ETHER สงครามดาวนรกซอมบี้คลั่ง

    4.5 คำคืนที่หนาวเหน็บ

    4.5 คำคืนที่หนาวเหน็บ


            
    แสงเรื่อเรืองเหลืองนวล จากตะเกียงน้ำมันส่องโค้งเป็นวงกลม ราวกับเป็นโดมที่คอยช่วยปกป้องพวกเขาจากความมืดที่อยู่ในห้อง เสียงไฟลามไล่เลียท่อนฟืนในเตาผิงแตกสะเก็ดเป็นประกายดังเปาะแปะแผ่ความอบอุ่นเข้ามาเพื่อต่อต้านความหนาวที่คุกคามจากด้านนอก ยามเย็นเยือกสนธยาวันนี้เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาแน่นที่ลอยคล้อยต่ำลงมาปกคลุมผืนดิน เม็ดฝนที่ตกลงมาแผ่ความชุ่มชื้นหนาวเหน็บปกคลุมไปทั่วห้วงหุบเขาบริเวณ

            กันสึเกะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะมองแสงไฟในตะเกียง เขาปล่อยความคิดให้จมจ่อมอยู่กับคำพูดของโซเฟีย หลังจากที่พาลีโมกลับมาแล้ว เขารู้สึกเคืองใจและโกรธตาแก่นั่นอยู่หน่อยๆ ที่ไม่ยอมบอกเรื่องอาการป่วยของ
    ตัวเองแต่แรก

            โซเฟียบอกเขาว่าแผลที่ถูกหมีกัดอาจจะน่ากลัวแต่เจลสมานแผลซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากโลกมาตุภูมิก็มีคุณสมบัติรักษาแผลภายในได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งก็เป็นโชคดีของลีโมที่เธอไม่ลืมที่จะพกมันติดตัวไว้ตลอด

            โซเฟียบอกว่าไม่เกินสามถึงสี่วัน แผลฉกรรจ์จากเจ้าหมีร้ายก็จะหายดีและตาลุงหนวดนั่นจะกลับมาใช้แขนข้างซ้ายได้เป็นปกติ แต่อาการที่น่ากลัวของเขาอย่างแท้จริงคือมะเร็งปอดที่เขาเป็นต่างหาก ยาต้านมะเร็งที่เขากินอยู่คงช่วยพยุงอาการของเขาไว้ได้อีกไม่นาน และเจ้ายาชื่อเรียกยากตัวนั้นก็ต้องสั่งตรงมาจากโลกมาตุภูมิเท่านั้น ซึ่งประตูมิติบัดซบนั่นก็ถูกปิดไปแล้ว โซเฟียบอกว่าเธอไม่แน่ใจนักว่าในโรงพยาบาลจะตุนยาชนิดนี้ไว้รึเปล่า เพราะส่วนมากผู้ป่วยมะเร็งจะถูกรักษาด้วยการฉายรังสีซึ่งเทคโนโลยีการรักษาสมัยนี้ก็ทำให้คนไข้หายเป็นปกติได้อย่างง่ายดายและมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยืนยาว มันมีอยู่ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งที่มีแผนกมะเร็ง แต่ปัญหาสำคัญคือโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งเต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ 

            โซเฟียบอกกันสึเกะว่าเป็นโชคดีของเธอที่โจนาธานชวนเธอลาพักร้อนไปออกทริปเที่ยวก่อนหน้าซอมบี้ระบาดเพียงสองอาทิตย์ ไม่อย่างนั้นเธอเองก็อาจจะได้เป็นซอมบี้เฝ้าโรงพยาบาลไปแล้ว

            “ผมจะพาเขาเข้าไปในนั้นได้ยังไง” เขาถามเธอก่อนที่จะออกมาจากรถบ้าน

            “ไม่รู้สิ คุณต้องคิดหาทางเอาเอง แต่ถ้าเขาได้ฉายรังสี ซึ่งโอกาสที่เขาจะหายขาดก็มีสูงมากเลยทีเดียว ฟังจากเสียงปอดและดูจากอาการไอแห้งๆ ของเขา ฉันเดาว่าตอนนี้มันน่าจะเริ่มลามไประยะที่สามแล้ว ซึ่งถ้าเข้าสู่ระยะที่สามเมื่อไหร่การฉายรังสีอาจไม่ได้ผล”

            คำอธิบายของโซเฟียทำให้กันสึเกะหวาดวิตก แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่คุณลีโมก็เปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัวของเขาเลยก็ว่าได้

            “ถ้าคุณพาเขาเข้าไปในห้องที่มีเครื่องนั่นได้ ฉันจะบอกเองว่าต้องทำยังไง มันไม่ยากหรอก แต่ปัญหาคือจะพาเขาเข้าไปในนั้นได้ยังไงมากกว่า”

            “เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากที่บอก ต่อจากนี้ผมจะหาทางเอง”

            “ไม่เป็นไร สถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องร่วมมือกันเท่านั้นเราถึงจะอยู่รอด คุณลีโมไม่อยากให้คุณและเพื่อนๆ ของคุณรู้เรื่องนี้แต่ฉันจำเป็นต้องบอก เพราะบางทีคุณอาจเป็นคนที่ช่วยเขาได้” เธอบอกเขาก่อนจะเดินกลับเข้าไปในรถบ้าน

            ...ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเข้าไปในนั้นได้ยังไง...

            ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในหัวของกันสึเกะตลอดทั้งเย็นหลังจากที่พาลีโม
    กลับมาถึงบ้านพักแล้ว เขาเหมือนคนที่กำลังแหวกว่ายไปบนมหาสมุทรอันมืดมนและหนาวเหน็บ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นว่าฝั่งอยู่ตรงไหนแต่เขาก็ยังพยายามว่ายมันต่อไป

            “นายมีอะไรจะพูดกับพวกเรางั้นเหรอถึงได้ให้มาริไปตามพวกเรามาที่นี่” อิสซี่พูด ขณะเดินเข้ามานั่งล้อมวงที่โต๊ะอาหารพร้อมกับมีนดา และมอลลี่

            “มาริคุณลีโมหลับรึยัง”

            “ฉันได้ยินเสียงกรน คิดว่าเขาน่าจะหลับแล้วนะคะ” มาริเดินมานั่งล้อมวงเป็นคนสุดท้าย 

            กันสึเกะสูดหายใจเข้า เขารู้สึกหนักอึ้ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างยากลำบาก

            “ฉันคิดว่าพวกเธอควรรู้เรื่องนี้” เขาเริ่มอธิบายอาการป่วยของลีโมจากปากคุณหมอโซเฟียให้พวกเธอฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

            มาริทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอหันไปกอดกับมอลลี่ที่นั่งอยู่ข้างขวา ซึ่งมอลลี่ก็มีสีหน้าเศร้าไม่แตกต่างกัน

            “คุณคิดจะทำยังไงต่อกันสึเกะ” มีนดากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

            “ฉันไม่รู้ แต่ฉันทำเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้แน่”

            “ฉันว่าเราน่าจะเริ่มจากการหาโรงพยาบาลก่อนนะ” อิสซี่เสนอ

            “เห็นนายอินเดียนแดงคนนั้นบอกว่า เธอเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลนอร์มิงตั้น”

            “มันอยู่ที่ไหน” กันสึเกะหันไปถามอิสซี่

            “ทางเหนือของเมืองค่ะ ฉันเคยพาคุณพ่อไปเยี่ยมคุณยายที่เป็นโรคมะเร็งที่นั่น” มาริพูดพลางใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเลอะแก้ม

            “มอลลี่ เธอช่วยใช้โดรนของคุณลีโมไปสำรวจดูที่นั่นหน่อยจะได้มั้ย”

            “ได้แต่ต้องเป็นตอนเช้ามืดนะ”

            “ไม่มีปัญหา”

            “เดี๋ยวฉันจะช่วยคุณอีกแรง” มาริหันไปพูดและจับแขนมอลลี่

            “นายคงไม่คิดจะพาเขาไปพรุ่งนี้หรอกใช่มั้ย” อิสซี่ที่นั่งอยู่ข้างซ้าย
    กันสึเกะขมวดคิ้ว

            “ฉันไม่รู้ แต่สิ่งที่เรากำลังเริ่มทำอยู่ตอนนี้ ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ฉันพอจะเข้าใจว่าทำไมเขาไม่อยากให้เรารู้เรื่องอาการป่วยของเขา ตาแก่นั่นเป็นคนฉลาด เขาคงรู้ว่ายาหรือเครื่องฉายรังสีอยู่ที่ไหนยิ่งกว่าที่พวกเรารู้ซะอีก แต่เขาคงไม่อยากให้พวกเราต้องออกไปเสี่ยง เลยตัดสินใจเก็บเรื่องอาการป่วยของ
    ตัวเองไว้เป็นความลับ”

            “คุณลีโม...” คำพูดของกันสึเกะทำให้มาริเอนตัวลงไปซบกอดร้องไห้กับมอลลี่ที่อยู่ทางขวามืออีกครั้ง

            “คุณหมอโซเฟียบอกว่าเขาเหลือเวลาอีกเท่าไหร่” มีนดาที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ข้างอิสซี่เอ่ยถาม

            “ถ้าได้กินยาสม่ำเสมอ ก็อาจจะยืดเวลาเข้าสู่ระยะที่สามได้อีกหกเดือน ซึ่งปัญหาก็คือยาที่เขามีตอนนี้ใกล้หมดแล้ว นั่นแปลว่าเขาจะมีเวลาแค่หนึ่งเดือนในการที่จะใช้รังสีในการรักษา เพราะหลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ระยะที่สามมันอาจจะไม่ได้ผล”

            คำพูดของกันสึเกะทำให้ทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะอยู่เงียบกริบ

            “ตอนนี้เราคงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ พวกเธอไปพักก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะต้องฝึกกันแต่เช้า”

            เตาผิงที่อยู่ในห้องทำให้อากาศอบอุ่น แต่เรื่องราวที่พวกเธอได้ฟัง
    จากกันสึเกะในวันนี้ทำให้พวกเธอรู้สึกหนาวใจ

            “ไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยคิดหาทางต่อ” อิสซี่พูดก่อนจะลุกขึ้นและเดินขึ้นไปบนชั้นสอง ตามด้วยมอลลี่และมาริ

            “ทำไมเธอยังไม่ขึ้นไปละ มีนดา” กันสึเกะหันไปยิ้มให้เธอ

            “ฉันอยากจะอยู่เป็นเพื่อนคุณต่ออีกสักหน่อย” เธอส่งยิ้มที่มุมปากให้เขา

            “เอากาแฟมั้ยเดี๋ยวฉันไปชงมาให้”

            “ได้สิ ดื่มอะไรร้อนๆ หน่อยก็น่าจะดีเหมือนกัน” กันสึเกะเดินไปสำรวจรอบห้องว่าประตูและหน้าต่างล็อคไว้ดีแล้วหรือยัง

            คืนนี้ พิงค์และกรีน ขึ้นฟ้าส่องสว่างคู่กัน แต่หมอกหนาก็ทำให้กันสึเกะมองไม่เห็นอะไรเลย

            สายลมจากหุบเขาพัดแรงส่งเสียงหวีดหวิวมาพร้อมกับเสียงหอนของหมาป่า

            “ดูเหมือนพายุกำลังจะมา” กันสึเกะพูดก่อนจะเดินหันหลังกลับไปหา
    มีนดาที่ถือถ้วยกาแฟในมือสองข้าง เขาพอจะเดาได้ถึงเหตุผลที่เธอยังอยู่ตรงนี้ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้ทำอะไรเพื่อผ่อนคลายความเครียด

            “อ่า…” เขาเข้าไปสวมกอดมีนดาทันทีที่เธอวางแก้วกาแฟลง

            ร่างอุ่นๆ ของเธอ ลมหายใจของเธอ ความนุ่มนวลของหน้าอกที่อยู่ใต้เสื้อกล้ามตัวบางของเธอกำลังแนบชิดและมอบไออุ่นให้แก่ร่างกายของเขา

            “กันสึเกะ ฉันกลัว” ดาราสาวซบอกแนบแก้มลงไปที่ร่องอกของชายขาเหล็ก เสียงหอนของหมาป่าประสานมากับเสียงของสายลมหวีดหวิววังเวงที่อยู่ด้านนอก และเรื่องของชายหนวดงามผู้ที่เป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัวป่วยเป็นโรคร้ายก็ทำให้มีนดารู้สึกเสียขวัญ

            “ไม่เป็นไร ฉันอยู่ตรงนี้” กันสึเกะก้มลงไปจูบที่หัวของเธอ ลมหายใจอันผ่าวร้อนและอ่อนโยนของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ที่เต้นแรงเริ่มสงบลง

            มีนดาเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาและเธอได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกปวดร้าวและกังวลใจให้แก่กันและกัน ประกายแห่งความห่วงหา เส้นสายใยแห่งความแน่นแฟ้นที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงพวกเขาไว้เหมือนสายใยรักที่ค่อยๆ ทักทอขึ้น

            กันสึเกะก้มลงมาจูบปากกับเธอ เขาไม่รู้สึกสนใจกาแฟเลยสักนิด ในเมื่อมีความอบอุ่นของเธอใหัสัมผัสอยู่ตรงหน้า

            “จุ๊บ..” เรียวลิ้นของทั้งสองสอดประสานกันอย่างนิ่มนวลอ่อนโยนราวสัมผัสของกลีบกุหลาบ มันคือจูบแห่งความรักหวานซึ้ง ซึ่งเป็นบทรักที่จะไม่ได้หยุดอยู่แค่จูบเพียงเท่านั้น

            ...ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนาน... กันสึเกะคิดขณะเงี่ยหูฟังเสียงหวีดหวิวของสายลมแรงที่พัดเป่าเมฆหมอกด้านนอกออกไปหมดแล้ว เขาหรี่สายตาและหันมองไปยังหน้าต่างทุกบานที่เปิดม่านออก ไม่มีวี่แววของซอมบี้หรือพวกอามูน ในห้องนี้มีเพียงเสียงครางหวานแหบพร่าที่สะท้อนก้อง และเสียงเนื้อกระทบกันในจังหวะอันเร่าร้อน ร่างของมีนดาสั่นไหวราวกับไฟป่าที่ถูกโหมแรงขึ้นด้วยแรงลม มือของเธอกำแน่นกับแผ่นหลังของเขา “เสียวจังเลย... กันสึเกะ...” เธอครางเบา ลมหายใจขาดเป็นห้วง ๆ ขณะที่ร่างกายตอบสนองไปตามแรงสัมผัสที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

    คล้ายกับเรื่องETHER สงครามดาวนรกซอมบี้คลั่ง ที่คุณอ่าน