลานตระกูลเจียงที่เริ่มฝึกตนจนมีพลังบ้างแล้ว และในวันนี้พวกเขาต้องการทดลองพลังที่มี
"เจียงหยุน! มานี่สิ!" หนึ่งในกลุ่มชายหนุ่มร้องเรียกเสียงดัง ขณะที่พวกเขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เจียงหยุนรู้สึกถึงลางร้ายที่เข้ามาใกล้ เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ก็ไม่อาจหนีจากเงื้อมมือของพวกนั้นได้ พวกเขาจับเจียงหยุนมัดติดกับต้นไม้โดยที่เขาไม่อาจขัดขืนได้เลย
"ข้าพึ่งเรียนวิชาใหม่มานะและตอนนี้ข้ากำลังขาดคู่ซ้อมพอดี เจ้าช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ข้าได้ไหม?" ชายหนุ่มคนหนึ่งเย้ยหยัน พร้อมทั้งประเคนหมัดเข้าใส่ท้องของเจียงหยุนอย่างแรง ร่างของเขาโค้งงอจากความเจ็บปวด แต่ยังคงขอร้องอย่างอ่อนแรง
"ได้โปรด...ข้าขอร้อง...หยุด..." เจียงหยุนพยายามขอร้องอย่างสิ้นหวัง เสียงของเขาสั่นเครือจากความเจ็บปวดและความกลัว
แต่กลุ่มชายหนุ่มนั้นกลับไม่สนใจคำขอร้องของเขาเลย พวกเขาผลัดกันต่อยเจียงหยุนอย่างรุนแรง ท้องของเขารู้สึกเหมือนถูกเผาไหม้ แขนขาของเขาช้ำและเจ็บจนไร้ความรู้สึก เมื่อพวกเขาได้ระบายอารมณ์จนพอใจ พวกนั้นก็จากไปโดยไม่สนใจจะแก้มัดให้เจียงหยุน เขายังคงถูกทิ้งไว้เช่นนั้น ร่างกายบอบช้ำและหมดสติไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเจียงหยุนลืมตาตื่นขึ้นมาที่ที่พักของคนรับใช้ เขาพบว่าร่างกายของเขารู้สึกดีขึ้นแม้จะยังมีร่องรอยบาดเจ็บอยู่ เขามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง เขาจำได้ว่าเมื่อคืนถูกทิ้งไว้ที่ต้นไม้ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ในห้องของเขาอย่างปลอดภัย
แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจียงหยุนก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม เขารู้เพียงแค่ว่าต้องกลับไปทำงานตามปกติ
แต่เช้าวันนั้น ในขณะที่เขาเดินไปยังลานฝึกตน เขากลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากกลุ่มคนรับใช้และคนในตระกูลถึงข่าวบางอย่าง
"ได้ยินหรือยัง? เจียงเฟิงโดนโจมตีตอนออกไปข้างนอก ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบตายเลยล่ะ"