เฟิ่งหยูแยกกับองค์ชายอานฉวนเพื่อกลับไปพักผ่อนแต่ก่อนที่เขาจะกลับไป เขาได้วางค่ายกลป้องกันไว้รอบ ๆ ค่ายกลมิติของเขาอีกทีเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อนจากนั้นเขาจึงแผ่จิตสัมผัสออกไปโดยรอบ
แล้วก็เป็นอย่างที่เฟิ่งหยูคิดไว้จริงๆ มีคนแอบสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา เฟิ่งหยูไม่ได้สนใจเขากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักที่องค์ชายอานฉวนจัดเตรียมไว้ให้
หลังจากเฟิ่งหยูพักผ่อนได้ไม่นานบุคคลนั้นเตรียมตัวกลับไปรายงาน เฟิ่งหยูจ้องมองด้วยดวงตาสวรรค์เขาพบว่าเป็นชายแต่งชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิดเฟิ่งหยู แอบติดตามบุคคลปริศนานั้นไปเขาปกปิดกลิ่นอายและผสานลมปราณของเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกับลมปราณฟ้าดินยากนักที่จะจับสัมผัสของเขาได้ วิชานี้เป็นวิชาที่เขาได้เรียนรู้กับบิดาของเขาตั้งแต่ยังเล็กดังนั้นเฟิ่งหยูจึงใช้มันอย่างคล่องแคล่วแม้แต่ระดับเทวะขั้นที่สามตอนนี้ก็ไม่สามารถจับสัมผัสของเฟิ่งหยูได้
เฟิ่งหยูตามชายปริศนานั้นไปติดๆเขาคิดไว้แล้วว่าบุคคลที่แอบติดตามพวกเขาวันนี้ต้องเป็นคนของตระกูลเล่อ หรือไม่ก็คนขององค์ชายรองเป็นแน่เฟิ่งหยูตามชายปริศนานั้นไปจนถึงบ้านพักหลังหนึ่งมีบุคคลอยู่ในบ้านพักนั้นสี่ถึงห้าคนได้เฟิ่งหยูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาคอยฟังชายปริศนารายงานและคนพวกนั้นจะทำอะไรต่อไป
“รายงานนายท่านพวกองค์ชายใหญ่ได้ช่วยเหลือหลี่ถังและบุตรชาย ตอนนี้ทั้งสองกลับมาอยู่ในวังหลวงเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“บัดซบโม่สุ่ยมันทำงานพลาดได้ยังไงกัน อย่าให้ข้าเจอมันนะ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
“พวกองค์ชายใหญ่และองค์ชายสามรวมถึงสหายขององค์ชายใหญ่ที่เดินทางมาถึงวันนี้ในวันพรุ่งนี้พวกเขาจะไปสำรวจที่เหมืองแร่ขององค์ชายสามในตอนเช้าขอรับ”
“อะไรนะพวกมันจะไปสำรวจเหมืองแร่ หรือว่าพวกมันเริ่มระแคะระคายเรื่องประตูที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักในเหมืองแร่แล้ว”
“คิดว่าน่าจะยังไม่ทราบนะท่านผู้อาวุโสเล่อจุน หากพวกเขาทราบแล้วคงไม่ออกไปสำรวจก่อนหรอกคงยกกองทัพไปคุ้มกันเหมืองแร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วพวกเราควรทำเช่นไรดีของรับองค์ชายรอง?”
“ไม่ต้องห่วงข้าได้ให้หยานจุ้ยวางค่ายกลไว้ภายในเหมืองแร่เรียบร้อยแล้ว หากพวกเขาลงไปสำรวจคงรอดกลับมาได้ยากเพราะหยานจุ้ยเป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในอาณาจักรเต่าทมิฬแห่งนี้ยากนักที่จะหาปรมาจารย์ค่ายกลได้โดยง่าย”
“ตอนนี้พวกเราต้องเก็บตัวเงียบกันทุกฝ่ายเพื่อป้องกันพี่ใหญ่กับน้องสามสงสัย หากพวกเขาสืบสาวราวเรื่องมาถึงพวกเราได้คงไม่ดีเป็นแน่”
“เรื่องหลี่ถังและบุตรชายให้ปิดปากคนที่รู้เรื่องให้หมดอย่าให้คนที่รู้เรื่องเล็ดรอดไปเด็ดขาด”
“ขอรับข้าน้อยจะรีบไปดำเนินการตามที่ท่านผู้นำตระกูลสั่ง”
เป็นองค์ชายรองและตระกูลเล่อจริงๆที่วางแผนการณ์ในครั้งนี้ แต่ด้วยเหตุผลใด เหตุใด พวกเขาค้นพบอะไรในเหมืองแร่นั้นถึงกับต้องใช้ปรมาจารย์ค่ายกลติดตั้งค่ายกลด้วยลงทุนมากขนาดนี้แสดงว่าสิ่งที่อยู่ในเหมืองแร่ต้องสำคัญเป็นอย่างมาก เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้เฟิ่งหยูจึงรีบกลับไปยังที่พักของตนอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครรู้เนื้อรู้ตัวเลย
รุ่งเช้าของวันถัดมา..............
องค์ชายอานฉวนพาเฟิ่งหยูไปพบกับกษัตริย์อานเมิ่งซูที่ท้องพระโรง โดยมีขุนนางทั้งหลายกำลังร่วมประชุมอยู่อย่างเนืองแน่น
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
“ลูกพาเฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนมาเฝ้าเสด็จพ่อพะยะค่ะ”
“เจ้าเดินทางมาถึงวังหลวงเมื่อไหร่ทำไมไม่มีใครแจ้งให้ข้าทราบเลย”
“ทูลฝ่าบาทกระหม่อมเดินทางมาถึงเมื่อวานตอนบ่ายแก่ๆพะยะค่ะ”
“มิน่าถึงไม่มีใครไปรายงานเรา ที่แท้เจ้าก็มาถึงตอนเย็นคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากสินะ ไม่เป็นไร แล้วเรื่องค่ายกลมิติข้าให้อานฉวนรับผิดชอบเจ้าพร้อมที่จะสร้างค่ายกลมิติให้อาณาจักรเราแล้วหรือยัง?”
“เรียนฝ่าบาทเฟิ่งหยูได้ทำการติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพะยะค่ะ”
“เสร็จแล้วอย่างนั้นหรือ? แสดงว่าเจ้ามาถึงก็ยังไม่ได้พักผ่อนเลยนะสิ”
“ข้าน้อยติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนองค์ชายต้อนรับข้าน้อยเป็นอย่างดี พระองค์ไม่ต้องกังวลเหตุที่ข้าน้อยรีบติดตั้งค่ายกลให้เสร็จเพราะวันนี้พวกเราจะไปสำรวจเหมืองแร่ขององค์ชายสามกันพะยะค่ะ”
“สำรวจเหมืองแร่ของเจ้าสามนี่เจ้าสามค้นพบเหมืองแร่เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วเสด็จพ่อน้องสามค้นพบเหมืองแร่ แต่ที่ยังไม่กราบทูลเสด็จพ่อเพราะยังไม่ได้ลงไปสำรวจเหมืองพะยะค่ะ”
“ตอนนี้ข้าน้อยก็ติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จเรียบร้อยแล้วขอพระองค์จัดคนติดตามพระองค์ไปเยี่ยมอาณาจักรเมฆาหวนได้ทันทีเลยพะยะค่ะ องค์กษัตริย์เหวินฉิงรอต้อนรับพระองค์อยู่ที่เมืองหลวงอัสตาน่า แล้วพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีข้าจะลองไปเยี่ยมชมอาณาจักรเมฆาหวนดูสักครั้ง การเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้วต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมาก ที่ทำให้สองอาณาจักรสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้”
“มิเป็นไรพะยะค่ะ”
“เอาละพวกเจ้าสี่คนพร้อมกับองครักษ์ห้าคนตามข้ามา”
“พะยะค่ะ”
เฟิ่งหยูและองค์ชายอานฉวนนำเสด็จองค์กษัตริย์มายังสถานที่ติดตั้งค่ายกลมิติเฟิ่งหยูจัดการเก็บค่ายกลที่เขาวางไว้ พร้อมกับเริ่มเปิดใช้งานค่ายกลมิติในทันทีเพียงไม่นานนักกษัตริย์อานเมิ่งซู พร้อมกับเหล่าขุนนางและองครักษ์ได้มาเยือนอาณาจักรเมฆาหวนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อพวกเขามาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากกษัตริย์เหวินฉิง
“ท่านให้คนมาคุ้มครองบริเวณนี้ให้เรียบร้อยเสร็จแล้วพวกเราก็ไปหาองค์ชายสามกันเถอะ”
“ได้สิพวกเจ้าไปบอกให้ท่านแม่ทัพใหญ่เฉิน จัดกองกำลังมาหนึ่งกองพันเพื่อรักษาการณ์และคุ้มกันสถานที่นี้ให้ดี”
“ขอรับองค์ชายข้าน้อยจะรีบไปบอกท่านแม่ทัพใหญ่เฉินตามที่องค์ชายรับสั่งขอรับ”
เพียงไม่นานทหารหนึ่งกองพันก็มาประจำอยู่ ทั่วบริเวณ เพื่อคอยป้องกันและคุ้มครองสถานที่แห่งนี้
“ไปหาน้องสามกันเถอะป่านนี้คงรอพวกเราแล้ว”
เฟิ่งหยูพยักหน้าพร้อมกับเดินตามองค์ชายอานฉวนไปยังตำหนักขององค์ชายสามเมื่อพวกเฟิ่งหยูมาถึง องค์ชายสามก็ยืนรออยู่นานแล้ว
“พวกเราไปกันเถอะเหมืองแร่นั้นอยู่ไกลพอสมควรหากสายไปกว่านี้เกรงว่าจะถึงค่ำ ๆ”
“เรื่องนั้นองค์ชายสามไม่ต้องกังวลไป” เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมา
“พวกเราไปกันเถอะเฟิ่งหยูและองค์ชายใหญ่รีบขึ้นเรือเล็กไป ติดตามด้วยองค์ชายสาม”
“ท่านมีของแบบนี้ใช้ด้วยหรือ? มันแพงมากไม่ใช่หรือไง? ทำไมท่านถึงเอาออกมาใช้ได้ง่าย ๆ แบบนี้......”
พูดยังไม่ทันจบองค์ชายอานฉวนก็ห้ามองค์ชายสามเอาไว้ก่อนเพราะนับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมาใช้ในคราวที่องค์ชายอานฉวนไปเที่ยวชมเมืองจินเฟิงเฟิ่งหยูถึงกับนำเรือรบออกมาต้อนรับพวกเขาทีเดียว
เฟิ่งหยูบังคับเรือเล็กด้วยความชำนาญ
“เหมืองแร่ขององค์ชายไปทางไหนช่วยบอกทางข้าด้วยก็แล้วกัน”
“ได้สิไปทางนั้น”
องค์ชายสามตอบพร้อมกับชี้มือไปทางทิศเหนือเฟิ่งหยูบังคับเรือเล็กแล่นไปทางทิศทางที่องค์ชายสามบอกอย่างรวดเร็วเพียงระยะเวลาหนึ่งชั่วยามพวกเขาทั้งสามก็มาถึงยังเหมืองแร่ขององค์ชายสาม
เฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปทั่วบริเวณมันเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่พอสมควร
“พวกเราลงไปด้านล่างกันเถอะ....”
“อื่ม...ไปกันเถอะ”
ตลอดทางเฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกมาอย่างต่อเนื่อง เฟิ่งหยูพบสินแร่จำนวนมากมาย และยังมีมีค่ายกลอยู่หลายแห่งในเหมืองแห่งนี้
“เดี๋ยวก่อนพวกท่านรอข้าสักครู่”
“มีอะไรอย่างนั้นหรือเฟิ่งหยู เจ้าพบอะไร?”
“มีคนวางค่ายกลไว้เต็มไปหมดพวกท่านรอให้ข้าจัดการค่ายกลเหล่านั้นให้เสร็จก่อนแล้วเราค่อยลงไปยังส่วนที่ลึกกว่านี้”
เฟิ่งหยูจัดการดัดแปลงค่ายกลที่หยานจุ้ยได้วางเอาไว้เขาใช้เวลาไม่นานนักก็จัดการกับค่ายกลของหยานจุ้ยทั้งหมด เขาเปลี่ยนค่ายกลของหยานจุ้ยเป็นค่ายกลลวงตาและค่ายกลโจมตีทั้งหมด พร้อมกับเสริมค่ายกลป้องกันไว้ที่ทางเข้าอีกชั้นหนึ่ง
“เอาหละพวกเราไปกันเถอะข้าอยากจะรู้นักอะไรกันที่ทำให้องค์ชายรองหมายตาสถานที่แห่งนี้”
พวกเขาเดินทางสำรวจลึกเข้าไปเรื่อยๆ เฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสออกมาอย่างต่อเนื่องพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สูงมันเป็นโพลงขนาดใหญ่มีประตูใหญ่สองบานตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มองไปโดยรอบเป็นสถานที่อันที่แม้แต่ลำแสงเพียงน้อยนิดก็มิอาจสาดส่องลงมาได้ทำให้ประตูทั้งสองบานนั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
เฟิ่งหยูเปิดประตูบานใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าห้าหมื่นจินอย่างง่ายดายพร้อมกับเดินนำองค์ชายทั้งสองเข้าไปข้างใน
ด้านในเป็นสถานที่ทอดยาวออกไปไกลพอมีแสงสว่างให้ได้มองเห็นอยู่พวกเขาสามคนสาดส่องสายตาสังเกตทุกจุดภายด้วยความระมัดระวังพลันประตูบานใหญ่ก็ค่อย ๆ ปิดไปเอง
คลืนนน....
สิ้นเสียงปิดของประตูบานใหญ่ไม่นานตรงหน้าของพวกเขาเกิดกลุ่มก้อนแสงสีเขียวส่องประกายสามลูกพุ่งวาบเข้ามาชายหนุ่มทั้งสามรีบก้าวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างดึงอาวุธประจำตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
ลูกแสงสีเขียวส่องประกายแตกกระจายออกไปปรากฏเป็นร่าง สามร่าง ร่างกายของมันไม่มีอะไรต่างไปจากคนทั่วไปหากแต่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหิน ซึ่งดูหนักแน่น และทรงพลังเป็นอย่างยิ่งส่วนหัวเหมือนหัวของม้า มือทั้งสองข้างถือดาบหินข้างหนึ่ง อีกข้าถือโล่หินเอาไว้ดวงตาของมันจ้องเขม็งมายังทั้งสามคน
“สงสัยว่าเราจะเข้ามาสู่สถานที่ทดสอบบางอย่างเข้าให้แล้วระวังตัวกันไว้ด้วย”
“สถานที่ทดสอบอย่างนั้นหรือหรือว่านี่จะเป็นเส้นทางโบราณที่มุ่งสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน”องค์ชายอานฉวนหันไปมองหน้าเฟิ่งหยูและองค์ชายสาม
“มันเป็นสถานที่เช่นใดอย่างนั้นหรือองค์ชาย?” เฟิ่งหยูถามด้วยความสงสัย
“วิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเคยมีเรื่องราวที่บันทึกเอาไว้ว่าอาณาจักรเต่าทมิฬมีสถานที่ ที่มีเทพอาศัยอยู่ มันอยู่ในอาณาจักรใต้ทะเล ตั้งแต่สมัยโบราณ พวกเทพทั้งหลายต่างพากันนำทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลรวมถึงอาวุธและทรัพยากรต่าง ๆ รวมถึงวิชายุทธฺมากมายมาเก็บรักษาไว้
เหตุผลก็เพื่อให้กับคนรุ่นหลังได้นำมาฝึกฝนให้แข็งแกร่งสามารถต่อกรกับพวกศัตรูที่มาจากโลกอื่นได้กล่าวได้ว่ามันคือสถานที่เก็บสมบัติของเทพเพื่อรอให้คนรุ่นหลังของพวกเขาฝึกฝนและต่อสู้กับศัตรูจากโลกอื่นนั่นเอง”
“นี่ก็คงเป็นนักรบโบราณที่เอาไว้ทดสอบก่อนจะไปถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่อยู่ในอาณาจักรใต้ทะเล”
“ใช่หรือไม่เราก็ต้องผ่านพวกมันไปให้ได้ก่อน”เฟิ่งหยู่กล่าว
“ระดับพลังยุทธ์ของพวกมันอยู่ขั้นสวรรค์เช่นเดียวกันทั้งสามตนพวกเราคงจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่”
นักรบศิลาทั้งสามตัวเริ่มพุ่งจู่โจมเข้าหาทั้งสามคน ร่างอันหนักอึ้งทำให้เกิดเสียงดังอึกทึกตามจังหวะการย่างก้าว
การเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ใช่มนุษย์พวกเขาไม่ต้องพิจารณาใดๆทั้งสามกระชับอาวุธแน่น รอจังหวะที่นักรบศิลาเข้ามาใกล้เฟิ่งหยูตวัดดาบราชันย์ของตนออกไป เพียงนักรบศิลายกดาบตั้งท่าโจมตี ดาบของเฟิ่งหยูก็ฟาดฟันเข้าใส่ดาบหินของนักรบศิลาดาบนั้นแตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ และพุ่งเข้าทำลายศีรษะของนักรบศิลาอย่างง่ายดาย
องค์ชายอานฉวนถือกระบี่คู่ฟาดฟันด้วยพลังปราณที่อัดแน่นกระบี่ตวัดผ่าอากาศวาดเข้าใส่นักรบศิลาตัวที่สองจนร่างของนักรบศิลาขาดเป็นส่วนๆ องค์ชายสามนำขวานยักษ์ฟาดเข้าใส่นักรบศิลา โดยที่นักรบศิลายังไม่ทันได้โต้ตอบใดๆขวานยักษ์ก็แยกร่างนักรบศิลาออกเป็นสองส่วนทันที