บทที่ 30 สีหน้าดูแคลน
ดวงตาของเซียวหลิงอวิ๋นฉายแววเยียบเย็นมุมปากใต้ผ้าคลุมหน้ากระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็นชาก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น
“พ่อบ้านเซียว จวนเจิ้นกั๋วโหวของเรายากจนถึงขั้นไม่มีรถม้าดีๆ ใช้แล้วหรือ”
เซียวฉางอวี่กลับมาแล้วนางย่อมไม่มีสิทธิ์มีเสียงในจวนนี้อีก พ่อบ้านเซียวจึงกล่าวตอบด้วยท่าทีเฉยเมย
“คุณหนูใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง ตั้งแต่ฮูหยินล้มป่วยเป็นอัมพาตค่ายารักษาก็มากมายเหลือเกิน คุณหนูรองต้องประหยัดทุกด้านจึงมีเพียงรถม้าเช่นนี้ให้ใช้ได้เท่านั้น”
ใครจะเชื่อคำโกหกเช่นนี้กันหากจวนเจิ้นกั๋วโหวจนจริงทำไมบ่าวไพร่ในจวนยังแต่งตัวดีกว่าชาวบ้านธรรมดาหลายเท่านัก!
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ต่างโกรธจนแทบระเบิดออกมา
แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับเพียงแค่นหัวเราะเย็นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบคม
“อย่างนี้นี่เอง ถ้าไม่มีเงิน เช่นนั้นก็คงจ้างบ่าวมากมายไว้ไม่ได้แล้วจงตัดจำนวนลงเสียครึ่งหนึ่ง พ่อบ้านเซียว ข้าหวังว่าเมื่อข้ากลับมาจวนนี้จะลดจำนวนบ่าวไพร่ลงครึ่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว หากยังไม่ทำ...ก็เก็บของแล้วออกไปเสียเถอะตำแหน่งพ่อบ้านของเจ้าคงต้องมีคนมาแทน เพราะเงินเดือนเจ้าหนึ่งเดือนมากกว่าบ่าวธรรมดาสิบเท่า!”
พูดจบนางก็พาเซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ขึ้นรถม้าเรียบง่ายคันนั้นไปทิ้งให้พ่อบ้านเซียวสีหน้าหม่นคล้ำยืนนิ่งไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
เหล่าทหารเฝ้าประตูก็พากันกลืนน้ำลายเงียบๆ
นี่มันหมายความว่าอย่างไรคุณหนูใหญ่คิดจะไล่พ่อบ้านเซียวออกจากจวนหรือ จะให้ขายบ่าวไพร่ครึ่งหนึ่งไม่เช่นนั้นพ่อบ้านต้องเป็นคนไปเอง
นี่คุณหนูใหญ่ถึงกับจะกล้าสั่งปลดพ่อบ้านเชียวหรือพ่อบ้านเซียวหรือที่ท่านโหวเป็นผู้เลือกมากับมือ!
เซียวฝูหรือก็คือพ่อบ้านเซียว ถึงกับสีหน้าถมึงทึงขึ้นมาทันใด
เซียวหลิงอวิ๋นนี่ถึงกับคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูใหญ่จริงๆหรือไร ถึงกับกล้าสั่งปลดเขาด้วยตนเอง
นางคงยังไม่รู้ว่าเซียวฉางอวี่กลับมาแล้วหากนางเห็นคุณชายใหญ่ในพิธีบูชาฟ้าดินวันนี้ละก็นางจะไม่กล้าทำตัวโอหังแบบนี้อีกแน่!
แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆแต่เซียวฝูก็ยังไม่ใส่ใจคำขู่ของเซียวหลิงอวิ๋นแม้แต่น้อย
บนรถม้าที่มุ่งหน้าสู่ลานเทียนเซิ่งเซียวหลิงเย่ยังคงเดือดดาลไม่หายไม่อยากเชื่อว่าพ่อบ้านเซียวจะกล้าทำกับเซียวหลิงอวิ๋นเช่นนั้น
ส่วนเซียวหลิงเฟิงรู้ดีอยู่แล้วว่าเซียวหลิงอวิ๋นใช้ชีวิตเช่นไรในจวนเจิ้นกั๋วโหวเมื่อวานเขายังตกใจมากตอนรู้ว่านางอยู่ในเรือนเย่ว์หยาอันหรูหรา
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเซียวหลิงเฟิงก็ขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“น้องรอง เจ้าเองก็รู้ดีว่าเจ้าต้องอยู่อย่างไรในจวนเจิ้นกั๋วโหวแล้วเหตุใดจึงไม่มาหาข้ากับท่านแม่หรือว่าตำแหน่งคุณหนูใหญ่ของสกุลเซียวมันสำคัญกับเจ้ามากขนาดนั้นหรือ”
เซียวหลิงเย่ทำหน้าแปลกใจเอ่ยถาม “พี่รองเคยอยู่แบบไหนหรือ”
เซียวหลิงอวิ๋นลูบศีรษะเซียวหลิงเย่อย่างอ่อนโยนก่อนจะหันไปมองเซียวหลิงเฟิงด้วยสายตาใสซื่อแล้วกล่าว “พี่ใหญ่ ด้วยฝีมือของข้า ข้าจะอยู่อย่างยากลำบากในจวนนี้ได้อย่างไรพี่ใหญ่ ตอนที่ท่านแม่เกิดเรื่อง น้องสามยังเล็กนักแต่ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าท่านแม่ถูกใส่ร้ายข้าจะต้องกู้ชื่อเสียงของนางกลับคืนมาให้ได้!”
เรื่องนี้เองก็เป็นหนึ่งในความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิมเช่นกัน
เซียวหลิงเฟิงย่อมรู้ว่ามารดาถูกใส่ร้ายและเขาก็รู้อะไรมากกว่านั้นอีก เขาส่ายหน้าช้าๆก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“น้องรอง ความบริสุทธิ์ของท่านแม่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเรียกคืนมาได้ง่ายๆเรื่องนี้เกี่ยวพันลึกซึ้งเกินไป...เอาเถอะ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าประสบพบเจออะไรมาแต่ในเมื่อเจ้าปกป้องตัวเองได้แล้ว ข้าก็ไม่อาจห้ามเจ้าได้อีก แต่เรื่องของท่านแม่นั้นอันตรายยิ่งเจ้าอย่าได้ไปยุ่งอีก เข้าใจไหม!”
เซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วเรื่องนี้จะอันตรายอย่างไรเล่า แค่รอให้ท่านพ่อกลับมาแล้วบีบให้ซ่างกวนหลิวสารภาพความจริงในอดีต ก็น่าจะเพียงพอไม่ใช่หรือ
แต่น้ำเสียงของเซียวหลิงเฟิงกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง...
ข้าจะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง
นางลอบตั้งปณิธานในใจแม้ภายนอกจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“คุณหนูใหญ่ ถึงที่หมายแล้วขอรับ” เสียงของสารถีดังขึ้นจากด้านนอกพร้อมเสียงอื้ออึงคึกคักซึ่งบอกได้ว่าด้านนอกคงมีผู้คนพลุกพล่าน
เซียวหลิงอวิ๋นกำลังจมอยู่ในห้วงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังไม่ทันลุกขึ้นยืน ก็มีเสียงโครมดังขึ้น
‘โครม!’
รถม้าสะเทือนจากการถูกชนหากนางไม่ไหวตัวเร็ว คงกลิ้งตกจากเบาะไปแล้ว
เซียวหลิงอวิ๋นทรงตัวอยู่พักหนึ่งจึงยืนได้อย่างมั่นคงขณะกำลังขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจก็พลันได้ยินเสียงแหลมของสตรีคนหนึ่งดังมาจากด้านนอก
“ใครกันกล้าขับรถม้าพุ่งชนรถของคุณหนูอย่างข้า!ยังทำลายรถคันโปรดของข้าพังยับอีก! ยังไม่รีบคลานออกมาขอโทษอีก!”
ดวงตาของเซียวหลิงอวิ๋นพลันเย็นเยียบรถม้าของนางจอดอยู่กับที่มาตั้งนานแล้วเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต่างหากที่เป็นฝ่ายพุ่งชน แล้วยังจะกล้าบิดเบือนความจริงอีก!
นางสะบัดม่านรถม้าขึ้นทันทีเบื้องหน้าคือภาพผู้คนสวมชุดงดงามยืนเรียงกันอยู่แน่นขนัดบรรยากาศภายนอกคึกคักเป็นพิเศษ
ผู้คนมากมายในชุดหรูหรากำลังต่อแถวกันอยู่ด้านหน้า
บางคนคงได้ยินเสียงตะโกนเมื่อครู่จึงพากันมองมายังรถม้าของนาง และหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างรถม้าคันงามหรูหราใบหน้าดุดันเต็มไปด้วยโทสะ
สตรีผู้นั้นคือคนที่ตะโกนด่าทอเมื่อครู่
เซียวหลิงอวิ๋นหันไปมองท้ายรถม้าของตนแล้วเห็นว่าบริเวณท้ายรถมีรอยแตกจากการที่ถูกพุ่งชนโดยรถม้าอีกคันหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คนที่มองเห็นต่างก็รู้ได้ทันทีว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูกชน
แววตาเซียวหลิงอวิ๋นเย็นเยียบจ้องไปยังอีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เจ้าเป็นใคร รถม้าของใครกันแน่ที่ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ เจ้าไม่รู้ตัวหรือ”
สตรีผู้นั้นดูแปลกใจไม่น้อยที่รถม้าเก่าโทรมเช่นนั้นกลับมีสตรีผู้เปี่ยมด้วยสง่าราศีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นก้าวออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดอยู่ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ทันทีว่านางต้องเป็นคนงามแน่นอน
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร! ข้าคือคุณหนูรองแห่งสกุลเหยียน เหยียนเฟยเอ๋อร์!เจ้ากล้ากล่าวว่ารถม้าของข้าขับไม่ระวัง? หากกล้าพูดอีกครั้งแค่คำขอโทษเรื่องคงไม่จบแน่!”
เหยียนเฟยเอ๋อร์ชี้แส้ไปยังเซียวหลิงอวิ๋นแววตาเต็มไปด้วยความหมั่นไส้และดูแคลน
รถม้าเก่าคร่ำครึเช่นนี้จะเป็นคนมีตระกูลที่ไหนกัน เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมแม้ดูดีอยู่บ้างแต่ใครจะรู้ว่าได้มาอย่างไร
คิดได้ดังนั้นนางก็ยิ่งถือดี
ในตอนนั้นเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ก็ลงมาจากรถม้าเช่นกัน
ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นสองหนุ่มผู้มีใบหน้าและอากัปกิริยางดงามสูงส่งก้าวลงมาจากรถม้า
ทั้งสองดูอย่างไรก็เป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่แต่กลับไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน
เหยียนเฟยเอ๋อร์เมื่อเห็นเซียวหลิงเฟิงผู้เปี่ยมด้วยอารมณ์สงบสง่างามสะกดใจก็หน้าแดงขึ้นมาในบัดดล สายตาลอบมองเขาอย่างตื่นเต้น
แม้นางจะเคยพบคุณชายมากหน้าหลายตาแต่ผู้ที่งดงามสะอาดตาอย่างเซียวหลิงเฟิงกลับมีน้อยนัก
เซียวหลิงเย่มองเห็นสีหน้าและแววตาหิวโหยของเหยียนเฟยเอ๋อร์ที่แทบจะถลาเข้าใส่พี่ชายของเขาก็กล่าวด้วยความไม่พอใจทันที
“เจ้านั่นแหละที่ชนรถม้าของพวกเรา! หากจะมีใครต้องขอโทษเจ้าต่างหากที่ควรเป็นคนพูดคำนั้น!”
เหยียนเฟยเอ๋อร์ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดแล้วหันไปมองเซียวหลิงเย่แม้ใบหน้าของเขาจะงดงามน่ารัก แต่ก็ยังดูเป็นเพียงเด็กน้อย
นางกวาดตามองเสื้อผ้าของพวกเซียวหลิงอวิ๋นทั้งสามแม้จะดูดี แต่รถม้ากลับเก่าจนนางไม่ให้คนในจวนของตนใช้งานด้วยซ้ำ
หากเพ่งพินิจดูให้ดีใบหน้าของสองพี่น้องก็ยังดูซีดเซียวเหมือนผู้ที่ขาดอาหาร
เหยียนเฟยเอ๋อร์พลันหมดความสนใจสรุปทันทีว่าทั้งสามคงเป็นพวกหัวสูงแต่ยากจน คิดแต่งตัวให้ดูดีเกินฐานะเท่านั้น
นางกล่าวเสียงแข็งด้วยสีหน้าดูแคลน
“เจ้ากล้าให้ข้าขอโทษ? เจ้าเด็กสารเลวอยากตายหรืออย่างไร! เจ้ารู้หรือไม่เพียงแค่นิ้วเดียวของข้าก็ทำให้เจ้าไม่เหลือลมหายใจได้แล้ว! พวกเจ้าช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกล้าปากดีไม่รู้จักกาลเทศะ ตอนนี้อยากขอโทษก็สายไปแล้ว! จ่ายเงินมา!รถม้าของข้าคันนี้มีค่าตั้งหนึ่งหมื่นเหรียญทองถึงขายพวกเจ้าทั้งสามก็ยังไม่พอจ่ายเลย!”