วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 52 เหตุการณ์ไม่คาดฝันกลางป่า

            ห่าวหรานสะกดรอยตามกลุ่มของคนในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งคาดว่าน่าใกล้ได้พบแล้วทว่า...ในยามนั้น มันกลับต้องหยุดชะงักเพราะเห็นรอยเท้าของคนสามคนแยกออกไปอีกทาง มันเกิดความประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนรอยเท้าที่แยกไปอีกทางน่าจะเป็นของสตรีมากกว่าของบุรุษ แถมยังไม่ใช่แค่สตรีเดียวหากแต่เป็นถึงสามคนอีกต่างหาก

            

            “พี่ฟาง คุณหนูหนิงอวี้ และฮุ่ยเฟินกระนั้นหรือ? เหตุใดพวกนางถึงแยกออกไปอีกทาง แล้วคนอื่น ๆ เล่า นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่” ห่าวหรานขมวดมุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพลันตัดสินใจตามรอยเท้าของสตรีทั้งสามไป มันใช้เวลาไม่นานก็ตามมาพบ ทว่า...พวกนางมิได้อยู่กันตามลำพัง หากแต่กำลังถูกกลุ่มคนในชุดดำราว ๆ สิบกว่าคนล้อมอยู่ แถมพวกมันยังมีขั้นฝึกฝนอยู่ในชั้นปฐพีระดับสูงเสียด้วย

            

            “พี่ฟาง ฮุ่ยเฟินพวกเจ้าไม่ต้องกลัวนะ กับพวกสวะพรรคมารแค่นี้ไม่คณามือข้าหรอก” หนิงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยแววตาดุดัน พร้อมกับกระชับแส้ในมือของนางแน่น ทว่า...คำที่เปล่งออกมาดูคล้ายนางจะแค่นฝืนพูดเสียมากกว่า เพราะเมื่อห่าวหราน มองดูดี ๆ ก็พบว่าแขนซ้ายของหนิงอวี้มีเลือดไหลซึมออกมา แม้นไม่มากแต่นี้ย่อมแปลว่านางได้รับบาดเจ็บอยู่

            

            “โอ้ ปากเก่งดีนี่สาวน้อย วรยุทธ์กับขั้นฝึกฝนของเจ้าไม่ธรรมดาก็จริง แต่ยามนี้เจ้าบาดเจ็บแถมเป็นผู้เดียวที่ต่อสู้ได้ แล้วเจ้าคิดว่าจะปกป้องพวกนางได้รึ อย่าว่าปกป้องคนอื่นเลย ข้าว่ายามนี้เจ้าปกป้องตนเองก็เต็มกลืนแล้ว” เสียงของชายชุดดำผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมแววตาเย้ยหยันหนิงอวี้ นั้นทำให้นางโกรธมาก “กล้าพูดจาดูแคลนข้ารึไอ้เศษสวะ ถ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ก็เข้ามาได้เลย” หนิงอวี้ตวาดเสียงดังพร้อมโคจรจิตปราณเตรียมต่อสู้ พวกพรรคมารที่เห็นเช่นนั้นก็มิได้ตกใจ หรือหวาดกลัว แถมยังพร้อมใจกันพุ่งเข้าใส่สตรีทั้งสามอีกด้วย

            

            “นอกจากเป็นคนของพรรคมาร ยังทำตัวเป็นฝูงสุนัขด้วยรึ ต่ำช้ายิ่งนัก” เสียงหนึ่งตวาดดังก้องมาจากยอดไม้ พร้อมกับร่างที่กระโดดลงมาเบื้องหน้าของหนิงอวี้

            

            “นี่เจ้า...”

            

            “ข้าเองคุณหนู ขออภัยด้วยที่หายตัวไปก่อนหน้า พอดีเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองหนิงอวี้ ก่อนที่เสียงของฮุ่ยเฟินจะเอ่ยตามมาด้วยความดีใจ

            

            "ห่าวหรานเจ้ายังไม่ตายจริง ๆ ด้วย ข้านึกแล้ว"

            

            "ข้ายังไม่ตาย ฮุ่ยเฟิน พี่ฟาง พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่" ห่าวหรานเอ่ยถามก่อนที่ทั้งสองจะเสียง อืมส์ จากนั้นพวกชายชุดดำก็พูดออกมาบ้าง

            

            “ไอ้เด็กตาบอดนี่เป็นใครวะ จู่ ๆ ก็โดดลงมา หรือมันจะเป็นพวกเดียวกับนังพวกนี้”

            

            “พวกเดียวกัน? คนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ารึ จะเป็นไปได้ยังไง กฎของสำนักมัน ไม่รับคนพิการเป็นศิษย์ หากจะรับก็เป็นได้แค่คนรับใช้ชั้นต่ำ”

            

            “น่าจะเป็นเช่นนั้น แล้วดูไอ้เด็กบอดนี้สิ สะพายกระบี่หินอะไรของมัน ประหลาดยิ่งนัก ใจกล้ามันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าถึงขนาดคิดว่าจะปกป้องนังสามคนนี้ได้ มันก็โง่เง่าเกินไปแล้ว”

            

            พวกคนของพรรคมารต่างสนทนากันอย่างสนุกสนานเมื่อเด็กหนุ่มตาซ้ายบอด แถมสะพายกระบี่หินเล่มใหญ่กลางหลังปรากฏกายขึ้นต่อหน้า

            

            “ห่าวหรานเจ้าหลบไปก่อน ตรงนี้ให้ข้า...!!” หนิงอวี้เอ่ยขึ้นกับห่าวหราน ทว่า...ยังพูดไม่จบความเจ็บปวดจากบาดแผลที่แขนก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วกาย จนนางถึงกับทรุดเข่า เสียการทรงตัว ฟางเฟิงหลิน และฮุ่ยเฟินต้องเข้ามาประคองร่างของนางเอาไว้ ตอนแรกห่าวหรานก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ว่าเหตุใดบาดแผลของหนิงอวี้ซึ่งไม่ได้สาหัสมาก แต่กลับทำให้นาง อ่อนแรงจนแทบจะเซล้ม แต่พอพิจารณาดี ๆ ก็ทราบว่าคงเป็นเพราะพิษบางอย่างเป็นแน่ “เช่นนี้นี่เอง คุณหนูโดนพวกมันเล่นสกปรกใช่หรือไม่” ห่าวหรานเอ่ยถาม ซึ่งหนิงอวี้ก็เงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า

            

            “ถูกต้องแล้วไอ้หนู นางถูกมีดสั้นอาบยาพิษของข้าเล่นงาน” ชายชุดดำในกลุ่มผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมชูมีดสั้นสีเงินแวววับเล่มหนึ่งขึ้นในมือ “แต่กับเจ้า ข้าคงไม่ต้องใช้มันหรอก เอาล่ะหมดเวลาพูดกันแล้ว ในเมื่อเจ้าอยากจะเล่นบทพระเอกปกป้องพวกนางนัก เช่นนั้นก็ตามไปคุ้มครองพวกนางในนรกซะ” ชายชุดดำคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับพลันพุ่งตรงเข้ามาหาห่าวหรานพร้อมดาบเล่มยาวในมือ

            

            “สถานที่เช่นนั้น ข้าหรือพวกนางไม่คิดจะไปหรอก คนที่จะต้องไปคือพวกเจ้าต่างหาก เพลงหมัดมังกรวารีทลายเก้าขุนเขากระบวนท่าที่หนึ่ง มังกรท่องคลื่นกลืนดารา” ห่าวหรานปล่อยหมัดออกไปข้างหน้าราว ๆ สามหมัด ก่อนจะพลันปรากฏปราณมังกรสีฟ้าครามประมาณสามตัวขึ้น พวกมันลอยวนไปเวียนมาก่อนจะพุ่งปะทะกับคนของพรรคมารจนพวกมันกระเด็นกระดอนถอยห่างออกไป สิ่งที่ห่าวหรานทำสร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับหนิงอวี้ เพราะนางเข้าใจมาตลอดว่า ห่าวหรานนั้นไร้วรยุทธ์ขั้นฝึกฝน แต่หนิงอวี้ก็มิได้เอ่ยปากเค้นถามความจริงจากห่าวหรานแต่อย่างใด

            

            “นะ นี้มันวรยุทธ์ของสำนักไหนกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วทำไมไอ้เด็กบ้านี่ถึงใช่ได้” ชายชุดดำผู้หนึ่งซึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ กัดฟันพูดขึ้น พร้อมด้วยแววตาโกรธจัด ก่อนที่ชายชุดดำอีกคนจะเอ่ยถามขึ้น “เอายังไงต่อดี จะกลับไปร่วมกับคนอื่นหรือจะจัดการมันตรงนี้”

            

            “กลับรึ? เจ้าอย่าโง่น่า ขืนกลับไปในสภาพนี้คงโดนท่านหัวหน้าเล่นงานแน่ มันก็แค่เด็กตาบอดที่ใช้วิชาประหลาดได้นิดหน่อย ส่วนนังเด็กสาวอีกคนก็ได้พิษบาดเจ็บอยู่ หากพวกเราพร้อมใจกันเล่นงาน ข้าไม่เชื่อ ว่าเราจะนำหัวพวกมันกลับไปให้หัวหน้าไม่ได้”

            

            ชายชุดดำที่บาดเจ็บ แค่นฝืนพูดก่อนที่มันจะยันกายลุกขึ้น สายตาเพ่งมองห่าวหรานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้

            

            “ดูท่าทางพวกเจ้าจะกัดไม่ปล่อยสินะ เช่นนั้นก็ย่อมได้ เข้ามาทีเดียวพร้อมกันเลย” ห่าวหรานตวาดเสียงดังก้องอย่างน่าเกรงขาม ซึ่งก็ทำให้คนของพรรคมารเดือดดาลสุดขีด พวกมันกระชับอาวุธในมือมั่นก็พลันพุ่งเข้ามาหาห่าวหราน ทว่า...ในยามนั้น กลับมีเงาลึกลับของคนอีกผู้หนึ่งเฝ้ามองอยู่จากระยะไกลบริเวณหลังต้นไม้ใหญ่ พอเห็นห่าวหรานกำลังเพ่งสมาธิเตรียมจะต่อสู้กับศัตรูเบื้องหน้า มันก็ล้วงหยิบมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อ และพลันซัดใส่ห่าวหราน ซึ่งวิธีนี้ก็คือวิธีเดียวกับที่ใช้เล่นงานหนิงอวี้ก่อนหน้านี้นั้นเอง

            

            มีดสั้นอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศตรงมาที่คอของห่าวหรานอย่างแม่นยำ ก่อนจะพลันเกิดเสียง เคร้ง ดังขึ้น จากนั้นมีดสั้นเล่มนั้นก็กระเด็นลงไปปักที่พื้น “คิดจะเล่นลูกไม้สกปรกกับข้ารึ ไม่ได้ผลหรอกน่า” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นพร้อมกับมือที่ถือกระบี่ศิลาฟ้าดินเล่มใหญ่ ยกมาป้องกันมีดสั้นอาบยาพิษ

            

            เหตุการณ์เกิดที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตกใจให้พวกพรรคมารที่เหลือ แต่มันก็มิได้หยุดชะงักแต่อย่างใด ดาบยาวหลายเล่มพุ่งตรงใส่ร่างของห่าวหรานอย่างน่ากลัว ทว่า...ในพริบตาเดียวทั้งดาบทั้งผู้ถือ ก็ถูกกระบี่ศิลาเหวี่ยงฟาดที่เดียวจนกระเด็นไปตาม ๆ กัน มิใช่แค่ความรุนแรงของกระบี่เล่มใหญ่ หากแต่การโจมตีสวนกลับครั้งนี้ ยังแฝงไว้ด้วยจิตปราณอันแข็งแกร่งอีกด้วย พวกคนของพรรคมารจึงได้รับบาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า หลายคนกระอักเลือดคำโตก่อนจะสลบไปไม่ทราบว่าถึงตายหรือไม่ ต้นไม้หลายต้นหักโคน ก่อนหินขนาดใหญ่ถึงกับแตกละเอียด ฟางเฟิงหลิน ฮุ่ยเฟินถึงกับอ้าปากค้างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตะลึง

            

            เมื่อจัดการคนของพรรคมารได้แล้ว ห่าวหรานจึงเห็นกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกนางถึงโดนคนของพรรคมารเล่นงานแบบนี้ ฟางเฟิงหลินจึงเล่าตั้งแต่ต้นว่า หลังจากที่ห่าวหรานหายตัวไปเกินหนึ่งชั่วยาม หนิงอวี้รู้สึกเป็นห่วงจึงคิดออกตามหา แต่โดนเจ้าอิงฉานอิงห้ามไว้ พร้อมบอกเหตุผลว่า กลางคืนมันอันตรายมากในฐานะศิษย์พี่มันไม่ยอมให้นางไปเสี่ยง แถมยังบอกด้วยว่ายามนี้มันไม่อยากกินเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีแล้ว พอถึงรุ่งเช้าก็อยากจะเร่งเดินทางต่อเพราะกลัวจะล่าช้า

            

            วาจา และท่าทีกลับกลอกของมันทำเอาหลายคนงุนงงสับสนไปตาม ๆ กัน และพอมีคนจะแย้งมันก็อ้างชื่อของวู่เทียนหลาง อ้างความสำคัญของภารกิจในครั้งนี้ขึ้นมาหน้าตาเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้ามันยัง งอแงเป็นเด็กน้อย บ่นว่าปวดขาบ้าง บ่นว่าอยากกินของหายากบ้าง ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรได้อีก จวบจนรุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือนทุกคนจึงเริ่มออกเดินทางกันต่อ

            

            พอเดินทางมาได้ราว ๆ ครึ่งวัน ฮุ่ยเฟินก็สังเกตเห็นรอยเท้าของสัตว์อสูรฟ้าดินบางอย่าง ซึ่งฝ่ายอักษรยังไม่มีข้อมูลของมันนางจึงอยากตามหาเพื่อเก็บข้อมูล ฟางเฟิงหลินเห็นด้วย แต่เจ้าอิงฉานอินกลับไม่สนใจ และอยากเดินทางต่อ ทว่า...ครานี้ สตรีทั้งสองไม่โอนอ่อนผ่อนตามอีกแล้ว พวกนางยืนกร้านว่าจะไปให้ได้ เจ้าอิงฉานอินก็เลยบอกว่า หากทั้งสองจะไปก็ต้องไปกันตามลำพัง พวกมันที่เป็นฝ่ายต่อสู้ หรือฝ่ายลมปราณจะไม่ไปด้วย อิงฉานอินคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะได้ผล ทว่า...มันคิดผิดถนัดทั้งสองแยกตัวไปโดยไม่สนใจคำขู่ แถมหนิงอวี้เองก็หมดความอดทนติดตามไปด้วยนั้นทำให้เจ้าอิงฉานอินโกรธมาก ก่อนที่ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าจะแยกเป็นสองกลุ่มในที่สุด

            

            สตรีทั้งสามเดินตามรอยเท้าของสัตว์อสูรฟ้าดินไปติด ๆ ซึ่งฮุ่ยเฟินเชื่อว่ามันคือกระต่ายขาวเขาเดียว เป็นสัตว์อสูรฟ้าดินหายาก ว่ากันว่าเขาบนหน้าผากของมันสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงโอสถรักษาโรคได้ ดังนั้นหากมีข้อมูลที่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ย่อมมีประโยชน์กับทุกคนในอนาคตเป็นอย่างมาก

            

            พวกนางใช้เวลาเดินหาอยู่ไม่นานก็ได้พบกับเจ้ากระต่ายขาวเขาเดียวจริง ๆ ฮุ่ยเฟินตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ทว่า...ก็มีความสุขอยู่ได้เพียงไม่นาน ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น เมื่อมีอาวุธลับพุ่งตรงเข้ามาเล่นงานนางอย่างรวดเร็ว ดีว่าหนิงอวี้ไหวตัวทันจึง ผลักฮุ่ยเฟินให้พ้นทาง แต่อาวุธชิ้นนั้นก็โดนเข้าที่แขนของนางจนเกิดเป็นบาดแผล จากนั้นพวกชายในชุดดำท่าทางไม่น่าไว้ใจก็ปรากฏกายขึ้น และเตรียมที่จะเล่นงานพวกนาง...

            

            “แต่ว่าพวกมันยังไม่ได้ทำ เจ้าก็ออกมาช่วยพวกเราไว้ก่อน ขอบใจมากนะห่าวหราน” ฟางเฟิงหลินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

            

            “พี่ฟางไม่ต้องขอบใจหรอก เรื่องเช่นนี้ต่อให้เป็นผู้ใดผ่านมาพบ ก็ย่อมต้องทำเหมือนข้าอยู่แล้ว”

            

            “ก็ไม่ทุกคนหรอก อย่างน้อย ๆ ก็...” ฮุ่ยเฟินทำหน้าละเหี่ยใจก่อนจะเอ่ยขึ้น ซึ่งทุกคนก็ทราบว่านางหมายถึงผู้ใด

            

            “ฮ่า ๆ ๆ คนผู้นั้นสินะ ก็จริงของเจ้า ขนาดพวกเจ้าออกมากันแค่สามคน มันยังไม่สนใจไยดีเลย เอาเถอะ ยามนี้เจ้าทำสิ่งที่อยากทำต่อเถิด ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว ทำเสร็จจะได้กลับไปร่วมกับคนอื่น ๆ”

            

            พอฮุ่ยเฟินได้ฟังนางก็ยิ้ม และพยักหน้ารับ ก่อนที่จะออกตามหาเจ้ากระต่ายขาวเขาเดียวกันต่อ เมื่อพบก็ทำการจับมาบันทึกข้อมูล พร้อมตัดเศษเขามันนิดหน่อยเพื่อนำกลับไปศึกษา เมื่อทำทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยห่าวหรานจึงคุ้มกันพวกนางกลับไปหากลุ่มของเจ้าอิงฉานอิน

            

            จบบท