"ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีสามเดือนก็ฝึกฝนจนถึงขั้นสร้างรากฐานระดับชั้นฟ้าที่หก ชิงเสวี่ย ความเร็วในการฝึกฝนของเ้านั้น ยิ่งกว่าข้าในตอนนั้นเสียอีก เก่งมากจริง ๆ "
หลินฉางชิงไม่ได้ตระหนี่คำชม เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะอย่างไรเสีย แม่นางน้อยผู้นี้ก็เป็ผู้ที่สามารถทำให้บันไดเจตจำนงกระบี่ส่งเสียงระฆังดังได้ถึงแปดครั้ง พร์ของนางย่อมไม่ต้องสงสัย
ลั่วชิงเสวี่ยเมื่อได้รับคำชมจากหลินฉางชิงก็แสดงท่าทางพึงพอใจออกมาทันที
"ศิษย์พี่ พอข้าออกจากด่านและผ่านการทดสอบของท่านอาจารย์แล้ว ก็รีบมาหาท่านทันทีเลยนะ! เป็อย่างไรบ้าง ศิษย์พี่ดีใจมากใช่หรือไม่?" ลั่วชิงเสวี่ยถามต่อ
หลินฉางชิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ท่าทางของลั่วชิงเสวี่ย ช่างเหมือนกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่ยังไม่ประสีประสาต่อโลกจริง ๆ ใบหน้าของนางราวกับเขียนไว้ว่า 'ในที่สุดข้าก็ได้เจอศิษย์พี่แล้ว ข้าดีใจเหลือเกิน'
แต่เมื่อลองคิดดู หลินฉางชิงก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้
เพราะก่อนหน้านี้ในสำนักชูซาน เนื่องจากภูมิหลังและพร์ที่ยังไม่ปรากฏชัด แม่นางน้อยผู้นี้จึงถูกสงสัยและถูกกีดกันจากเหล่าศิษย์ร่วมสำนักในรุ่นเดียวกันอยู่ไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้จะได้เป็ศิษย์เอกแล้วแต่ความทรงจำที่ไม่ดีเ่าั้ เกรงว่าคงไม่สามารถลบเลือนได้ง่าย ๆ
เพราะอายุสิบสามสิบสี่ปีเป็วัยที่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ของคนภายนอกอย่างยิ่ง และในระหว่างนั้น หลินฉางชิงคงได้ตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในใจของลั่วชิงเสวี่ยไปแล้ว
ในขณะนี้ ลั่วชิงเสวี่ยยังคงถามต่อ
"แล้วศิษย์พี่ ตอนที่ท่านอยู่ทีู่เาด้านหลังแห่งนี้ได้คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?" เด็กสาวเบิกตากว้าง มองไปที่หลินฉางชิง
ความปรารถนาในแววตานั้นโหยหาสิ่งใดย่อมเป็เื่ที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก หลินฉางชิงจึงให้คำตอบที่ยืนยัน
"คิดถึงแน่นอน"
นี่ไม่ใช่คำตอบแบบขอไปที เพราะใน่วันที่ฝึกฝนก่อนหน้านี้ เขาคิดถึงเด็กสาวตรงหน้าจริง ๆ
เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจอีกครั้งรอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วชิงเสวี่ยก็ยิ่งสดใสมากขึ้น และความรู้สึกในใจของเด็กสาวเองแทบจะเขียนไว้บนใบหน้าทั้งหมด
ใน่เวลาต่อมา ลั่วชิงเสวี่ยดึงมือหลินฉางชิง พร้อมเล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่นางพบเจอใน่หนึ่งปีที่ฝึกฝนมา เมื่อหัวข้อสนทนามาถึงเื่ของเหล่าศิษย์ร่วมสำนัก สีหน้าของลั่วชิงเสวี่ยก็เปลี่ยนเป็ไม่สู้ดีทันที
"เดิมทีข้าคิดว่าหลังจากข้าได้เป็ศิษย์เอกแล้ว ท่าทีของศิษย์เ่าั้ที่มีต่อข้าจะดีขึ้น แต่เสียงสบประมาทตัวข้ากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย ถึงขั้นมีคนพูดว่าขอเพียงรอจนกว่าท่านอาจารย์จะพบศิษย์ที่ทำให้ระฆังดังได้สิบครั้ง ตำแหน่งศิษย์เอกของข้าก็จะถูกเปลี่ยนตัว!"
แม่นางน้อยแสดงท่าทางไม่พอใจอย่างยิ่ง
"ข้ารู้มาั้แ่ต้นแล้วว่าในสำนักทั้งหมดมีเพียงศิษย์พี่และท่านอาจารย์เท่านั้นที่ดีต่อข้า!" ลั่วชิงเสวี่ยกล่าวอย่างแน่วแน่
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเคืองของนาง หลินฉางชิงก็หัวเราะเบา ๆ สองครั้ง จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไป ลูบศีรษะของนาง
"เอาละ อย่าโกรธพวกเขาด้วยเื่เล็กน้อยเช่นนี้เลย พวกเขาแค่กำลังอิจฉาพร์ของเ้าเท่านั้น" หลินฉางชิงปลอบโยน
ในสำนักชูซาน มีศิษย์ประเภทนี้อยู่จริง ๆ ตอนที่ร่างเดิมเป็ศิษย์เอกก็เคยได้ยินคำนินทาทำนองนี้และต้องทนทุกข์อยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับหลินฉางชิงในตอนนี้ เื่เหล่านี้ไม่มีสาระใด ๆ และไม่สามารถทำให้จิตใจของเขาสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
ลั่วชิงเสวี่ยเห็นด้วยกับคำพูดของหลินฉางชิงเป็อย่างมาก
"หากพบศิษย์ผู้นั้นจริง ๆ ข้ายินดีที่จะสละตำแหน่งนี้ให้ด้วยความเต็มใจ เพราะการที่ข้ามายังสำนักชูซานก็เพื่อเรียนรู้วิชา ส่วนฐานะศิษย์เอกนั้น ข้าไม่ได้ใส่ใจเลยจริง ๆ สิ่งที่ทำให้ข้าโกรธก็คือเื่นี้ เห็นชัดว่าไม่เกี่ยวข้องกับศิษย์เ่าั้ แต่พวกเขาก็ยังเอาไปนินทาลับหลัง! ใครจะได้เป็ศิษย์เอก สำหรับพวกเขาแล้ว มันมีความแตกต่างกันตรงไหนกัน?!"
ลั่วชิงเสวี่ยดูเหมือนยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ นางทำปากยื่น ท่าทางดูน้อยใจเป็ที่สุด ทำให้หลินฉางชิงต้องปลอบอยู่นาน อารมณ์ของนางจึงค่อย ๆ สงบลง
แต่นี่ก็ทำให้หลินฉางชิงตระหนักได้ว่าบางที สิ่งที่ลั่วชิงเสวี่ย้าอาจไม่ใช่การระบายความไม่พอใจ แต่เพียงแค่้าคำปลอบโยนจากหลินฉางชิงเท่านั้น
ถึงจะเป็เช่นนั้น หลินฉางชิงก็ไม่ได้พูดให้กระจ่าง แต่เลือกที่จะทำตามความปรารถนาของลั่วชิงเสวี่ย
ในขณะนั้นเอง สายตาของลั่วชิงเสวี่ยพลันมองไปที่ด้านหลังของหลินฉางชิง
"เอ๊ะ?!"
เด็กสาวอุทานออกมา ในดวงตามีประกายแวววาวทันที
"จิ้งจอกน้อยน่ารักจังเลย! ศิษย์พี่ นี่คือสัตว์เลี้ยงที่ท่านเลี้ยงไว้หรือ?" ลั่วชิงเสวี่ยถาม นางเห็นหูเยาเยาที่หดตัวอยู่หลังเก้าอี้
ั้แ่ลั่วชิงเสวี่ยมาถึงและหลินฉางชิงลุกขึ้น หูเยาเยาก็ไม่ได้จากไปแต่แอบซ่อนอยู่ตรงนั้น คอยสังเกตเด็กสาวตรงหน้า
บางทีในใจของจิ้งจอกน้อยอาจจะคิดว่าหลินฉางชิงควรเป็คนของตน แล้วเ้าคนที่เข้ามาสวมกอดกับหลินฉางชิงทันทีที่มาถึงคนนี้คือใครกัน?
ดังนั้นนางจึงแอบซ่อนอยู่ตรงนั้น มองดูลั่วชิงเสวี่ยและหลินฉางชิงสนทนากันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งสายตาของอีกฝ่ายจู่ ๆ ก็ตกลงมาที่ตัวนาง
"จิ๊ว!!" หูเยาเยาส่งเสียงร้องแหลม
และในตอนนี้ เมื่อเ้าตัวเล็กสบตากับลั่วชิงเสวี่ย แววตาจากความอยากรู้อยากเห็นก็เปลี่ยนเป็ความลนลาน แต่เนื่องจากลั่วชิงเสวี่ยไม่ได้แสดงท่าทีเป็ศัตรู นางจึงไม่ได้หันหลังวิ่งหนีไปในทันที
ทว่าสิ่งที่หลินฉางชิงไม่รู้ก็คือในใจของหูเยาเยา หลังจากเห็นภาพที่ทั้งสองกอดกัน ความระแวดระวังที่มีต่อลั่วชิงเสวี่ยก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด!
หลินฉางชิงยังคงตอบคำถามของลั่วชิงเสวี่ย
"บังเอิญเก็บเ้าตัวเล็กได้บนูเา นางคอยตามข้าไม่ห่าง ข้าเลยเลี้ยงนางไว้เสียเลย บนูเานี้ตอนนี้มีข้าเพียงคนเดียว มีนางอยู่เป็เพื่อน ข้าจะได้มีเพื่อนแก้เหงาและไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป" หลินฉางชิงอธิบาย
เมื่อวันก่อน เสิ่นอู๋หยาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง เขามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ และหลังจากรู้ว่าเหยียนเฉินตายแล้วจริง ๆ ก็จากไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ในฐานะศิษย์เอกและผู้ที่เคยพบเหยียนเฉินครั้งหนึ่ง ลั่วชิงเสวี่ยก็น่าจะทราบจากปากของเสิ่นอู๋หยาแล้ว
"ศิษย์พี่ เื่ของผู้าุโเหยียน..."
ลั่วชิงเสวี่ยเริ่มพูดและตั้งใจจะกล่าวบางอย่าง แต่หลินฉางชิงกลับเหลือบมองจิ้งจอกน้อยที่อยู่ด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ แล้วพูดขัดขึ้นทันที
"ไม่เป็ไร ศิษย์น้อง ข้าเองก็ทำใจได้ตั้งนานแล้ว การที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่คือโชคชะตาของข้า และเื่เ่าั้ก็คือโชคชะตาของผู้าุโเหยียน เป็เส้นทางที่เขาต้องเดิน ข้าและเ้าไม่มีความสามารถที่จะไปหยุดยั้งได้ แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังทำไม่ได้ไม่ใช่หรือ?" หลินฉางชิงถามกลับ
แน่นอนว่าที่พูดเช่นนี้เป็การพูดให้หูเยาเยาที่อยู่ด้านหลังได้ยิน เพราะเื่เหล่านี้ ในอนาคตเ้าตัวเล็กก็ยังคงต้องเผชิญหน้าอยู่ดี
และเมื่อลั่วชิงเสวี่ยได้ยินคำพูดของหลินฉางชิง นางก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ พยักหน้า
"สิ่งที่ศิษย์พี่พูดนั้น มีเหตุผลจริง ๆ เื่ของผู้าุโเหยียน เป็เื่ที่พวกข้าไม่ควรวิจารณ์จริง ๆ "