เฉินอี้ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดผมตนเองอยู่พลางนึกถึงเรื่องราวแห่งความสุขสมัยเด็กๆ อาหลิ่งก็ปรากฏกายออกมาจากขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์พร้อมสีหน้าที่เปี่ยมสุขราวกับได้นอนเต็มอิ่มนางเห็นเฉินอี้กำลังนั่งเช็ดผมให้แห้งโดยมีอาการเหม่อลอยก็เคลื่อนกายเข้าไปหาเขา
“เฉินอี้ เหตุใดจึงลุกขึ้นมาสระผมแต่เช้าขนาดนี้ อากาศก็ยังเย็นอยู่เดี๋ยวก็มิสบายหรอก”
เฉินอี้จึงหันมาสนใจนาง“ข้านอนมิค่อยหลับ เมื่อวานผมก็สกปรก จึงล้างเสียหน่อย นี่ก็ใกล้จะแห้งแล้วมิเป็นหวัดหรอก”
อาหลิ่งมองเฉินอี้และมองไปยังขวดที่อยู่ใกล้ๆเขา “วันนี้ใช้น้ำเซียงฟาสระผมด้วยหรือ”
เฉินอี้ยิ้มแต่มิได้ตอบอันใด
อาหลิ่งรู้ว่าทุกครั้งที่เฉินอี้รู้สึกคิดถึงมารดามากๆ เขามัก จะนำน้ำเซียงฟาออกมาใช้เสมอ
มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านเฉินอี้กับอาหลิ่งก็หันไปมองตามเสียงนั้น
“ใครมาแต่เช้ากันนะ” เฉินอี้กล่าว อาหลิ่งหายตัวไปครู่เดียวก็กลับมา
“ใต้เท้าจินน่ะ เอาตะกร้าสมุนไพรของท่านมาด้วย” อาหลิ่งตอบ
“โอ้! จริงหรือ เขาเอามาให้เองเลยเหรอเนี่ย”เฉินอี้รีบวางผ้าที่ใช้เช็ดผมและเดินไปเปิดประตู
ถึงแม้เฉินอี้จะรู้อยู่แล้วว่าคนที่มาเคาะประตูเป็นใครแต่เขาก็ต้องแสดงออกไปว่าไม่รู้ มิเช่นนั้นจะดูน่าสงสัย
“ใครหรือขอรับ” เฉินอี้ร้องถามโดยที่ยังไม่เปิดประตู
“ข้าเอง จินลี่หยาง”
“พี่ลี่หยางหรือขอรับ” เฉินอี้เปิดประตูออกพร้อมกับยิ้ม
จินลี่หยางที่ยืนถือตะกร้าสมุนไพรอยู่หน้าประตูเมื่อเห็นเฉินอี้ก็ชะงักไป
ผมสีดำของเฉินอี้สภาพยังไม่แห้งดีถูกปล่อยยาวลงมาถึงเอว เสื้อผ้าก็ยังไม่เรียบร้อยเท่าใดนัก
จินลี่หยางกระแอมขึ้นมาเล็กน้อย“เมื่อวานเจ้าลืมตะกร้าสมุนไพรเอาไว้ ข้าเลยเอามาให้”
อาหลิ่งรีบเตือนเฉินอี้ถึงสภาพของตนเองตอนนี้เขานึกขึ้นได้จึงรีบจับคอเสื้อตนเองให้เรียบร้อย และหัวเราะแหะๆ
“ขออภัยขอรับพี่ลี่หยาง พอดีข้าเพิ่งสระผม เลยยังแต่งกายไม่เรียบร้อยเท่าใดนักพี่ลี่หยางอภัยด้วยขอรับ”
จินลี่หยางโบกมือ“ไม่เป็นไร”
“พี่ลี่หยางเชิญเข้ามาในบ้านก่อนขอรับ” เฉินอี้กล่าว
“อาอี้!”
เฉินอี้และจินลี่หยางหันกลับมาพร้อมกันจางฝูลู่เดินถือกล่องใส่สำรับกับข้าวตรงรี่เข้ามาหาเฉินอี้โดยที่ไม่สนใจว่ามีใครยืนขวางอยู่
“เหล่าจาง” เฉินอี้ขานรับ
“เหตุใดจึงออกจากบ้านมาในสภาพเช่นนี้เล่า”จางฝูลู่มองหน้าจินลี่หยางแวบหนึ่ง เขาจับมือเฉินอี้และพาเฉินอี้เดินเข้าไปในบ้าน จินลี่หยางลอบถอนใจแล้วเดินตามเข้าบ้านไป
“สระผมอีกแล้วหรืออาอี้ แล้วทำไมใส่เสื้อผ้าบางแค่นี้ดูสิตัวเจ้าเย็นหมดแล้ว” จางฝูลู่จับเฉินอี้นั่งลงที่เก้าอี้เดินบ่นไม่หยุดปากและหยิบเสื้อมาคลุมตัวให้เขา
“เมื่อวานผมข้าสกปรก ก็เลย….” เฉินอี้กล่าวยังไม่ทันจบ จางฝูลู่ก็พูดต่อ
“คนอื่นๆ เดือนนึงสระผมกันแค่สองสามครั้ง แต่เจ้าสองสามวันสระครั้งหนึ่งประเดี๋ยวก็ป่วยหรอก” จางฝูลู่กล่าวแล้วนำผ้าที่เฉินอี้วางไว้ขึ้นมาเช็ดผมให้เขา
จินลี่หยางมองทั้งสองคนแล้วจึงกระแอมขึ้นทีหนึ่ง
“ข้าเอาตะกร้าวางไว้ตรงนี้นะ เฉินอี้”
“ขอบคุณมากขอรับ พี่ลี่หยาง”เฉินอี้ตีมือจางฝูลู่ที่กำลังเช็ดผมให้เขาอยู่ทีหนึ่ง เพื่อให้เขาหยุดมือก่อนและหันไปพูดกับจินลี่หยางต่อ
“ข้ากะว่าจะเข้าไปเอาตะกร้าอยู่พอดีข้าเก็บชวนชินเลี่ยนมาจะเอาไปให้ท่านนักพรตที่อารามผิงจิ้งเดี๋ยวข้าจะแบ่งชวนชินเลี่ยนไปให้พี่ซุนเฉิงด้วยนะขอรับ”
กล่าวจบเฉินอี้ก็ลุกไปหยิบชวนชินเลี่ยนในตะกร้าออกมาจำนวนหนึ่งและห่อด้วยผ้า“แต่ฝากบอกพี่ซุนเฉิงด้วยนะขอรับ ชวนชินเลี่ยนค่อนข้างขมแต่มีสรรพคุณช่วยขับพิษและออกฤทธิ์เข้าสู่เส้นลมปราณหัวใจเป็นผลดีต่อร่างกายของเขามาก นำไปล้างให้สะอาดและต้มกับน้ำสามชามให้เหลือหนึ่งชามดื่มตอนเช้ากับก่อนนอน ประมาณสามวันก็จะหายดีขอรับ”
จินลี่หยางยืนมองเฉินอี้พูดเจื้อยแจ้วมือก็ง่วนจัดสมุนไพรทั้งๆ ที่หนาวจนมือซีด ปากก็เป็นสีม่วง เห็นสภาพแล้วก็นึกขำในใจ
ส่วนอีกด้านหนึ่งวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามก็กำลังจับกลุ่มคุยกัน
“จริงหรือ ท่านเห็นไอปิศาจมุ่งหน้ามาทางนี้หรือ” อาหลิ่งถามตงเปียนเขาพยักหน้า
“แม้จะไม่แน่ใจ แต่ข้าว่าข้าคิดไม่ผิด เจ้าล่ะซูเจี๋ย เห็นอะไรบ้างหรือไม่”ตงเปียนเอ่ยถามหลิวซูเจี๋ย
“ข้าไม่เห็นอันใด แต่ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง”
“เมื่อคืนข้าอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ตลอดทั้งคืนจึงมิได้รู้สึกอันใด” อาหลิ่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “แต่เห็นเฉินอี้บอกว่า เขานอนไม่ค่อยหลับเดี๋ยวข้าจะลองสอบถามเขาดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
อาหลิ่งหันไปมองชายหนุ่มทั้งสามคนที่คุยกันอยู่ในบ้านและหันหน้ามาหาหลิวซูเจี๋ย
“หลิวซูเจี๋ย เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเสี่ยวจางไม่ชอบหน้าใต้เท้าจินล่ะ”
หลิวซูเจี๋ยกับตงเปียนหันมามองหน้ากันและยิ้มแห้งๆทั้งคู่ อาหลิ่งขมวดคิ้วอย่างสงสัย“เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ”
หลิวซูเจี๋ยจึงเล่าเรื่องที่จางฝูลู่กับจินลี่หยางเถียงกันเมื่อคืนนี้ให้อาหลิ่งฟัง
“โธ่เอ๋ย เสี่ยวจางนะเสี่ยวจาง เจ้าเป็นคนขี้หวงเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”อาหลิ่งกุมขมับ
“ขี้หวงอันใดกัน จางฝูลู่เขาเพียงเป็นห่วงเฉินอี้ก็เท่านั้น” หลิวซูเจี๋ยกล่าวแก้ตัวแทนจางฝูลู่อาหลิ่งกับตงเปียนมองหน้ากันแล้วยิ้ม
“มิคิดว่าอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วันเจ้าก็กล่าวเข้าข้างเจินจูของเจ้าเสียแล้ว ถ้าอย่างไรผูกพันธะวิญญาณกับจางฝูลู่เสียเลยดีหรือไม่” อาหลิ่งกล่าวเย้าแหย่หลิวซูเจี๋ย
แต่หลิวซูเจี๋ยกลับมีอาการไม่พอใจขึ้นมาจริงๆจนอาหลิ่งแปลกใจ
หลิวซูเจี๋ยเคลื่อนกายออกไปจากวงสนทนาอาหลิ่งและตงเปียนมองตามเขาอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลิวซูเจี๋ยจึงมีปฏิกิริยากับคำพูดล้อเล่นเพียงเท่านี้
อาหลิ่งเคลื่อนกายเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของหลิวซูเจี๋ย
“หลิวซูเจี๋ย เป็นอันใด ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า”
หลิวซูเจี๋ยที่ยืนหันหลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตนเองแล้วหันกลับมาหาอาหลิ่ง
“ขออภัยแม่นางอาหลิ่ง เจ้ามิได้ทำอันใดผิดหรอก ข้าเพียงนึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาก็เท่านั้น”
อาหลิ่งมองหลิวซูเจี๋ยแล้วจึงพยักหน้า
จินลี่หยางกำลังเอ่ยลาเฉินอี้เพื่อกลับไปที่กองทหารรักษาเมืองอาหลิ่งเห็นดังนั้นจึงหันมากล่าวกับตงเปียน “ท่านตงเปียนข้ายังอยากจะคุยกับท่านเกี่ยวกับการสะสมพลังที่จุดซานเสวียนท่านช่วยทำให้ใต้เท้าจินตามเฉินอี้ไปที่อารามผิงจิ้งได้หรือไม่ เราจะได้คุยกัน”
“ได้สิ ถ้าหากลี่หยางไม่มีงานอันใดเร่งด่วน ข้าจะใช้พลัง[1]ชวี่ฝูกับเขาเอง”ตงเปียนกล่าว อาหลิ่งพยักหน้ารับ
เฉินอี้จะเดินไปส่งจินลี่หยางที่ประตูแต่จินลี่หยางกล่าวว่าไม่เป็นไร อากาศข้างนอกเย็น เฉินอี้อยู่ในบ้านเถิดจางฝูลู่จึงโอบไหล่เฉินอี้ไว้และโบกมือให้จินลี่หยาง “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ส่งนะขอรับใต้เท้าจิน”
จินลี่หยางมองมือที่โอบไหล่อยู่นั้นและหันหลังเดินออกจากบ้านไป
“เหล่าจาง วันนี้เจ้าเป็นอันใดไปเนี่ย”เฉินอี้หันไปหาจางฝูลู่เมื่อเสียงฝีเท้าของจินลี่หยางลับไปแล้ว พลางมีสีหน้างงงัน
“เป็นอันใด เปล่าเสียหน่อย" จางฝูลู่ปฏิเสธและทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้“เจ้านั่งลงเถิด ข้าจะหวีผมให้”
“ก็วันนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าทำตัวแปลกๆ พี่ลี่หยางเองก็เหมือนกัน”
“พี่ลี่หยางอันใด! สนิทกันเพียงไหนจึงเอ่ยเรียกกันแบบนั้น”
“เหล่าจาง เจ้าอย่าได้เปลี่ยนเรื่อง มีอันใดบอกข้ามา” เฉินอี้ทำหน้าบึ้งจางฝูลู่เห็นเฉินอี้ทำหน้าแบบนั้น ก็ก้มหน้าไปหาเขาและใช้สองมือจับแก้มเขาเอาไว้
[1] ชวี่ฝู- โน้มน้าวจิตใจ
..........................
ตั้งแต่ตอนที่ 31 ไรท์จะเก็บใจเป็นเวลา 10 วันนะคะ หลังจากนั้นจะเปิดให้อ่านฟรีค่ะ