อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 133 กำแพงที่กั้นขวาง

    ตอนที่ 133


    เมื่อสามผู้อาวุโสชนชั้นผู้นำเข้ามาหยุดสถานการณ์เอาไว้แล้วย่อมไม่มีการบานปลาย... เป่ยเตียวหุย มองไปยังหญิงสาวก่อนจะเผยใบหน้าเคร่งครึงขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องที่นางเข้ามาแจ้งธุระสำคัญบางประการ...

     

    “ซวงฉวี่... พวกเราขอรับข้อเสนอของสำนักบุปผาประจิม อีก 2 วันผู้อาวุโสจาง จะร่วมเดินทางไปกับผู้อาวุโสใหญ่สำนักบุปผาประจิมของเจ้า... เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ดังนั้นไม่ว่ายังไงพวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้... นี่คือจดหมายยืนยันการตอบรับเงื่อนไขที่ลงตราประทับสำนักสายลมประจิมเป็นที่เรียบร้อย...”

     

    ซวงฉวี่ ย่อตัวสุภาพ... ก่อนจะหยิบจดหมายที่ชายชราส่งยื่น...

    “ผู้เยาว์จะไปแจ้งต่อท่านเจ้าสำนักตามนี้เช่นนั้นผู้เยาว์คงต้องขอตัวก่อน...”

     

    เป่ยเตียวหุย พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเรียกชนชั้นผู้ฝึกสอนสามคนให้ตามไปส่งนางจนถึงสำนักเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะจากลาหญิงสาวยังส่งสายตาดุดันมายังลั่วชิงเหอ และ เหยาซาน ชั่วขณะหนึ่ง แน่นอนว่าทั้งสองก็มิได้หลบตาแต่อย่างใด...

     

    การกระทบกระทั่งกันภายในรุ่นเยาว์ถือเป็นแรงผลักดันไปสู่ความมุ่งหมาย ดังนั้นหากไม่เกินขอบเขตอันตรายบรรดาผู้อาวุโสก็ล้วนเห็นดีเห็นงามไปด้วยหากไร้ซึ่งคู่แข่งก็เท่ากับไร้ความพยายามที่จะผลักดัน ยิ่งได้เห็น เหยาซานสามารถดีดตัวขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นให้กับ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ได้ยิ่งถือเป็นเรื่องดีของสำนัก...

     

    “เหยาซาน... เรื่องที่พวกเราจะฝึกฝนกัน 3 วันนั้น ดูท่าคงต้องเลื่อนออกไปก่อนข้ามีธุระที่ต้องเดินทางไปต่างเมืองซึ่งอาจใช้เวลาร่วมเดือนหรือมากกว่านั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอทว่าข้าจะไม่มีทางลืมเรื่องนี้เด็ดขาด จำเอาไว้ให้ดี...” ผู้อาวุโสจาง เน้นย้ำขึ้น

     

    เหลาซาน แม้ในใจจะกู่ร้องปิติยินดีทว่าใบหน้ากลับเผยความเศร้าสลดคล้ายเสียใจที่มิได้รับฝึกฝน ประสานมือสุภาพนอบน้อม...“ผู้อาวุโสจาง เชิญทำธุระอย่างไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเร่งร้อนใด ๆ ข้านั้นสามารถรอนานแค่ไหนก็ได้...”

     

    เป่ยเตียวหุย ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงเย็นมีหรือที่จะมองความนัยไม่ออก... ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เหยาซานเพิ่งออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตรา พร้อมกับผู้อาวุโสเถิง... “จริงสิ... เจ้ากลับออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตราแปลว่าเจ้าได้รับจิตวิญญาณแห่งศาสตรามาแล้วงั้นสินะ”

     

    เหยาซาน สะอึกเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเจื่อน ๆ ขึ้น...

    “แน่นอนท่านรองเจ้าสำนัก ข้าได้มันมาแล้ว”

     

    “ขอข้าดูได้หรือไม่?” เมื่อเป่ยเตียวหุย เอ่ยขึ้น ทั้งผู้อาวุโสจาง และ ลั่วชิงเหอ ที่อยู่ตรงนี้ด้วย ต่างก็มากันเหลียวมองมายังเหยาซาน คาดหวังที่จะเห็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราของ เหยาซาน อยู่ไม่น้อยมีเพียงผู้อาวุโสเถิงที่กระอักกระอ่วนพลางเบือนหน้าหนี

     

    เหยาซาน เผยรอยยิ้มเล็กด้านมุมปาก ก่อนจะเปิดแหวนมิติหยิบเอามีดสั้นที่ชำรุดชิ้นหนึ่งตลอดทั้งเล่มยาวเพียงคืบมือออกมา... “นี่อย่างไรจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ข้าเลือกมา”

     

    เป่ยเตียวหุย และ ผู้อาวุโสจางผงะไปเล็กน้อย...แม้มีดสั้นเล่มนี้จะมีจิตวิญญาณแห่งศาสตราสถิตอยู่จริง ๆทว่าก็มิได้โดดเด่นอะไรเลย ออกจะเป็นซากศาสตราระดับสามัญในสุสานเท่านั้น... ด้านลั่วชิงเหอ ถึงกับหัวเราะเสียงเย็นในลำคอ แสดงท่าทีสมเพชดูแคลน

     

    ซึ่ง เหยาซาน มิได้สนใจแม้แต่น้อย ขอเพียงเก็บงำความลับได้ใครจะดูแคลนก็มิใช่เรื่องที่ต้องสนใจ เมื่อถึงเวลาที่ต้องระเบิดพลังการต่อสู้ออกมาจริงๆ ต่างหาก ถึงจะมีความหมาย... เป่ยเตียวหุย เหลือบมองไปยังผู้อาวุโสเถิงเล็กน้อยคล้ายต้องการให้ยืนยัน

     

    ผู้อาวุโสเถิง เห็นสายตาของ เหยาซาน ที่เพ่งมองจึงได้แต่กระแอมไอแห้ง ๆ และพยักหน้ายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่ง เหยาซานนำมีดเล่มนี้ออกมาด้วยจริง ๆ เพื่อบังหน้า ฉะนั้นการพยักหน้าตอบนับของผู้อาวุโสเถิง จึงก็ไม่นับเป็นการโป้ปด เพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง...

     

    เป่ยเตียวหุย และ ผู้อาวุโสจาง เผยแววตาผิดหวังเล็ก ๆแต่ก็มิได้กล่าวอะไรออกมาในเรื่องนี้ ถึงอย่างไร จิตวิญญาณแห่งศาสตรา ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญเป็นหลักพลังเกื้อหนุนระหว่างต่อสู้อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ใน 10 ส่วนเท่านั้น...

     

    “เอาเถอะ ไว้เจ้าเติบโตขึ้น ภายภาคหน้าเมื่อขึ้นเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอนก็ค่อยเข้าไปเสาะหาจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่เหมาะสมได้อีกครั้ง...” เป่ยเตียวหุยกล่าวคล้ายปลอมประโลม

     

    เหยาซาน ประสานมือสุภาพน้อมรับไว้... ก่อนที่ทุกฝ่ายจะทยอยแยกย้ายกันเมื่อจบเรื่องโดยทางด้าน ลั่วชิงเหอ ที่พอเห็นว่า เหยาซาน ครอบครองเพียงแค่จิตวิญญาณแห่งมีดสั้นสามัญเล่มหนึ่งก็ลบภาพของ เหยาซาน ที่จะขึ้นมาเทียบเคียงกับตนไปในทันที... ส่วนการโจมตีที่เหยาซาน ต้านทานไว้ได้ก่อนหน้านี้ ก็คาดว่าคงเป็นขอบเขตสูงสุดที่ทำได้แล้ว ปักใจเชื่อว่าลึกๆ เหยาซาน คงกำลังสะกดข่มอาการบาดเจ็บภายในเอาไว้ ไม่กล้าแสดงออกมาเท่านั้นเอง...

     

    เหยาซาน ก็วางมาดเมินเฉยต่ออีกฝ่ายเช่นกัน ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดดูแคลนตนยังไงเพราะสุดท้ายทุกอย่างล้วนต้องชี้วัดกันที่การประลอง... ในเมื่อเงื่อนไขของผู้อาวุโสจาง ถูกชะลอไว้ก่อน ดังนั้น เหยาซาน จึงกลับมามีอิสระในการฝึกฝนอีกครั้ง

     

    การประมือกับ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ที่เป็นชนชั้นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก่อนหน้านี้ ได้จุดเปลวไฟแห่งการฝึกของ เหยาซานอยู่ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนั้นยังเก็บงำพลังแท้จริงเอาไว้ ทว่าด้านของเหยาซาน กลับต้องใช้พลังทั้งหมดในการสกัดกั้น จึงชัดเจนว่ายังมีช่องว่างอีกมากโขอยู่

     

    “เจ็ดสัปดาห์... คือเส้นตายก่อนจะเริ่มการประลองในวังหลวงอีกทั้งหากข้าไม่ได้แสดงตัวล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ว่าจะขอรับสิทธิ์เข้าประลองต่อให้มีป้ายแสดงสิทธิ์การเข้าประลองที่องค์รัชทายาทให้ไว้(ตอนที่ 58) ไม่แน่ว่าก็จะถูกตัดสิทธิ์ได้เช่นกัน...”เหยาซาน กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง สีหน้าครุ่นคิดหนัก

     

    นับจากนั้น เหยาซาน ก็เริ่มปิดด่านฝึกฝนทันที โดยอาศัยทรัพยากรอย่างเม็ดยาโอสถและสุราลมปราณในการบ่มเพาะเป็นหลัก... เมื่อครบกำหนดส่งมอบทรัพยากรของตระกูลตันและตระกูลหยวน ก็มีการมานำส่งถึงหน้าประตูสำนัก ไม่จำเป็นต้องออกไปด้านนอก...

     

    เหยาซาน จึงเข้าปิดด่านในถ้ำนับจากวันนั้น ฝึกฝนกระบวนท่าด้วยจินตนาการในรูปแบบต่างๆ ผ่านวงจรซ้ำซ้อนในห้วงสำนึก และจะออกมาด้านนอกแค่เพียงประปลายตามจำเป็นเท่านั้นเวลาที่เกิดสมมุติฐานข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝึก ก็จะตรงไปยังหอธาตุ หรือหอศาสตรานั้นๆ ทันที ซึ่งพอได้รับคำตอบแน่ชัดก็ค่อยกลับมายังถ้ำปิดด่านอีกครั้งหมักบ่มสุราทิ้งไว้ และทุ่มเทเวลาไปกับการบ่มเพาะลมปราณ หมุนวนเช่นนี้เรื่อยไป...

     

    ชนชั้นผู้นำทั้งเจ้าสำนัก และรองเจ้าสำนักทั้งสองคล้ายว่าเวลานี้จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ร้ายแรงขึ้นในยุทธภพทำให้ชนชั้นผู้นำของสำนักมิได้มีเวลามายุ่งเกี่ยวกับการฝึกของ เหยาซานอีกทั้งการเดินทางของ ผู้อาวุโสสูงสุดจาง ก็ยังไร้วี่แววจะกลับสำนักในเร็ววันบ่งบอกถึงปัญหาที่ยังยืดเยื้อไร้สิ้นสุด

     

    ประหนึ่งหมอกดำกำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทวีปพยัคฆ์ขาวอย่างช้า ๆโดยอาศัยช่วงเวลาที่ทางหน่วยงานราชการแผ่นดินอย่าง ราชวงศ์ไป๋หู่ กำลังทุ่มเทความสนใจไปยังพิธีอภิเษกสมรสที่กำลังจะเกิดขึ้น...โดยที่มีเพียงขุมกำลังชั้นแนวหน้าของทวีปเท่านั้นที่จะเริ่มไหวตัวได้ทัน ในเหตุการณ์ร้ายแรงที่กำลังจะคืบคลานมานี้...

     

    หกสัปดาห์ผ่านไป...

     

    เหยาซาน ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมใบหน้าที่ขาวซีด ด้วยความทุ่มเทจากการฝึกรวมไปถึงทรัพยากรปริมาณมหาศาลจากทั้งสุราและโอสถทำให้เด็กหนุ่มเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 ได้สำเร็จ... แต่ถึงแม้ว่ารัศมีชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะเข้าขั้นสมบูรณ์แล้วทว่ากลับยังเหลือเส้นใยบาง ๆ ขวางกั้นในการจะทะลวงผ่านเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเขียว...

     

    “เพราะอะไรกันนะ!! ไม่ว่าจะใช้สุราหรือโอสถที่รุนแรงขนาดไหนก็ไม่อาจก้าวผ่านเส้นใยบาง ๆ นี้ไปได้... ถึงจะรู้สึกว่ามันขาดอีกเพียงน้อยนิดทว่ามันกลับเป็นความน้อยนิดบนคอขวดที่ตีบตัน มุมหนึ่งเหมือนเป็นเพียงเส้นบาง ๆแต่อีกมุมหนึ่งรู้สึกราวกับเป็นกำแพงขนาดมหึมา!!”

     

    เหยาซาน ไม่เคยพบเจอทางตันเช่นนี้มาก่อน นับตั้งแต่ฝึกฝนลมปราณ...

     

    เฒ่าชีเปลือย เห็นท่าทีลนลานเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็น...

    “หึหึ... อันที่จริง สิ่งที่เจ้ากำลังประสบพบเจอในเวลานี้มิใช่เรื่องแปลกอะไรเลย...เพราะสำหรับคนอื่น ๆ ที่ฝึกฝนลมปราณ ล้วนต้องพบเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้ในทุก ๆครั้งที่ขึ้นระดับชั้นพลังใหม่...

     

    แต่ในตอนที่เจ้าทะลวงผ่านกำแพงชนชั้นลมปราณสีคราม หรือชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินเจ้ากลับไม่พบเจอปัญหาใด ๆ เลย นั่นก็เป็นเพราะว่าพื้นฐานร่างกายของเจ้ามันแตกต่างไปจากผู้อื่นอยู่หลายส่วนหลังจากนี้แหละคือความยากลำบากที่แท้จริงที่เจ้าต้องเผชิญ...”

     

    เหยาซาน เผยแววตาขุ่นมัว จากที่ตั้งใจจะไปให้ถึงชนชั้นลมปราณสีเขียวก่อนเริ่มการประลองในวังหลวง แต่ดูคล้ายว่าโอกาสจะริบหรี่เต็มทีทั้งเวลายังกระชั้นเข้ามาจนอยู่ในขอบเขตเส้นตายแล้วก็ว่าได้...“แล้วข้าต้องทำยังไง?!”

     

    เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมาอีกครั้ง...

    “มีอยู่ด้วยกันสองวิธี อย่างแรกคือวิธีปกติสามัญ นั่นคือต้องส่งสมพลังลมปราณไปเรื่อยๆ พอมันถึงระดับที่อิ่มตัวเต็มที่ กำแพงที่ขวางกั้นระดับชั้นพลังก็จะปริแตกขึ้นมา ซึ่งขอบเขตแต่ละคนล้วนไม่เท่ากันจึงไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนซึ่งถึงเวลานั้นเจ้าก็จะทะลวงผ่านขึ้นไปได้เองผู้คนโดยมากก็จะใช้วิธีการเช่นนี้ทั้งนั้นแหละ

     

    ส่วนอีกวิธี เค้าเรียกว่าวิธีนอกตำรา...ในเมื่อพื้นฐานลมปราณของเจ้าไม่เพียงพอที่จะใช้ทะลวงกำแพงข้ามระดับชั้นก็จำต้องใช้พลังของผู้อื่นเข้ามาช่วยในการทะลวง!!แต่อย่าคิดว่าวิธีนี้จะสามารถทำได้ง่าย ๆอย่างเช่นเดินไปขอร้องยอดฝีมือสักคนให้มาช่วยทะลวงเชียวล่ะ การถ่ายทอดพลังลักษณะนั้นไม่อาจทำให้ทะลวงผ่านได้เพราะร่างกายเจ้านั่นแหละที่จะเป็นตัวขวางกั้นมันเอาไว้

     

    หากให้สรุปง่าย ๆ ก็คือ... เจ้าจำเป็นต้องอาศัยการต่อสู้!!ทั้งยังต้องเป็นการต่อสู้ในระดับที่เจ้ารีดเค้นลมปราณทุกหยาดหยดออกมาจากร่างจนร่างกายเป็นดั้งฟองน้ำที่จะซึมซับพลังของคู่ต่อสู้เข้ามาแทนที่อาศัยเสี้ยวพริบตาในจังหวะที่ร่างกายของเจ้ากำลังอ่อนแอถึงขีดสุด คอขวดที่เป็นดั้งกำแพงปิดกั้นขอบเขตก็จะอ่อนแอลงตามไปด้วยเจ้าต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนพลังของศัตรูเป็นหอกแหลม ใช้ในการทะลวงสู่ระดับชั้นขึ้นไป...”

     

    “!!!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้างขึ้นทันที...

    “ตะ...แต่หากเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา วิธีนี้ก็อันตรายมากเลยสิ”

     

    “ถูกต้อง... มันถึงเป็นวิธีนอกตำรายังไงล่ะ เป็นวิธีที่ยอดฝีมือจะใช้เมื่อยามคับขันหรืออยู่ในขั้นที่ไม่อาจทะลวงผ่านชั้นพลังได้จริง ๆ เท่านั้นเพราะมีโอกาสตายมากถึง 5 ใน 10 ส่วนทีเดียว ส่วนมากจะใช้ในการทะลวงชั้นลมปราณสีส้มหรือชั้นลมปราณสีแดง ซึ่งมีความยากลำบากอย่างที่สุด... ไม่มีใครเค้าโง่เอาวิธีเช่นนี้มาใช้เพื่อทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเขียวต๊อกต๋อยนี่กันหรอก...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางยิ้มเย้ยหยัน

     

    เหยาซาน ก็พอจะรู้ตัวเช่นกัน ว่าหากตนไม่เร่งร้อน คาดว่าอีกสัก 2-3เดือน รอสั่งสมลมปราณไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะสามารถทะลวงขึ้นชั้นลมปราณสีเขียวได้เอง...คิดได้เช่นนั้นแล้ว ก็ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง ไม่โง่พอที่จะทำอะไรเสี่ยง ๆ ยังไงเสียมันก็เป็นเพียงแค่การประลองเพื่อชิงตำแหน่งและชื่อเสียงเท่านั้นไม่คุ้มค่าที่จะแลกมาด้วยชีวิต...

     

    เมื่อนึกได้เช่นนี้แล้ว เหยาซานก็พลันหยิบเอาหยกสื่อสารชิ้นหนึ่งขึ้นมา... ซึ่งหยกสื่อสารชิ้นนี้ มิใช่อันที่เหยาซาน ใช้อยู่เป็นประจำ ณ ปัจจุบัน เนื่องด้วยพอเปลี่ยนสถานะเป็น เหยาซาน แล้วเตียมู่หยง ก็ได้มอบหยกสื่อสารชิ้นใหม่ให้ทันทีเพื่อทดแทนอันเก่าในตอนที่มีสถานะเป็น ซุน ป้องกันมิให้ถูกแกะรอยจากสัญญาณของหยกสื่อสารได้จึงปิดใช้งานมันมาโดยตลอด

     

    นี่เป็นการเปิดใช้งานครั้งแรกในรอบเกือบ 4 เดือน...

    และผู้ที่ เหยาซาน ติดต่อไปเป็นคนแรกก็คือ...

     

    “พี่มู่เจี้ยน... นี่ข้าเอง...”

     

    หยกสื่อสาร นิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงจากอีกฝากฝั่งดังขึ้น...

     

    “ซุน!!นี่เจ้าปลอดภัยดีงั้นหรือ!!” เสียงของมือปราบมู่ ที่ห่างหายไปนาน เวลานี้ได้ก้องดังผ่านหยกสื่อสารขึ้นมาทำเอาเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มด้วยความคิดถึง...

     

    .................................................