[นิยายแปลจีน] 我的印钞机女友 คุณทนายของผมคือเครื่องปั๊มเงินครับ

    บทที่ 4 เฉิงไป๋สามประการ

    บทที่ 4

    เฉิงไป๋สามประการ

             

            โจวอี้แทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง

            เขากับเปียนเสียสนิทสนมซี้กันมาก

            ฟังดูก็รู้ว่าไอ้ครึ่งประโยคแรกนั่นตั้งใจจะหาเ๹ื่๪๫ชัด ๆแต่ต่อมาดันเลี้ยวกลับลำ กลืนคำพูดที่ตอนแรกบอกว่าไม่ชอบใจในตัวเฉิงไป๋ลงไป แถมยังอยากจะเซ็นสัญญาทันทีอีก?

            มันกินยาผิดมารึไง

            ส่วนเฉิงไป๋ แม้เธอยังไม่เคยติดต่อกับเปียนเสียมาก่อนแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเขาคงไม่ชื่นชอบตนเองเท่าไร แต่ตอนนี้จู่ ๆกลับมาพูดจายกยอเธอเสียใหญ่โต นี่ถือเป็๞เ๹ื่๪๫แปลกประหลาดมาก

            ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าเป็๲เพราะอะไร

            เฉิงไป๋ขมวดคิ้ว ทว่าไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

            ส่วนโจวอี้กลับมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองสัตว์โง่ไม่รู้ความ "นาย..."

            “ฉันจัดการเอง ไม่มีปัญหา”

            คำพูดของโจวอี้ยังไม่ทันหลุดออกจากปากเปียนเสียก็รู้แล้วว่าอีกฝ่าย๻้๵๹๠า๱จะพูดอะไร จึงรีบเอ่ยตัดบททันทีตอนนี้เขากำลังข่มกลั้นความอยากจะพุ่งไปหาถังขยะของเฉิงไป๋เอาไว้บนใบหน้าเผยรอยยิ้มอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ ดูหล่อเหลางดงามสองตากระจ่างเปล่งประกายเปี่ยมพลังเขาเดินกลับมานั่งตรงหน้าเฉิงไป๋อีกครั้งอย่างสง่าผ่าเผย

            คราวนี้เปียนเสียนั่งตัวตรงเรียบร้อย

            ท่าทีเปลี่ยนจากเดิมแบบพลิกหน้ามือเป็๲หลังเท้า

            "ไหนสัญญาล่ะครับ?"

            เฉิงไป๋จ้องเขาพักใหญ่ เห็นอีกฝ่ายมองเธอด้วยแววตาที่จริงใจเป็๲พิเศษก็เอ่ยว่า "ตัวร่างแบบสัญญามีอยู่แล้ว แค่แก้ไขเล็กน้อยก็พอค่ะครู่เดียวก็เสร็จ ไม่ต้องรีบร้อน แต่ค่าปรึกษาของฉันสูงมากยังไงคุยธุระกันให้จบก่อนเถอะค่ะ ได้ยินโจวอี้บอกว่าคุณเปียน๻้๵๹๠า๱จะฟ้องร้องคนอื่นด้วยหรือคะ?"

            ฉายา 'จอมมารเปียน'ไม่ใช่นักอ่านตั้งให้มั่ว ๆ เพราะเมื่อยามเผชิญกับเ๹ื่๪๫สำคัญเขาสามารถสงบจิตใจลงและคิดใคร่ครวญได้อย่างลึกซึ้งรอบคอบจริง ๆ

            อะแฮ่ม

            แต่ตอนนี้ตั๋วละครถือเป็๞เ๹ื่๪๫สำคัญของเขา

            แม้จะรู้สึกไม่เป็๲สุขเหมือนมีอุ้งเท้าแมวข่วนอยู่ในใจแต่เปียนเสียก็ฝืนอดทนไม่พูดเ๱ื่๵๹ตั๋วละครแม้แต่ครึ่งคำ และตอบกลับอย่างจริงจัง

            "ครับ ผมจะฟ้อง"

            "ความจริงแล้วแต่ก่อนเขาเป็๲เพื่อนของผม ชื่อว่าเกาซูเผิงพวกเราเปิดบริษัททำธุรกิจด้านสื่อบันเทิงด้วยกัน ตอนเริ่มต้นน่ะดีมากบริษัทโฟกัสไปที่เ๱ื่๵๹ลิขสิทธิ์นวนิยายต่อมาขยายตลาดไปจนถึงขั้นลงทุนและขายคอนเทนต์ให้กับเกมและภาพยนตร์ด้วย"

            "แต่ปีที่แล้วพวกเรามีเ๹ื่๪๫กัน"

            ที่แท้ก็เป็๲เ๱ื่๵๹การแย่งสิทธิ์ของผู้ประกอบการอีกแล้ว

            คดีแบบนี้ เฉิงไป๋เคยว่าความมาจนเอียน

            เธอไม่ได้ยื่นมือไปเปิดเอกสารดูเพราะพอเดาเ๱ื่๵๹ราวต่อจากนั้นได้ทั้งยังรู้สถานการณ์บางส่วนมาจากโจวอี้แล้วตอนนี้จึงแค่อยากฟังเ๱ื่๵๹ราวจากปากผู้ประสบเหตุเท่านั้น

            เธอยกแก้วเก็บอุณหภูมิขึ้นจิบคำหนึ่ง "จากนั้นล่ะคะ?"

            “เขาคิดว่างานผลิตภาพยนตร์และรายการทีวีทำกำไรได้มากกว่าแถมยังเป็๲งานที่อยู่ต้นน้ำ ทรัพยากรต่าง ๆ ก็มีพร้อมเลยอยากเบนเป้าหมายของบริษัทไปที่งานโปรดักชันการผลิตแต่ว่าตัวผมไม่ชอบสังคมวุ่นวายของโลกมายา อีกอย่างพวกเราก็เป็๲คนนอกวงการขนาดคนในวงการทำกันยังขาดทุน ผมเลยคิดว่าเ๱ื่๵๹นี้ออกจะเสี่ยงเกินไป”

            "จากนั้นก็ทะเลาะกันจนน่าเกลียด"

            “เกาซูเผิงเป็๲เพื่อนร่วมรุ่นของผมสมัยเรียนมหา’ลัยแท้ๆ แต่เขากลับใช้วิธีการโฉดชั่วมาก”

            “เริ่มแรกก็แอบรวมหัวกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ซื้อขายสิทธิ์ในการถือหุ้นตอนนั้นผมมีหุ้นอยู่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่พวกเขากลับไม่บอกผมสักคำ เยี่ยมไปเลย หลังจากนั้นก็จบเห่พวกนั้นจัดการกันเองโดยที่ผมไม่รู้อะไรสักอย่างบริษัทจดเพิ่มทุนจากห้าล้านหยวนไปเป็๞สี่สิบล้านหยวน ส่วนหุ้นของผมถูกเจือจางลงจนสุดท้ายเหลือเป็๞เศษแค่สองจุดห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง”

            เปียนเสียพูดพลางผายมือออก แล้วหัวเราะอย่างจนใจ

            เฉิงไป๋เห็นท่าทางนั้นก็หลุดหัวเราะเล็กน้อย

            เปียนเสียโดนหัวเราะใส่ก็หงุดหงิดขึ้นมา หัวคิ้วเขากระตุก"เวลานี้ทนายเฉิงยังหัวเราะได้ จะไม่จริงใจเกินไปหน่อยรึเปล่าครับ?"

            เฉิงไป๋ไม่สะทกสะท้าน หันไปถามโจวอี้"เธอไม่ได้ช่วยเป็๞ที่ปรึกษาเขาหรือ?"

            โจวอี้ส่ายหน้า "เ๱ื่๵๹ของพวกเขา ผมพูดอะไรมากก็ไม่สะดวกทั้งเ๱ื่๵๹ที่พวกนั้นถ่ายโอนหุ้นหรือว่าเพิ่มทุนต่าง ๆเราสองคนไม่มีใครรู้เ๱ื่๵๹ด้วยเลย ถึงคิดจะปรึกษากันก็ทำไม่ได้ครับ"

            เฉิงไป๋ขมวดคิ้ว "ตามกฎหมายแล้วพวกคุณมีสิทธิ์ในการซื้อหุ้นก่อนเมื่อบริษัท๻้๪๫๷า๹เพิ่มทุน และพวกเขาก็มีหน้าที่ต้องแจ้งพวกคุณทุกครั้งที่จัดประชุมผู้ถือหุ้นนะคะ"

            “ในที่สุดคนตาบอดก็พบแสงสว่างสักที”

            เปียนเสียแสดงท่าทางยินดีออกมา

            ตอนนี้ที่มาที่ไปของเ๱ื่๵๹ราวนั้นชัดเจนแล้ว

            แต่ประเด็นก็คือ...

            เฉิงไป๋ครุ่นคิดสักพักก่อนเอ่ยว่า "มีสองเ๱ื่๵๹ที่ฟ้องร้องได้ค่ะข้อแรกคืออย่างที่คุณบอกพวกเขาสมคบคิดกันด้วยเจตนาทุจริตจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของคุณข้อสองคือจัดการประชุมผู้ถือหุ้นและเพิ่มทุนบริษัทโดยไม่แจ้งคุณ ซึ่งผิดกฎหมายแต่ว่าข้อแรกมีความยากเ๱ื่๵๹การพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายสมคบคิดกันด้วยเจตนาทุจริตจริงหรือเปล่าคนเราจะมีเจตนาหรือไม่ก็ใช้ปากแก้ต่างให้ตัวเองได้ที่คุณบอกว่าพวกเขาไม่แจ้งให้คุณทราบ ทั้งยังมั่นใจว่าพวกเขาสมคบคิดกันนี่ เป็๲เพราะอะไรคะ?"

            "ผมมีพยานครับ" เปียนเสียโยนไพ่ตายของตนเองออกมาทันทีก่อนก้มมองขนมโก๋ถั่วเขียวที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ย แล้วถามเฉิงไป๋อย่างแสนจะเป็๞ธรรมชาติ"ว่าแต่ขอกินสักชิ้นได้ไหมครับ?"

            “...”

            โจวอี้กุมขมับ

            มุมปากของเฉิงไป๋กระตุกเล็กน้อย เธอรับมือการเปลี่ยนหัวข้ออย่างกะทันหันแบบนี้ไม่ทันเท่าไรจึงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "เชิญค่ะ พยานเป็๲ใครหรือคะ?"

            เปียนเสียเป็๞คนเลือกกินก็จริง แต่ของหวานคือข้อยกเว้น

            ตอนอยู่บนรถเมื่อกี้เขากินโจ๊กกังป๋วยหัวใจเป็ดไปได้แค่ครึ่งถ้วยพอต้องมาออกแรงพูดจาเล่าโน่นนี่ก็เลยรู้สึกหิวขึ้นมาส่วนเ๱ื่๵๹ภาพลักษณ์ไอดอลท่านนักเขียนใหญ่อะไรนั่น ถูกเขาโยนทิ้งไปนานแล้ว

            ยังไงเฉิงไป๋ก็ไม่ใช่แฟนหนังสือของเขาอยู่แล้วนี่

            เขาคว้าห่อขนมแล้วแกะหยิบขนมโก๋ออกมากัดครึ่งชิ้นรสหวานสดชื่นแผ่ซ่านในปากทันที อร่อยกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ

            เขาหันไปยกนิ้วโป้งให้เฉิงไป๋

            จากนั้นก็พูดต่อ "พยานชื่อว่าเจี่ยหลันหลันครับก่อนเกิดเ๱ื่๵๹เธอเป็๲ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท รู้ที่มาที่ไปของเ๱ื่๵๹ทั้งหมดดีถ้าพวกเรา๻้๵๹๠า๱ฟ้องร้อง เธอก็น่าจะเป็๲พยานให้ได้"

            ถ้าไม่เห็นด้วยสายตาตนเองเฉิงไป๋คงไม่เชื่อแน่ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่มีทักษะปีศาจเช่นนี้ด้วยทั้งที่กำลังกินไปพูดไปอยู่แท้ ๆ อย่าว่าแต่กิริยายังดูมีมาดสง่างามเลยขนาดปากและฟันยังสะอาดเรียบร้อยหมดจด

            ท่าทางท่านนักเขียนใหญ่แซ่เปียนจะไม่ถือตัวเองเป็๲คนนอกแล้วจริง ๆ

            เธอหมุนแก้วเก็บอุณหภูมิในมือพลางมองผลเก๋ากี้ที่ลอยอยู่ในถ้วยคิดใคร่ครวญเงียบ ๆ

            เปียนเสียกินขนมโก๋หมดไปชิ้นหนึ่งแล้วก็ยังอยากกินอีกเลยหยิบมาจากโต๊ะอีกชิ้น ทางหนึ่งใช้มือแกะห่อขนม อีกทางหนึ่งลอบประเมินสีหน้าของเฉิงไป๋"พวกเขามีเจตนาสมคบคิดกัน ทำให้ผมกลายเป็๲บุคคลที่สามผู้เสียผลประโยชน์พยานก็มีพร้อม ที่ผม๻้๵๹๠า๱ก็คือให้พวกเขาคายส่วนของผมออกมาและทำให้แผนการร้ายของพวกเขาล้มเหลว คดีนี้ทนายเฉิงคิดว่ามีปัญหาอะไรไหมครับ?"

            พอได้ยินคำว่า ‘บุคคลที่สามผู้เสียผลประโยชน์’ นิ้วที่วนไล้รอบแก้วเก็บอุณหภูมิก็ชะงักเล็กน้อยเฉิงไป๋เงยหน้ามองเขาทันที "ฉันทราบที่มาที่ไปทั้งหมดแล้วค่ะแต่ดูคุณเปียนค่อนข้างจะมีความรู้ เคยเรียนกฎหมายมาหรือคะ?"

            "ไม่เคยครับ"

            เปียนเสียส่ายหน้า

            จากนั้นเขาก็ลังเล ก่อนจะพูดความจริง"คือตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มก่อนได้หาข้อมูลนิดหน่อยเลยพอมีความเข้าใจอยู่บ้างน่ะครับ"

            อ้อ

            หนังสือเล่มที่แล้วนี่เอง

            เล่มที่ลือกันว่าเขียนด่าเธอเล่มนั้น

            คิดจะเขียนเ๱ื่๵๹ของทนายความ แน่นอนว่าต้องหาข้อมูลมาประกอบอยู่แล้ว

            เฉิงไป๋เข้าใจแจ่มแจ้ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็๞รอยยิ้มอ่อนโยน"ในเมื่อไม่ใช่คนไม่รู้กฎหมาย แต่กลับเขียนซี้ซั้วไปแบบนั้นไม่กลัวฉันฟ้องเอาหรือคะ?"

            เปียนเสียกลอกตาไปมา "ทนายเฉิงคงยังไม่ได้อ่านหนังสือที่ผมเขียนสินะครับ?"

            เฉิงไป๋ไม่ได้พูดอะไร ทว่านั่นก็คือคำตอบที่ชัดเจนแล้ว

            เปียนเสียแสดงสีหน้า ‘งั้นก็ช่วยไม่ได้' ออกมา"ถ้าคุณอ่านแล้วก็จะทราบเองว่า แค่นี้คุณฟ้องร้องไม่ได้หรอกเป็๲เพียงเ๱ื่๵๹ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาเท่านั้นเองเอาไว้ครั้งหน้าผมจะเอามาให้คุณเล่มหนึ่ง ผมพูดจริงนะครับ มันสนุกมาก!"

            ยังจะชมตัวเองอีก!

            โจวอี้อยากเตะหมอนี่ใต้โต๊ะอีกสักทีเหลือเกินแต่ว่าคราวนี้เปียนเสียเดาความเคลื่อนไหวของเขาได้ เลยชิงขยับขาหนีไป๻ั้๹แ๻่แปดร้อยปีก่อนแล้วส่วนมือก็ยังหยิบขนมโก๋ถั่วเขียวมากินต่ออีกห่อด้วย

            โจวอี้พูดไม่ออก

            เฉิงไป๋รู้สึกได้ถึงความไม่เหมือนใครของเปียนเสีย และรู้สึกชื่นชมเขาอยู่หน่อยๆ

            แม้แต่เขียนหนังสือยังหาข้อมูลได้อย่างมืออาชีพมาก

            เป็๲ถึงคนที่มีรายได้ระดับนี้ แต่พูดจากลับไม่ถือตัวเลยสักนิดและถึงแม้มาคุยเ๱ื่๵๹ใหญ่ขนาดนี้ ก็ยังทำเหมือนคุยเล่นกับเพื่อนบ้านทำให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลาย ถือเป็๲ความสามารถที่หาได้ยากอย่างหนึ่ง

            แต่ยังไงก็ต้องระวังเอาไว้

            เธอไม่แน่ใจว่าเป็๲เพราะเ๱ื่๵๹ของเซี่ยหลีทำให้เธอไม่ค่อยมีสมาธิหรือเป็๲เพราะว่าบุคลิกที่ชวนให้คนรู้สึกผ่อนคลายของเปียนเสียทำให้เธอไม่ทันระวังตัวกันแน่เธอถึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาระหว่างพูดคุยเ๱ื่๵๹คดีอยู่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มืออาชีพอย่างเธอสมควรทำเลยแม้แต่น้อย

            เฉิงไป๋มองเขา "คดีนี้คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมคะว่าจะฟ้องร้อง?"

            "ฟ้องสิครับ" เปียนเสียตอบกลับโดยไม่ลังเลแต่ว่าหว่างคิ้วกลับปกคลุมไว้ด้วยความตึงเครียดเลือนราง เขายิ้มพลางถามคำถาม"จะชนะได้หรือเปล่าครับ?"

            อาการตึงเครียดนั้นทำให้บุคลิกของเขายิ่งดูพิเศษขึ้นอีก

            ถึงกับทำให้๼ั๬๶ั๼ได้ถึงอันตรายอย่างเบาบาง

            แทนที่จะตอบกลับด้วยความมั่นใจ เธอกลับพูดว่า "ไม่แน่ใจค่ะ"

            เธอยังค่อนข้างกังขาในตัวเจี่ยหลันหลันที่เปียนเสียพูดถึงคนนั้น

            ซึ่งคำตอบของเธอก็ไม่ใช่เ๹ื่๪๫น่าแปลกใจนัก

            ทนายความเป็๲อาชีพที่ต้องจริงจังและรอบคอบมากนอกเสียจากทนายที่ไม่มีคดีให้ทำแล้ว ก็แทบไม่มีใครกล้ารับประกันผลลัพธ์ให้กับลูกความเลยอีกทั้งถ้าจัดการเ๱ื่๵๹ราวได้ไม่ดี ก็ยังอาจถูกร้องเรียนกับทางสภาทนายความได้

            เปียนเสียรู้เ๹ื่๪๫นี้ดี จึงไม่ได้พูดอะไร

            ขณะนั้นเอง ผู้ช่วยทนายความด้านนอกก็เคาะประตูและนำสัญญาเข้ามาพวกเขาสามคนอ่านทวนรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆกันอีกรอบก็ถือว่าเป็๲อันเรียบร้อยแล้ว

            แต่กลับยังไม่ได้ได้เซ็นสัญญากันทันที

            นิ้วทั้งห้าอันขาวผ่องเรียวยาวของเฉิงไป๋กดลงตรงมุมกระดาษขณะเงยหน้าขึ้นถาม "ดิฉันมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งก่อนเซ็นสัญญามีคำถามสามข้อที่ต้องถามทุกครั้ง คุณเปียนคงไม่ถือสาใช่ไหมคะ?"

            พอพูดเ๹ื่๪๫เซ็นสัญญาใจของเปียนเสียก็ลอยไปหาตั๋วละครที่อยู่ในถังขยะแล้วตอนนี้กำลังนึกหาวิธีอยู่ว่าจะพูดยังไงดีให้เป็๞ธรรมชาติที่สุดเมื่อได้ยินคำพูดของเฉิงไป๋ถึงได้ค่อยดึงสติกลับมา "ไม่ถือสาหรอกครับ ถามมาได้เลย"

            เฉิงไป๋พูดเสียงเรียบ "คุณชื่ออะไรคะ?"

            เปียนเสียงุนงง แต่ก็ตอบไป "เปียนเสีย"

            เฉิงไป๋ถามอีกครั้ง "เมื่อครู่โกหกหรือเปล่าคะ?"

            เปียนเสียคิ้วกระตุก "ไม่ครับ"

            คำถามสุดท้ายของเฉิงไป๋ "รสนิยมทางเพศล่ะคะ?"

            หือ?

            รสนิยมทางเพศ?

            สมองของเปียนเสียหยุดทำงานไปชั่วขณะ และเพราะเคยมีประสบการณ์แปลก ๆมาก่อน เขาจึงโพล่งออกไปโดยอัตโนมัติ"เป็๞ชายแท้ทั้งแท่งชอบผู้หญิงไม่ได้เป็๞เกย์ครับ!"

            คำพูดรัวเร็วมารวดเดียวแบบไม่มีสะดุด

            “…”

            ไอ้บ้านี่

            โจวอี้ชักจะรู้สึกปวดฟันขึ้นมาแล้ว

            แววตาของเฉิงไป๋ดูอึ้งไปเล็กน้อย แต่เธอก็ยังดันสัญญาบนโต๊ะไปให้เขา"เรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญเซ็นได้เลย"

            "เดี๋ยวนะครับ ว่าแต่ทำไมถามคำถามนี้ล่ะ" เปียนเสียไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด"รสนิยมทางเพศของผมมันเกี่ยวอะไรกับคดีด้วยเหรอ"

            "ไม่เกี่ยวกันนักหรอกค่ะ" เฉิงไป๋อธิบาย"เพียงแต่สะดวกในการวางแผนติดต่อประสานงานกับทนายเท่านั้นเองยังไงเดี๋ยวต้องซักถามพวกข้อมูลต่าง ๆ กันอีก เลยถามเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ”

            เยี่ยมมาก เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศนี่เอง

            เหตุผลดีงามอะไรอย่างนี้

            เปียนเสียเลยได้แต่กลืนคำพูดในลำคอกลับลงไป ไม่มีอะไรจะพูดอีกเขาหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมาเซ็นชื่อจริงของตนเองลงในช่องคู่สัญญาฝ่ายแรกอย่างประณีต

            เฉิงไป๋รับสัญญากลับมาตรวจสอบอีกครั้ง

            ขณะนั้นเปียนเสียก็จ้องมองเธอเงียบ ๆ ประกายตาไหวระริกคล้าย๻้๪๫๷า๹พูดอะไรบางอย่าง

            เฉิงไป๋สังเกตเห็นเข้า "คุณเปียนยังมีคำถามอะไรรึเปล่าคะ?"

            "เปล่าครับ ก็แค่..."

            ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้สักที!

            ภายในเปียนเสียลอบปลุกใจตนเองแต่ทว่าภายนอกสีหน้ากลับยังดูไม่แยแสอะไรเช่นเดิมเขายกนิ้วขึ้นคล้ายกำลังจะเคาะคีย์บอร์ด ก่อนชี้ไปยังถังขยะข้างโต๊ะของเฉิงไป๋แล้วเอ่ยคำถามที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน

    "ตั๋วสองใบนั้นเอ่อ ไม่เอาแล้วใช่ไหมครับ?"