ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 117 เส้นทางโบราณ

            เฟิ่งหยูแยกกับองค์ชายอานฉวนเพื่อกลับไปพักผ่อนแต่ก่อนที่เขาจะกลับไป เขาได้วางค่ายกลป้องกันไว้รอบ ๆ ค่ายกลมิติของเขาอีกทีเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อนจากนั้นเขาจึงแผ่จิตสัมผัสออกไปโดยรอบ 

            แล้วก็เป็นอย่างที่เฟิ่งหยูคิดไว้จริงๆ มีคนแอบสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา เฟิ่งหยูไม่ได้สนใจเขากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักที่องค์ชายอานฉวนจัดเตรียมไว้ให้

            หลังจากเฟิ่งหยูพักผ่อนได้ไม่นานบุคคลนั้นเตรียมตัวกลับไปรายงาน เฟิ่งหยูจ้องมองด้วยดวงตาสวรรค์เขาพบว่าเป็นชายแต่งชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิดเฟิ่งหยู แอบติดตามบุคคลปริศนานั้นไปเขาปกปิดกลิ่นอายและผสานลมปราณของเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกับลมปราณฟ้าดินยากนักที่จะจับสัมผัสของเขาได้ วิชานี้เป็นวิชาที่เขาได้เรียนรู้กับบิดาของเขาตั้งแต่ยังเล็กดังนั้นเฟิ่งหยูจึงใช้มันอย่างคล่องแคล่วแม้แต่ระดับเทวะขั้นที่สามตอนนี้ก็ไม่สามารถจับสัมผัสของเฟิ่งหยูได้

            เฟิ่งหยูตามชายปริศนานั้นไปติดๆเขาคิดไว้แล้วว่าบุคคลที่แอบติดตามพวกเขาวันนี้ต้องเป็นคนของตระกูลเล่อ หรือไม่ก็คนขององค์ชายรองเป็นแน่เฟิ่งหยูตามชายปริศนานั้นไปจนถึงบ้านพักหลังหนึ่งมีบุคคลอยู่ในบ้านพักนั้นสี่ถึงห้าคนได้เฟิ่งหยูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาคอยฟังชายปริศนารายงานและคนพวกนั้นจะทำอะไรต่อไป

            “รายงานนายท่านพวกองค์ชายใหญ่ได้ช่วยเหลือหลี่ถังและบุตรชาย ตอนนี้ทั้งสองกลับมาอยู่ในวังหลวงเรียบร้อยแล้วขอรับ”

            “บัดซบโม่สุ่ยมันทำงานพลาดได้ยังไงกัน อย่าให้ข้าเจอมันนะ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”

            “พวกองค์ชายใหญ่และองค์ชายสามรวมถึงสหายขององค์ชายใหญ่ที่เดินทางมาถึงวันนี้ในวันพรุ่งนี้พวกเขาจะไปสำรวจที่เหมืองแร่ขององค์ชายสามในตอนเช้าขอรับ”

            “อะไรนะพวกมันจะไปสำรวจเหมืองแร่ หรือว่าพวกมันเริ่มระแคะระคายเรื่องประตูที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักในเหมืองแร่แล้ว”

            “คิดว่าน่าจะยังไม่ทราบนะท่านผู้อาวุโสเล่อจุน หากพวกเขาทราบแล้วคงไม่ออกไปสำรวจก่อนหรอกคงยกกองทัพไปคุ้มกันเหมืองแร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

            “แล้วพวกเราควรทำเช่นไรดีของรับองค์ชายรอง?”

            “ไม่ต้องห่วงข้าได้ให้หยานจุ้ยวางค่ายกลไว้ภายในเหมืองแร่เรียบร้อยแล้ว หากพวกเขาลงไปสำรวจคงรอดกลับมาได้ยากเพราะหยานจุ้ยเป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในอาณาจักรเต่าทมิฬแห่งนี้ยากนักที่จะหาปรมาจารย์ค่ายกลได้โดยง่าย”

            “ตอนนี้พวกเราต้องเก็บตัวเงียบกันทุกฝ่ายเพื่อป้องกันพี่ใหญ่กับน้องสามสงสัย หากพวกเขาสืบสาวราวเรื่องมาถึงพวกเราได้คงไม่ดีเป็นแน่”

             “เรื่องหลี่ถังและบุตรชายให้ปิดปากคนที่รู้เรื่องให้หมดอย่าให้คนที่รู้เรื่องเล็ดรอดไปเด็ดขาด”

            “ขอรับข้าน้อยจะรีบไปดำเนินการตามที่ท่านผู้นำตระกูลสั่ง”

            เป็นองค์ชายรองและตระกูลเล่อจริงๆที่วางแผนการณ์ในครั้งนี้ แต่ด้วยเหตุผลใด เหตุใด พวกเขาค้นพบอะไรในเหมืองแร่นั้นถึงกับต้องใช้ปรมาจารย์ค่ายกลติดตั้งค่ายกลด้วยลงทุนมากขนาดนี้แสดงว่าสิ่งที่อยู่ในเหมืองแร่ต้องสำคัญเป็นอย่างมาก เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้เฟิ่งหยูจึงรีบกลับไปยังที่พักของตนอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครรู้เนื้อรู้ตัวเลย

            รุ่งเช้าของวันถัดมา..............

            องค์ชายอานฉวนพาเฟิ่งหยูไปพบกับกษัตริย์อานเมิ่งซูที่ท้องพระโรง โดยมีขุนนางทั้งหลายกำลังร่วมประชุมอยู่อย่างเนืองแน่น

            “ถวายบังคมเสด็จพ่อ”

            “ถวายบังคมฝ่าบาท”

            “ลูกพาเฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนมาเฝ้าเสด็จพ่อพะยะค่ะ”

            “เจ้าเดินทางมาถึงวังหลวงเมื่อไหร่ทำไมไม่มีใครแจ้งให้ข้าทราบเลย”

            “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมเดินทางมาถึงเมื่อวานตอนบ่ายแก่ๆพะยะค่ะ”

            “มิน่าถึงไม่มีใครไปรายงานเรา ที่แท้เจ้าก็มาถึงตอนเย็นคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากสินะ ไม่เป็นไร แล้วเรื่องค่ายกลมิติข้าให้อานฉวนรับผิดชอบเจ้าพร้อมที่จะสร้างค่ายกลมิติให้อาณาจักรเราแล้วหรือยัง?”

            “เรียนฝ่าบาทเฟิ่งหยูได้ทำการติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพะยะค่ะ”

            “เสร็จแล้วอย่างนั้นหรือ? แสดงว่าเจ้ามาถึงก็ยังไม่ได้พักผ่อนเลยนะสิ”

            “ข้าน้อยติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนองค์ชายต้อนรับข้าน้อยเป็นอย่างดี พระองค์ไม่ต้องกังวลเหตุที่ข้าน้อยรีบติดตั้งค่ายกลให้เสร็จเพราะวันนี้พวกเราจะไปสำรวจเหมืองแร่ขององค์ชายสามกันพะยะค่ะ”

            “สำรวจเหมืองแร่ของเจ้าสามนี่เจ้าสามค้นพบเหมืองแร่เช่นนั้นหรือ?”

            “ใช่แล้วเสด็จพ่อน้องสามค้นพบเหมืองแร่ แต่ที่ยังไม่กราบทูลเสด็จพ่อเพราะยังไม่ได้ลงไปสำรวจเหมืองพะยะค่ะ”

            “ตอนนี้ข้าน้อยก็ติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จเรียบร้อยแล้วขอพระองค์จัดคนติดตามพระองค์ไปเยี่ยมอาณาจักรเมฆาหวนได้ทันทีเลยพะยะค่ะ องค์กษัตริย์เหวินฉิงรอต้อนรับพระองค์อยู่ที่เมืองหลวงอัสตาน่า แล้วพะยะค่ะ”

            “เช่นนั้นก็ดีข้าจะลองไปเยี่ยมชมอาณาจักรเมฆาหวนดูสักครั้ง การเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้วต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมาก ที่ทำให้สองอาณาจักรสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้”

            “มิเป็นไรพะยะค่ะ”

            “เอาละพวกเจ้าสี่คนพร้อมกับองครักษ์ห้าคนตามข้ามา”

            “พะยะค่ะ”

            เฟิ่งหยูและองค์ชายอานฉวนนำเสด็จองค์กษัตริย์มายังสถานที่ติดตั้งค่ายกลมิติเฟิ่งหยูจัดการเก็บค่ายกลที่เขาวางไว้ พร้อมกับเริ่มเปิดใช้งานค่ายกลมิติในทันทีเพียงไม่นานนักกษัตริย์อานเมิ่งซู พร้อมกับเหล่าขุนนางและองครักษ์ได้มาเยือนอาณาจักรเมฆาหวนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อพวกเขามาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากกษัตริย์เหวินฉิง

            “ท่านให้คนมาคุ้มครองบริเวณนี้ให้เรียบร้อยเสร็จแล้วพวกเราก็ไปหาองค์ชายสามกันเถอะ”

            “ได้สิพวกเจ้าไปบอกให้ท่านแม่ทัพใหญ่เฉิน จัดกองกำลังมาหนึ่งกองพันเพื่อรักษาการณ์และคุ้มกันสถานที่นี้ให้ดี”

            “ขอรับองค์ชายข้าน้อยจะรีบไปบอกท่านแม่ทัพใหญ่เฉินตามที่องค์ชายรับสั่งขอรับ”

            เพียงไม่นานทหารหนึ่งกองพันก็มาประจำอยู่ ทั่วบริเวณ เพื่อคอยป้องกันและคุ้มครองสถานที่แห่งนี้

            “ไปหาน้องสามกันเถอะป่านนี้คงรอพวกเราแล้ว”

            เฟิ่งหยูพยักหน้าพร้อมกับเดินตามองค์ชายอานฉวนไปยังตำหนักขององค์ชายสามเมื่อพวกเฟิ่งหยูมาถึง องค์ชายสามก็ยืนรออยู่นานแล้ว

            “พวกเราไปกันเถอะเหมืองแร่นั้นอยู่ไกลพอสมควรหากสายไปกว่านี้เกรงว่าจะถึงค่ำ ๆ”

            “เรื่องนั้นองค์ชายสามไม่ต้องกังวลไป” เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมา

            “พวกเราไปกันเถอะเฟิ่งหยูและองค์ชายใหญ่รีบขึ้นเรือเล็กไป ติดตามด้วยองค์ชายสาม”

            “ท่านมีของแบบนี้ใช้ด้วยหรือ? มันแพงมากไม่ใช่หรือไง?  ทำไมท่านถึงเอาออกมาใช้ได้ง่าย ๆ แบบนี้......”

            พูดยังไม่ทันจบองค์ชายอานฉวนก็ห้ามองค์ชายสามเอาไว้ก่อนเพราะนับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมาใช้ในคราวที่องค์ชายอานฉวนไปเที่ยวชมเมืองจินเฟิงเฟิ่งหยูถึงกับนำเรือรบออกมาต้อนรับพวกเขาทีเดียว

            เฟิ่งหยูบังคับเรือเล็กด้วยความชำนาญ

            “เหมืองแร่ขององค์ชายไปทางไหนช่วยบอกทางข้าด้วยก็แล้วกัน”

            “ได้สิไปทางนั้น”

            องค์ชายสามตอบพร้อมกับชี้มือไปทางทิศเหนือเฟิ่งหยูบังคับเรือเล็กแล่นไปทางทิศทางที่องค์ชายสามบอกอย่างรวดเร็วเพียงระยะเวลาหนึ่งชั่วยามพวกเขาทั้งสามก็มาถึงยังเหมืองแร่ขององค์ชายสาม

            เฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปทั่วบริเวณมันเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่พอสมควร

            “พวกเราลงไปด้านล่างกันเถอะ....”

            “อื่ม...ไปกันเถอะ”

            ตลอดทางเฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกมาอย่างต่อเนื่อง  เฟิ่งหยูพบสินแร่จำนวนมากมาย และยังมีมีค่ายกลอยู่หลายแห่งในเหมืองแห่งนี้

            “เดี๋ยวก่อนพวกท่านรอข้าสักครู่”

            “มีอะไรอย่างนั้นหรือเฟิ่งหยู เจ้าพบอะไร?”

            “มีคนวางค่ายกลไว้เต็มไปหมดพวกท่านรอให้ข้าจัดการค่ายกลเหล่านั้นให้เสร็จก่อนแล้วเราค่อยลงไปยังส่วนที่ลึกกว่านี้”

            เฟิ่งหยูจัดการดัดแปลงค่ายกลที่หยานจุ้ยได้วางเอาไว้เขาใช้เวลาไม่นานนักก็จัดการกับค่ายกลของหยานจุ้ยทั้งหมด เขาเปลี่ยนค่ายกลของหยานจุ้ยเป็นค่ายกลลวงตาและค่ายกลโจมตีทั้งหมด พร้อมกับเสริมค่ายกลป้องกันไว้ที่ทางเข้าอีกชั้นหนึ่ง

            “เอาหละพวกเราไปกันเถอะข้าอยากจะรู้นักอะไรกันที่ทำให้องค์ชายรองหมายตาสถานที่แห่งนี้”

            พวกเขาเดินทางสำรวจลึกเข้าไปเรื่อยๆ เฟิ่งหยูปลดปล่อยจิตสัมผัสออกมาอย่างต่อเนื่องพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สูงมันเป็นโพลงขนาดใหญ่มีประตูใหญ่สองบานตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มองไปโดยรอบเป็นสถานที่อันที่แม้แต่ลำแสงเพียงน้อยนิดก็มิอาจสาดส่องลงมาได้ทำให้ประตูทั้งสองบานนั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

            เฟิ่งหยูเปิดประตูบานใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าห้าหมื่นจินอย่างง่ายดายพร้อมกับเดินนำองค์ชายทั้งสองเข้าไปข้างใน

            ด้านในเป็นสถานที่ทอดยาวออกไปไกลพอมีแสงสว่างให้ได้มองเห็นอยู่พวกเขาสามคนสาดส่องสายตาสังเกตทุกจุดภายด้วยความระมัดระวังพลันประตูบานใหญ่ก็ค่อย ๆ ปิดไปเอง

                คลืนนน....

            สิ้นเสียงปิดของประตูบานใหญ่ไม่นานตรงหน้าของพวกเขาเกิดกลุ่มก้อนแสงสีเขียวส่องประกายสามลูกพุ่งวาบเข้ามาชายหนุ่มทั้งสามรีบก้าวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างดึงอาวุธประจำตัวออกมาอย่างรวดเร็ว

            ลูกแสงสีเขียวส่องประกายแตกกระจายออกไปปรากฏเป็นร่าง สามร่าง ร่างกายของมันไม่มีอะไรต่างไปจากคนทั่วไปหากแต่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหิน ซึ่งดูหนักแน่น และทรงพลังเป็นอย่างยิ่งส่วนหัวเหมือนหัวของม้า มือทั้งสองข้างถือดาบหินข้างหนึ่ง อีกข้าถือโล่หินเอาไว้ดวงตาของมันจ้องเขม็งมายังทั้งสามคน  

            “สงสัยว่าเราจะเข้ามาสู่สถานที่ทดสอบบางอย่างเข้าให้แล้วระวังตัวกันไว้ด้วย”

            “สถานที่ทดสอบอย่างนั้นหรือหรือว่านี่จะเป็นเส้นทางโบราณที่มุ่งสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน”องค์ชายอานฉวนหันไปมองหน้าเฟิ่งหยูและองค์ชายสาม

            “มันเป็นสถานที่เช่นใดอย่างนั้นหรือองค์ชาย?” เฟิ่งหยูถามด้วยความสงสัย

            “วิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเคยมีเรื่องราวที่บันทึกเอาไว้ว่าอาณาจักรเต่าทมิฬมีสถานที่ ที่มีเทพอาศัยอยู่  มันอยู่ในอาณาจักรใต้ทะเล  ตั้งแต่สมัยโบราณ พวกเทพทั้งหลายต่างพากันนำทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลรวมถึงอาวุธและทรัพยากรต่าง ๆ รวมถึงวิชายุทธฺมากมายมาเก็บรักษาไว้

            เหตุผลก็เพื่อให้กับคนรุ่นหลังได้นำมาฝึกฝนให้แข็งแกร่งสามารถต่อกรกับพวกศัตรูที่มาจากโลกอื่นได้กล่าวได้ว่ามันคือสถานที่เก็บสมบัติของเทพเพื่อรอให้คนรุ่นหลังของพวกเขาฝึกฝนและต่อสู้กับศัตรูจากโลกอื่นนั่นเอง”

            “นี่ก็คงเป็นนักรบโบราณที่เอาไว้ทดสอบก่อนจะไปถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่อยู่ในอาณาจักรใต้ทะเล”

            “ใช่หรือไม่เราก็ต้องผ่านพวกมันไปให้ได้ก่อน”เฟิ่งหยู่กล่าว

            “ระดับพลังยุทธ์ของพวกมันอยู่ขั้นสวรรค์เช่นเดียวกันทั้งสามตนพวกเราคงจัดการได้ไม่ยากเท่าไหร่”

            นักรบศิลาทั้งสามตัวเริ่มพุ่งจู่โจมเข้าหาทั้งสามคน ร่างอันหนักอึ้งทำให้เกิดเสียงดังอึกทึกตามจังหวะการย่างก้าว

            การเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ใช่มนุษย์พวกเขาไม่ต้องพิจารณาใดๆทั้งสามกระชับอาวุธแน่น รอจังหวะที่นักรบศิลาเข้ามาใกล้เฟิ่งหยูตวัดดาบราชันย์ของตนออกไป เพียงนักรบศิลายกดาบตั้งท่าโจมตี ดาบของเฟิ่งหยูก็ฟาดฟันเข้าใส่ดาบหินของนักรบศิลาดาบนั้นแตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ และพุ่งเข้าทำลายศีรษะของนักรบศิลาอย่างง่ายดาย

            องค์ชายอานฉวนถือกระบี่คู่ฟาดฟันด้วยพลังปราณที่อัดแน่นกระบี่ตวัดผ่าอากาศวาดเข้าใส่นักรบศิลาตัวที่สองจนร่างของนักรบศิลาขาดเป็นส่วนๆ  องค์ชายสามนำขวานยักษ์ฟาดเข้าใส่นักรบศิลา โดยที่นักรบศิลายังไม่ทันได้โต้ตอบใดๆขวานยักษ์ก็แยกร่างนักรบศิลาออกเป็นสองส่วนทันที

             

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน