พักฟื้นอยู่สามวันอู๋ฮวนอาการดีขึ้นมาก สามารถขยับตัวลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนได้ จึงกล่าวลาผู้นำหมู่บ้านออกเดินทางต่อเพราะการรั้งอยู่นานอาจถูกตามทัน คล้อยหลังกลุ่มอู๋ฮวนไปได้ไม่กี่วัน ก็มีทหารกลุ่มใหญ่มาที่หมู่บ้านจับกุมผู้คนสอบสวน และถูกลงโทษข้อหาให้พักแก่กบฎ
ขณะเดียวกันที่หอสราญรมญ์ก็ถูกตรวจค้น ซ่งตงหยางยืนกวาดตามองนางคนิกาด้วยสายตาชิงชัง เขาสั่งให้ทหารลากตัวนางคนิกาเหล่านั้นมานั่งรวมกันแล้วสอบสวนทีละคน ใครไม่ตอบหรือตอบไม่ตรงคำถามจะถูกโบย ร้ายแรงสุดก็ถูกทำให้เสียโฉม จิวยี่น้ำตาไหลพรากด้วยความสงสาร สาวงามเหล่านั้นนางเลี้ยงดูอย่างดี ทั้งอาหารและเครื่องประทินผิว แม้แต่ริ้วรอยขีดข่วนก็ไม่ให้มี แต่พอทหารเหล่านี้มาถึง ไม่เพียงตรวจค้นทำลายข้าวของ แต่ยังทำร้ายคนของนางอีกด้วย
นี่มันรังแกเกินไปแล้ว! จิวยี่แค้นมาก หลังจากทหารกลับไปจนหมด นางจึงเขียนจดหมายส่งถึงหุ้นส่วนใหญ่จากต่างแคว้นรายงานความเสียหาย
ทางโจเจียง ทหารจากเมืองหลวงไปถึงที่นั่นแล้วเช่นกัน พวกเขาเร่งรุดไปตรวจสอบที่คฤหาสน์ริมน้ำ เมื่อไปถึงพบว่าไม่มีใครอยู่แล้ว แม้แต่บ้านเช่าในตรอกเล็กๆ ที่สายข่าวรายงานว่ายังมีคนของอู๋ฮวนหลบอาศัย ก็ไม่พบใครนอกจากความว่างเปล่า และเครื่องเรือนที่ถูกทิ้งจนฝุ่นเริ่มจับเขรอะ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอู่โจว จวนอู๋อ๋องและจวนจวิ้นอ๋องถูกปิดตายมานาน ไร้การดูแลจึงทรุดโทรมมาก กิ่งไม้ใบไม้หล่นเกลื่อนกลาด แม้แต่คนดูแลสักคนก็ไม่มี หลังจากช่วยนักโทษกบฏหลบหนีจากคุกใต้ดินพวกเขาเหมือนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ฮ่องเต้พิโรธมากรับสั่งให้ซ่งตงหยางส่งคนออกควานหาตัว หนนี้ให้ฆ่าทั้งหมด ไม่ได้ละเว้นแม้แต่คนเดียว นั่นรวมถึงจางหลินถงด้วย
ซ่งตงหยางเครียดหนัก ในที่สุดเขาก็ถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่างอำนาจ และ สตรี!
เดินทางต่อทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็ไปถึงอิงหยางภายในเวลาสามเดือน ทันทีที่รถม้าผ่านเข้าประตูเมืองทุกสายตา หันมาจับจ้องผู้มาใหม่ตาเป็นมัน
หลังจากก้าวเท้าลงจากรถม้าและเหยียบแผ่นดิน จางหลินถงสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอที่อันตราย ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่อู๋ฮวน ไห่เถิง เซินสี่ และเป่าซานก็รู้สึกได้ จางหลินถงหลับตานิ่งสูดสมหายใจเข้า
ฉับพลันภาพนิมิตผุดวาบขึ้นมาหัวของนาง ภาพของผู้คนถูกเข่นฆ่า พวกเขาพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างกลัวตาย มารดาอุ้มบุตร บุรุษจับมือสตรีวิ่งหนี คนชราล้มคะมำถูกทอดทิ้งอย่างไม่เหลียวแล หนึ่งในนั้นนางเห็นสตรีชุดขาว บนร่างกายมีร่องรอยบาดแผลเต็มไปหมด ใบหน้าซีดเซียวคล้ายบาดเจ็บหนัก หอบห่อผ้าถือดาบเล่มหนึ่งที่คุ้นตาหลบหนีออกจากไปทั้งน้ำตานองใบหน้า สตรีนางนั้นจางหลินถงจำได้ดี คือรั่วหวาท่านยายของนางนั่นเอง
จางหลินถงลืมตาขึ้น นางรีบคว้านหาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับที่จมูก ก่อนที่โลหิตจะซึมออกมาทำให้คนตกใจ นางเห็นภาพเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่าที่นี่คือที่ตั้งเดิมของเผ่าหั่วจู จางหลินถงหันมองรอบตัว เมืองอิงหยางตั้งอยู่ในเทือกเขาสูงตระหง่าน ต้องใช่แน่ ที่นี่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าหั่วจูอย่างแน่นอน
อู๋ฮวนเหลือบเห็นจางหลินถงซับโลหิต เขาวิตกกังวลทุกครั้ง ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายนางหรือไม่“อาหลิน เป็นอีกแล้วหรือ”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่เห็นบางอย่างไม่สำคัญมาก จวิ้นอ๋องข้าขอถามท่านหนึ่งคำถามได้หรือไม่”นางหันไปถามอู๋ฮวน เขาเป็นคนในราชวงศ์ต้าอู๋ย่อมต้องรู้อยู่ไม่น้อย
อู๋ฮวนพยักหน้า“อืม”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าที่นี่ มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าหั่วจูหรือไม่”
“นี่คือสิ่งที่เจ้าเห็นเมื่อสักครู่หรือ”
จางหลินถงพยักหน้า“เจ้าค่ะ”
“ไม่เพียงเกี่ยวข้อง แต่ในอดีตแผ่นดินอิงหยางเป็นของเผ่าหั่วจูมาก่อน ต่อมาหลังจากแต่งตั้งฮองเฮา เผ่าหั่วจูถูกกวาดล้างชั่วข้ามคืน ชนเผ่าแตกซ่านกระจัดกระจาย คนเผ่าหั่วจูหายสาบสูญ ชนเผ่าเล็กเผ่าน้อยที่ภักดีต่อเผ่าหั่วจู ถูกกวาดล้างกลายเป็นคนเร่ร่อน ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อที่นี่เป็นอิงหยาง ทางราชสำนักพยายามเข้ามาปกครอง แต่ว่าคนที่ยังอยู่ที่นี่ มีแรงอาฆาตรุนแรงไม่ยอมรับกฎหมายต้าอู๋ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาดูแลควบคุมถูกฆ่าตาย แยกชิ้นส่วนส่งกลับราชสำนัก นับแต่นั้นอิงหยางจึงกลายเป็นเขตปกครองพิเศษ แม้แต่ราชสำนักก็ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวาย เพียงแค่พวกเขาไม่คุกคามราชวงศ์ก็ถือเป็นใช้ได้”
“การล่มสลายของเผ่าหั่วจูเกี่ยวข้องกับไทเฮาด้วยงั้นหรือเจ้าคะ”ดวงตาจางหลินถงเปล่งประกายเป็นพิเศษ
“อืม คิดว่ามีส่วน”อู๋ฮวนพยักหน้าอีก พลางส่งแววตาล้อเลียน“เรื่องในอดีตข้าไม่รู้มาก หากต้องการรู้ ต้องดูบันทึกเก่าในหอตำราหลวง แต่ว่าตอนนี้มันถูกเจ้าเผาไปหมดแล้วนี่”
“นั่นจะมาโทษข้าได้อย่างไร ข้าเผาเพราะไม่ใช่ช่วยพวกท่านหรืออย่างไร”จางหลินถงโต้แย้ง
“ก็จริง”อู๋ฮวนรับรู้ดีกว่าใครว่าเพราะแผนการและคำเตือนของนาง พวกเขาถึงช่วยอู๋อ๋องได้สำเร็จ ภายใต้ดวงตาราบเรียบ ลึกลงไปในหัวใจอู๋ฮวน นางคือสตรีที่เขายกย่องมากที่สุด
“นายท่าน ข้าน้อยคิดว่าทุกคนน่าจะมาถึงกันแล้ว รีบไปเถอะขอรับ”เซินสี่เตือนความ เพราะเขาคิดว่ายืนอยู่ที่นี่นานๆไม่ส่งผลดีเท่าใด
“อืม”อู๋ฮวนพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนจึงก้าวเท้าเดินไปด้วยกัน จุดนัดพบคือโรงเตี๊ยมที่อยู่ถัดไปอีกสองตรอก
“พี่ใหญ่ๆดูนั่น”ชายหนุ่มร่างผอมบาง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกกระทุ้งศอกใส่ชายอีกคน ที่เขายกย่องเป็นพี่ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งดื่มสุราหน้าเรือนเก่าหลังหนึ่ง ให้หันไปมองตามที่ตนบอก
ครั้นผู้เป็นลูกพี่มองตาม ก็เห็นกลุ่มคนจำนวนห้าคนแต่งกายสะอาดสะอ้าน เดินผ่านหน้าพวกเขาพอดี คนผู้นั้นรีบปิดฝากจุกขวดสุราส่งให้ลูกน้องถือ แล้วคว้าดาบอันใหญ่ขึ้นพาดบ่า กวักมือเรียกลูกน้องทั้งหมดให้เดินตามตน
จางหลินถงรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้อง หูได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินตาม นางเหลือบตาขึ้นมองอู๋ฮวนเป็นเชิงถามด้วยสายตาว่าได้ยินอะไรหรือไม่ เห็นอู๋ฮวนพยักหน้า นางก็เข้าใจได้ว่าเขาเองก็รับรู้เช่นกัน ต่อมาคนพวกนั้นรีบเดินนำหน้า แล้วหยุดขวางทางด้วยท่าทางยียวนมาก
“นี่...พวกเจ้าเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกสินะ”คนเป็นลูกพี่เอ่ยถาม ดวงตาหรี่มองทุกคนอย่างละเอียด
“พี่ใหญ่พวกเขาเป็นคนคนต่างถิ่น! ฮ่าๆ”ผู้เป็นลูกน้องยืนอยู่ข้างหลังพยายามกล่าวประจบสอพอลูกพี่
“หน้าตาดีกันหมดทุกคนเสียด้วยพี่ใหญ่ แบบนี้ต้องได้ราคาดีแน่”
คนพวกนั้นดีใจมาก เห็นทีวันนี้จะล่าคนเพิ่มโดยไม่ต้องออกแรงอีกแล้ว ดูจากผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ก็พอเดาได้ว่าทั้งหมดเป็นลูกหลานผู้ดีมีสกุลจากเมืองหลวง พวกมันลูบปาก ยกยิ้ม ขยิบตาให้กัน อย่างที่รู้ว่าเมืองอิงหยางไร้วัฒธรรม ป่าเถื่อนและไร้กฎหมาย พวกเขาจึงไม่สนใจมารยาทใดๆทั้งสิ้น ไม่สนกระทั่งบุรุษหรือสตรี ที่นี่จึงถือเป็นเมืองที่มีคุณธรรมตกต่ำมากที่สุดในต้าอู๋ก็ว่าได้
ชายวัยฉกรรจ์หกคนเนื้อตัวมอมแมม ถือดาบอันใหญ่เดินเข้ามาหยุดใกล้ๆจางหลินถง พวกมันสูดดมกลิ่นแล้วหัวเราะอย่างพอใจ
“ฮ้า...ดูสิข้าเจออะไร แม่นางน้อยคิดว่าเจ้าสวมชุดบุรุษแล้วจะข้าจะดูไม่ออกงั้นรึ หึๆกลิ่นตัวเจ้าหอมเกินไป”คนผู้นั้นกล่าวพลางดวงตาเพ่งมองไปที่ทรวงอกจางหลินถง ด้วยแววตาหื่นกระหาย“อายุยังน้อย ผิวพรรณก็ดี รูปร่างก็ดี งามก็งาม คงขายได้หลายพันตำลึง แต่ว่าถ้าขายเลยก็น่าเสียดาย เช่นนั้นข้าจะเล่นกับเจ้าก่อนแล้วค่อยขาย ไอ้ทหารหน้าโง่อดอยากปากแห้งพวกนั้น มันไม่สนใจหรอกว่าผู้หญิงพวกนี้บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ขอแค่มีส่งให้พวกมันก็พอ ฮ่าๆ”
กล่าวพลางยื่นมือหยาบกระด้างออกไป หวังเชยคางนิ่มๆนั้นเล่นสักหน่อย แต่มือยื่นไปไม่ทันถึง ประกายแสงสีเงินสว่างวาบฟันฉับลงไป มือที่เคยอยู่ดีครบสามสิบสอง บัดนี้ถูกฟันจนเกือบขาด จางหลินถง ไห่เถิง เป่าซาน และเซินสี่ เบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนที่โลหิตของคนโชคร้ายจะทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปรอะเปื้อน
“มือ มือของข้า อ้าก!”เจ้าของมือเบิกตากว้าง ร้องครางอย่างตื่นตระหนก ความเจ็บปวดแล่นปราดจนถึงหัวไหล่ พาลทำให้มืออีกข้างอ่อนแรง ทำดาบอันใหญ่ร่วงหล่น ยามนั้นคนเดินผ่านไปผ่านมาเริ่มรู้แล้วว่าอีกไม่นานต้องเกิดเรื่องฆ่ากันตายเกิดขึ้นแน่ คนที่ไม่อยากโดนลูกหลงรีบถอยห่างราวกับรู้งาน พ่อค้าเริ่มเก็บร้านเพื่อป้องกันความเสียหาย ส่วนบางคนเริ่มหาที่หลบเพื่อซุ่มดู
อู๋ฮวนเก็บกระบี่กลับเข้าฝักด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาดุดัน“สิ่งที่ไม่ควรแตะก็อย่าแตะ ต่อไปไม่ใช่แค่มือเจ้าที่ขาด”
“พี่ใหญ่!”ลูกน้องที่ยืนนิ่งเหมือนถูกสาป พอได้สติรีบถอดเสื้อคลุมนอกไปพันมือให้ลูกพี่ห้ามเลือดจนวุ่นวาย
“เจ้าพวกโง่จัดการพวกมันสิ จะมัวรออะไร”พี่ใหญ่สั่งด้วยความโมโห เขาถูกฟันจนมือเกือบขาด และยังถูกหมิ่นเกียรติต่อหน้าผู้คน จะไม่เจ็บแค้นได้อย่างไร
“พวกเจ้าบังอาจล่วงเกินพี่ใหญ่ของข้า!”ชายคนหนึ่งชี้นิ้วใส่อู๋ฮวนอย่างไม่กลัวตาย พร้อมกับดึงมีดสั้นที่เหน็บตรงสะเอวออกมา และพุ่งทะยานเข้าหาอู๋ฮวน หวังแก้แค้นให้พี่ใหญ่
อู๋ฮวนรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จึงไม่ได้ตื่นตระหนก เพียงแต่เบี่ยงตัวหลบ ปัดมีดในมือคนผู้นั้นทิ้ง และใช้ด้ามกระบี่ฟาดใส่กลางแผ่นหลังคนผู้นั้น ยกเท้าถีบที่ข้อพับเข่าด้านหลัง ทำให้มันคุกเข่าต่อหน้าจางหลินถง ขณะที่เป่าซาน ไห่เถิง และเซินสี่เตรียมตั้งรับหากมีคนคิดเข้าร่วมวงเพิ่มเติม
“อาหลิน คนพวกนี้ล่วงเกินเจ้า เจ้าว่าควรจัดการอย่างไรดี”
จางหลินถงไม่พูดมาก ในเมื่อคนพวกนี้คิดเอานางไปเป็นของเล่น ก่อนอื่นต้องเป็นของเล่นให้นางก่อน นางยกมือทั้งสองข้างตบเข้าที่ขมับของคนผู้นั้นพร้อมกันอย่างแรง มันชะงักงัน ตัวแข็งทื่อ จางหลินถงรู้สึกว่ายังไม่สะใจ นางต่อยสวนเข้าที่ลูกกระเดือกของคนผู้นั้นอีกที จนได้ยินเสียงกระดูกคอหักดัง กร๊อบ! ต่อมาลูกน้องดวงซวยคอพับและล้มลงไม่เป็นท่า ดวงตาเบิกค้างแน่นิ่งไม่มีแม้โอกาสได้ส่งเสียงร้อง
“พวกเจ้าฆ่าคน พวกเจ้าฆ่าคน!” คนเป็นลูกพี่ตกตะลึงที่เห็นลูกน้องตายไปต่อหน้าต่อตา พาลทำให้พวกลูกน้องที่เหลือหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย
“ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดล่วงเกินคู่หมั้นของข้า นี่คือโทษที่พวกเจ้าจะได้รับ” อู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงเฉียบขาด ดวงตาดุดันกวาดตามองทุกคนที่มุงดูอย่างไม่ยำเกรง ที่นี่คือแดนไร้อารยธรรม หากมัวแต่กลัวหัวหด มีแต่ถูกเล่นงานจนเอาตัวไม่รอด
“มีใครยังอยากจะเล่นกับข้าอีกหรือไม่” จางหลินถงมองคนพวกนั้นด้วยดวงตาเย็นชา ริมฝีปากยกยิ้ม พอคนเหล่านั้นได้เห็นแววตาน่าขนลุกก็รีบถอยหลบไปอยู่หลังพี่ใหญ่ทันที
“พี่ใหญ่นางมีวรยุทธ์ จะทำอย่างไรดีพี่ใหญ่”คนหนึ่งกระซิบถามเพราะเสียดาย
“บัดซบ หยามข้าเกินไปแล้ว!”คนเป็นลูกบี่สบถอย่างคลุ้มคลั่ง ทว่าเท้าไม่กล้าขยับเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว
“โชคดีของเจ้าแล้วที่ถูกตัดแค่มือ แต่หากให้ข้าตัดเอง เกรงว่าข้าจะไม่ตัดแค่มือ”จางหลินถงหรี่ตามองคนเป็นลูกพี่ด้วยแววตาเอาจริง พวกมันถึงกับสะท้านเยือก ถอยร่นลงไปอีกหลายก้าว
“พี่ใหญ่นางว่าจะตัด...ของพี่ใหญ่”
“บัดซบ ดูถูกกันเกินไปแล้ว”คนเป็นลูกพี่โกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ
จางหลินถงยื่นมือไปดึงกระบี่ที่อู๋ฮวนถือออกจากฝัก ชี้ไปที่กลุ่มคนเหล่านั้น ขณะค่อยๆลดปลายกระบี่ต่ำลง และชี้ที่ระหว่างขาผู้เป็นลูกพี่
“คิดใช้สตรีเป็นของเล่น ก็ต้องได้รับบทเรียนที่สาสม ใครก่อนดี”
“ยะ อย่า อย่าทำข้าเลย...แม่นางเป็นเพราะข้าโง่เขลาไม่มีตา ล่วงเกินแม่นางเข้า ขอแม่นางได้โปรดอภัย”คนเป็นลูกพี่รีบออกตัวเอาตัวรอด มือของเขากำลังจะขาด โลหิตกำลังจะไหลหมดตัว จะเอาแรงที่ใดไปต่อกรคนเหล่านี้ได้เล่า เจ็บแค้นส่วนเจ็บแค้น รักษามือหายค่อยแก้แค้นคืนทีหลังก็ยังไม่สาย ส่วนวันนี้ยอมเสียหน้าเพื่อรักษาสมบัติที่บิดามารดาให้มาไว้ก่อน วันหน้าจับนางได้ค่อยทวงคืนให้สาสม
“ได้ วันนี้ข้าจะใจดีปล่อยพวกเจ้าไป แต่หากวันหลังข้าพบว่าเจ้ากล้าล่วงเกินสตรีอื่น ด้วยวาจาเช่นนี้อีก เจ้าไม่รอดแน่”
“ขอบคุณแม่นาง ไป ไปหาหมอเร็ว ข้าจะตายแล้ว”เมื่อคนเป็นลูกพี่หมดมาดนักเลงโต ก็เหมือนพวกขอทานธรรมดาดีๆนี่เอง
เหตุการณ์คลี่คลาย ไม่มีการไล่ฆ่าจนข้าวของเสียงหาย ชาวเมืองเริ่มเบาใจ พ่อค้ายกของออกมาวางขายตามเดิม ผู้คนออกเดินจับจ่ายซื้อของเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่คนที่รอดูทำหน้าเสียดายและจากไป คล้อยหลังคนพวกนั้นไปแล้ว อู๋ฮวนจึงหันไปมองจางหลินถง พบว่าการแปลงโฉมของนางไม่แนบเนียนจริงๆ เขาดึงกระบี่ในมือนางเก็บเข้าฝักและโยนให้เซินสี่ “ทำความสะอาดด้วย”
“ขอรับ”เซินสี่รับคำ
อู๋ฮวนถอดเสื้อคลุมนอกสีดำเข้มออกมา และคลุมไหล่ให้จางหลินถงอีกชั้นอย่างหวงแหน“สวมไว้อีกชั้น”
จางหลินถงมองเสื้อของเขาแล้วค้อนใส่เขาไปทีหนึ่ง แต่ยอมสวมแต่โดยดี เพราะต้องเดินทางไกล นางและเป่าซานจึงสวมเครื่องแต่งกายของบุรุษเพื่อความคล่องแคล่วในการเดินทาง ทว่าแม้นางเกล้าผมครอบกวาน แต่ไม่อาจปกปิดรูปร่างได้ทั้งหมด ต่างจากเป่าซานที่ผอมบางจึงไม่ดึงดูดสายตาผู้คนมากนัก
“นายท่านให้ข้าน้อยตรวจสอบดูดีหรือไม่ ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร” เซินสี่เสนอความเห็น เขาอดทนต่อสายตาที่พวกมันพยายามล่วงเกินจางหลินถงไม่ได้เช่นกัน
“คนพวกนั้นคงเป็นนักเลงเจ้าถิ่น แต่สืบไว้หน่อยก็ดีจะได้รู้ที่มาที่ไป เผื่อมีใครหนุนหลังอยู่ ถึงได้กล้าออกจับคนกลางเมือง”
“ขอรับ”
“นายท่าน นายท่าน!”ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมามีเสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้น ครู่ต่อมาเจี่ยอิน และเฉินอี้วิ่งฝ่าผู้คนพุ่งเข้ามาหากลุ่มของจางหลินถง แล้วคุกเข่ารายน้ำเสียงเคร่งเครียด “นายท่าน องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง คุณชายน้อย รองแม่ทัพจู และคนอีกหลายคนถูกพวกเขาควบคุมตัวไปแล้วขอรับ”
“หลิงหลิงน้อย”ไห่เถิงเป็นห่วงชูหลิงจับใจ
“ควบคุมตัว ฝีมือใคร?”อู๋ฮวนถาม
“คนของค่ายพยัคฆ์ขาวขอรับ”เจี่ยอินกล่าว
“ดูเหมือนว่าพวกเขาเตรียมการต้อนรับพวกเราแล้ว”คนค่ายพยัคฆ์ขาวจับคนเหล่านั้นไปเพื่อกดดันจางหลินถง ข้อนี้นางรู้ดี
“อาหลินเจ้ากลัวหรือไม่” อู๋ฮวนหันไปถาม
“ข้าไม่กลัว”นางตอบหนักแน่น
“หนทางต่อจากนี้คงขรุขระไม่น้อย แต่ไม่ต้องกลัวข้าจะอยู่ข้างเจ้า”เขากล่าวให้กำลังใจนาง
“ขอบคุณจวิ้นอ๋อง”นี่คือการท้าทายอย่างแท้จริง คนเหล่านั้นจะรอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนางแล้ว!
***************************************************************