บทที่ 37 บุญคุณช่วยชีวิต
ผู้ติดตามหลายสิบคนก็เดินตามชิวหลินรุ่ยเข้าไปข้างในด้วย
พอเข้าไปข้างในจึงรู้ว่าความรู้เท่าที่ผ่านมานั้นตื้นเขินเพียงใด ตัดสินคนจากประตูบ้านก็ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี แต่กลับไม่รู้ว่าภายในนั้นมีสิ่งที่น่ามหัศจรรย์แฝงอยู่
ดูสิ ตรงคานมีการแกะสลักและฝาผนังที่ประดับตกแต่งด้วยภาพวาด มีหลังคาที่สูงชันและหน้าผาลึกลงไปในสวน ที่มีทั้งความงดงามและเต็มไปด้วยความประณีตละเมียดละไม ราวกับว่านี่ไม่ใช่จวนแต่เป็นสวนซูโจว
ทั้งสองสิ่งนี้ผสมผสานกันอย่างลงตัวในจวนหลาน เช่นเดียวกับเจ้าของจวนนี้ ความขัดแย้งมากมายมารวมกันในตัวเขา แต่ก็ผสมผสานกันในตัวเขาได้อย่างลงตัว ดูเหมือนเป็นคนดี แต่ก็มองไม่ออกว่าเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่
อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่มีใครในใต้หล้านี้ไม่รู้จักสำนักหลานซี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยเห็นเจ้าสำนักหลานซี หลานเฉิงแม้ว่าจะมีสหายมากมาย แต่คนที่เขาคบหาเป็นสหายส่วนมากจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงและมีชื่อเสียง คนธรรมดาไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ง่าย ๆ
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายคนจะจำไม่ได้ว่าเขาคือเจ้าสำนักหลานซีที่มีชื่อเสียง ผู้ติดตามต่างก็กำลังมองดูการตกแต่งของจวนจนเกือบลืมไปว่านายท่านของตนได้เดินตามชายคนนั้นไปที่ห้องโถงด้านหน้าแล้ว
ชิวหลินรุ่ยคุ้นเคยกับจวนหลานดี หลับตาเดินยังเดินถูกเลย เพราะเท้าของเขาก้าวไปอย่างชำนาญ ขณะที่เขากำลังมองไปยังแจกันขนาดใหญ่ แต่เท้ากลับหลบพ้นบันไดและธรณีประตูได้สำเร็จ
ความคุ้นเคยเช่นนี้ไม่สามารถทำได้หากไม่มีมิตรภาพหลายปี มิตรภาพระหว่างหลานเฉิงกับอ๋องรุ่ยเริ่มต้นเมื่อเจ็ดหรือแปดปีก่อน
ในตอนนั้นทั้งชิวหลินรุ่ยและหลานเฉิงยังเป็นหนุ่มน้อย ชิวหลินรุ่ยยังไม่ได้แต่งงาน และหลานเฉิงยังไม่ได้สืบทอดสำนักหลานซี ชิวหลินรุ่ยยังเป็นองค์ชายหนุ่ม ส่วนหลานเฉิงเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าสำนักหลานซี
ชิวหลินรุ่ยพบหลานเฉิงขณะที่กำลังล่าสัตว์ในเขตชานเมือง ในเวลานั้น หลานเฉิงถูกคนร้ายวางยาพิษ โชคดีที่ชิวหลินรุ่ยเห็นเขาเข้าโดยบังเอิญขณะที่หลงเข้าไปในป่า และพาเขากลับไปรักษาตัวที่จวนอ๋อง
เพื่อช่วยชีวิตหลานเฉิง ชิวหลินรุ่ยได้ใช้ยาที่ได้รับพระราชทานมา ซึ่งเป็นยาที่ช่วยชีวิตได้ เขามอบยานี้กับชายหนุ่มที่เขาเพิ่งพบเป็นครั้งแรกโดยไม่ลังเล หลังจากหลานเฉิงฟื้นขึ้นมา เขาก็คำนับและสาบานว่าจะตอบแทนความเมตตาอันยิ่งใหญ่นี้
ทั้งสองกลายเป็นสหายสนิทกัน หลานเฉิงเข้านอกออกในจวนอ๋องรุ่ยราวกับเป็นจวนของเขาเอง และชิวหลินรุ่ยก็ไปที่จวนหลานราวกับว่าเป็นจวนที่เขาซื้อไว้ในเขตชานเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้เรียกว่าแน่นแฟ้นยิ่ง ชิวหลินรุ่ยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลานเฉิงจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เขาล้มเหลวอยู่หลายครั้งและทำให้นักโทษหลบหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากสำนักหลานซีที่อยู่ภายใต้การดูแลของหลานเฉิงแล้ว ก็ไม่มีใครมีความสามารถเช่นนี้ได้อีกแล้ว
หลานเฉิงรู้ดีว่าชิวหลินรุ่ยสงสัยเขา แต่เขายังสามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร หากจะพูดถึงเรื่องการแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้เทียบกับหลานเฉิงได้
ทั้งสองเดินมาถึงระเบียงทางเดินของจวนหลาน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขานั่งดื่มชากันเป็นประจำ หลานเฉิงเชิญชิวหลินรุ่ยนั่งลง บ่าวรับใช้ก็รีบต้มชาใส่กาน้ำร้อนมาให้ หลานเฉิงวางถ้วยชาสีขาวลงในถาด ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มแจ่มใส
“ท่านอ๋อง ช่วงนี้ท่านงานยุ่งมากมิใช่หรือ? เหตุใดถึงมีเวลามาเยี่ยมเยือนข้าถึงที่นี่ได้ล่ะ?”
เสียงของชิวหลินรุ่ยนิ่งและมั่นคง “อ้อ? สหายหลานก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ข้ายุ่งมากหรือ?”
“เรื่องนี้ ข้าเกรงว่าจะมีแค่คนในพระราชวังเท่านั้นที่ยังไม่รู้”
เล่นติดป้ายประกาศจับจนเกลื่อนเต็มเมืองไปหมดเช่นนี้ หลานเฉิงไม่รู้ก็คงจะแปลก
“เช่นนั้นสหายหลานก็คงรู้แล้วว่าข้ากำลังยุ่งเรื่องอันใด”
หลานเฉิงยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่ได้ตอบ เขารู้ว่าคำพูดนี้ของชิวหลินรุ่ย ไม่ได้ถามเขา เพียงแต่กำลังบอกเล่าความจริงข้อหนึ่งเท่านั้น
ชิวหลินรุ่ยพูดอย่างหนักแน่นว่า “ทั้งจวนอ๋องรุ่ยและตำหนักบูรพาต่างจนปัญญาเสียแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงรบกวนสหายหลานช่วยเหลือเท่านั้น”
หลานเฉิงชะงักไปเล็กน้อยไม่คิดว่าชิวหลินรุ่ยจะใช้วิธีนี้ เขาดันขอให้สำนักหลานซีช่วยตามหาตัวลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ หากชิวหลินรุ่ยซักถามเขาตรง ๆ เขายังรับมือได้ง่ายกว่านี้ ตอนนี้ชิวหลินรุ่ยแสร้งทำเป็นไม่รู้ ขอให้สำนักหลานซีช่วยเหลือ
ไม่ว่าอย่างไรด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจวนอ๋องรุ่ยกับสำนักหลานซี เขาก็ต้องตอบตกลง “แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องของท่านอ๋องก็ถือว่าเป็นเรื่องของสำนักหลานซีด้วย”
“เช่นนั้น ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” ชิวหลินรุ่ยไม่ได้เปิดโปง นอกจากคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมแล้ว เขาก็ยังเห็นแก่หน้าและเป็นห่วงหลานเฉิงด้วย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นทั้งสหายและพี่น้องกันมานานหลายปี หากต้องมาทะเลาะหรือแตกหักกันเพราะเรื่องนี้ก็คงไม่สมควร
ตราบใดที่สำนักหลานซียอมมอบตัวลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่มาให้แต่โดยดี ชิวหลินรุ่ยก็ยินดีไม่ถือสาและยินดีทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
หลานเฉิงรับรู้ถึงความหมายของเขาได้ ชิวหลินรุ่ยเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขานี่เป็นบุญคุณที่ไม่อาจลืมเลือน หากไม่ใช่เพราะลู่จือฉิง ไม่ว่าอย่างไรหลานเฉิงก็จะไม่มีวันขัดใจชิวหลินรุ่ยเด็ดขาด และยิ่งไปกว่านั้น ความปรารถนาดีของชิวหลินรุ่ยเช่นนี้จะให้หลานเฉิงทรยศได้อย่างไร
ครู่ใหญ่ฝาครอบกาต้มน้ำก็พ่นไอร้อนออกมา ฝาครอบดินเหนียวสีแดงถูกไอร้อนดันจนมีเสียงดังขึ้น หลานเฉิงจึงรู้สึกตัวก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า “สามวัน สามวันเป็นอย่างไร?”
“ได้” บนใบหน้าของชิวหลินรุ่ยดูเหมือนจะมีรอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นมา ที่จริงแล้วไม่ใช่รอยยิ้ม เพียงแต่แววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “สามวันก็สามวัน ชื่อเสียงของสำนักหลานซีทั่วทั้งเมืองหลวงใคร ๆ ต่างก็เชื่อถือ”
คำพูดนี้มีน้ำหนักมากเพียงใดพวกเขาย่อมเข้าใจดี เมื่อถึงเวลานั้นทั่วทั้งเมืองหลวงจะรู้ว่าเป็นสำนักหลานซีที่ช่วยตามจับนักโทษหลบหนี หากสามวันผ่านไปยังไร้ผล ชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่สำนักหลานซีสร้างไว้ก็จะถูกลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง
นี่ถือเป็นการโจมตีชื่อเสียงของสำนักหลานซีอย่างร้ายแรงถึงอย่างไรสำนักหลานซีก็เป็นเครือข่ายข่าวกรองอันดับหนึ่งของใต้หล้า คนเป็นก็หาเจอ ตายก็หาศพเจอ ชิวหลินรุ่ยเชื่อว่าหลานเฉิงที่เป็นคนฉลาด ย่อมไม่กล้าที่จะเอาชื่อเสียงของสำนักหลานซีทั้งหมดมาเดิมพัน
หลานเฉิงตกตะลึงไปชั่วขณะ คนที่รอบรู้ทุกด้านเช่นเขากลับพูดไม่ออกในชั่วพริบตา หากกล่าวถึงความสุขุมลุ่มลึกแล้วคงไม่มีใครเทียบเท่าชิวหลินรุ่ย น่าเสียดายที่มารดาไม่เป็นที่โปรดปราน มิเช่นนั้นใต้หล้านี้คงตกเป็นของเขาไปนานแล้ว
หลานเฉิงรู้สึกตัวก็รีบเทน้ำร้อนจากกาต้มน้ำลงในกาน้ำชา ใบชาในนั้นก็เปรียบเสมือนกับหัวใจของเขาในตอนนี้ที่กำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส ในที่สุดหลังจากรินชาเสร็จสองถ้วย เขาก็เงยหน้าขึ้น “แน่นอน สำนักหลานซีไม่เคยผิดคำพูด”
ในที่สุดรอยยิ้มของชิวหลินรุ่ยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาดื่มชาหมดในอึกเดียวจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วก็เดินก้าวฉับ ๆ ออกไปนอกประตู ส่วนหลานเฉิงเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน เขายืนอยู่กับที่มองชายเสื้อของชิวหลินรุ่ยที่พลิ้วไหวไปตามสายลม กำลังเดินจากออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายลับสายตาไป
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้หวาย ลู่จือฉิงกอดเซี่ยมู่และถักเปียให้เขา องุ่นด้านบนออกผลเล็กน้อย สีเขียวเล็ก ๆ ดูเหมือนก้อนกรวดเล็ก ๆ ที่ก้นแม่น้ำ
หลานเฉิงมาโดยไม่ได้รับเชิญอีกครั้ง แน่นอนว่าที่นี่เป็นของเขา เขาไม่จำเป็นต้องได้รับเชิญก็มาได้
ช่วงนี้ลู่จือฉิงวาดภาพลอกเลียนแบบที่มีชื่อเสียงห้าภาพ และได้ยินจากหลานเฉิงว่าภาพขายได้ราคาดี ดูจากถุงเงินที่หลานเฉิงนำกลับมา นางก็รู้ว่ามันขายดีจริง ๆ
ลู่จือฉิงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่ เพราะอย่างน้อยก็จ่ายค่าที่พักแล้ว ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย นางเงยหน้ามองหลานเฉิงและถามด้วยรอยยิ้มสดใสว่า “มีอะไรหรือ? มีภาพวาดชื่อดังอีกแล้วหรือ?”
หลานเฉิงมีสีหน้าเคร่งเครียด ชิวหลินรุ่ยเพิ่งจะมาเมื่อเช้านี้ แต่เขากลัวว่าชิวหลินรุ่ยจะกลับมาในระหว่างทางจึงรอจนถึงยามบ่ายถึงได้มาหาลู่จือฉิง ความกังวลใจบนใบหน้ายิ่งเห็นได้ชัดขึ้น
เขาได้สัญญากับชิวหลินรุ่ยแล้วว่าจะต้องช่วยหาลู่จือฉิงให้พบ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของสำนักหลานซีในยุทธภพคงไม่ดีเหมือนที่ผ่านมา
แต่เขาก็ไม่อาจส่งลู่จือฉิงกลับไปได้ เพราะดูจากท่าทางพวกเขาที่ไม่ถูกกันเช่นนี้ ไม่รู้ว่ากลับไปแล้วลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จะได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณหรือไม่ และหากส่งลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่กลับไป ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พูดคุยกับพวกนางแล้ว...
