ตอนที่ 132 สิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านใด?
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ท่าทางของเฟิร์สดูประหลาดใจแต่กลับไม่ตกใจ
เพราะสิ่งที่ทำให้พลังกระบี่ที่เขาสร้างขึ้นระเบิดได้นั้น มันก็คือร่างเงาของสัตว์ประหลาดที่เขาสร้างขึ้นมา
ใช่แล้ว ...
เขาสามารถสร้างคู่ต่อสู้ข้างในนี้ได้ ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่เขาเคยพบอีกด้วย
“ฉันไม่รู้สึกถึงพลังคุกคามจากโลกสีเงินนี้และไม่สามารถควบคุมได้ แต่ฉันกลับสามารถสร้างคู่ต่อสู้ขึ้นมาได้ ราวกับว่าโลกแห่งนี้จงใจสร้างขึ้นมาเพื่อฉันในการฝึกฝน”
“เหตุการณ์สลับร่างน่าจะเกิดขึ้นเพราะดวงจันทร์สีเงินที่ปรากฏมายังโลก แถมโลกสีเงินนี้ยังมาปรากฏยังวิญญาณของฉันอีก ฉันไม่สามารถค้นหาภัยคุกคามจากสิ่งนี้ได้ นั่นหมายความว่ามีบางคนจงใจสร้างที่นี่ไว้เพื่อฉัน”
เฟิร์สขบคิดเป็นอย่างหนัก เขาไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตใดกันที่จงใจสร้างสถานการณ์แบบนี้ให้กับเขา
มันย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
“ผู้ที่จะสามารถลงมือข้ามโลกแบบนี้ได้ สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีคุณสมบัติทำเรื่องเช่นนี้ได้ ก็คงเป็นตัวตนระดับสิ่งมีชีวิตหลากโลกา เขาเป็นใครกัน? ทำไมถึงได้จงใจทำแบบนี้กับฉัน?”
ใบหน้าของเฟิร์สในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยคำถาม
สิ่งมีชีวิตหลากโลกา เขานั้นรู้จักแค่เพียงชื่อเท่านั้น
แม้ในตอนนั้นเขาพอจะเห็นรูปร่างสิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านหนึ่งจากโลกลวงของอีวา แต่นั่นก็ไม่ใช่รูปร่างที่ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาที่ล่วงลับไปแล้ว
สิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนั้นจึงไม่อาจผูกเหตุปัจจัยกับเฟิร์สได้
ยิ่งคิดเฟิร์สก็ยิ่งจนใจ เขาไม่อาจหาคำตอบได้
“ช่างเถอะ ฉันอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว สมควรออกไปจากที่นี่ได้แล้ว อย่างน้อยๆ ฉันก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้สามารถใช้เป็นสถานที่ฝึกฝนการต่อสู้ได้”
จิตสมาธิของเฟิร์สกลับมาอยู่ที่ร่างกายของเขาอีกครั้ง
เขาสำรวจร่างกายของตนเองอีกครั้งหนึ่งเพราะเกรงว่าโลกสีเงินข้างในนั้นจะมีผลกระทบอะไรกับเขา
ทว่าตอนนั้นเองเฟิร์สก็แสดงท่าทางประหลาดใจขึ้นมา
“เป็นไปได้ยังไงกัน? ไม่ใช่ว่าฉันใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานไม่น้อยเลยไม่ใช่หรอ?”
เฟิร์สสังเกตเห็นว่าเวลาในกำลังข้อมือพึ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ...
“นั่นคือโลกที่ถูกยืดระยะเวลาออกไปอย่างนั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ต่างไปจากโลกลวงของอีวาเลย ด้วยคุณสมบัตินี้ของมันสามารถทำให้ฉันทำความเข้าใจปัญหาหรือศาสตร์ใดๆ ได้เพียงแค่ไม่กี่วินาที ... มันคือโลกของการโกงเวลา”
ดวงตาของเฟิร์สราวกับจะมีไฟลุกโชนขึ้น
“หากฉันสามารถหาวัตถุเกี่ยวกับอักขระวิญญาณได้มากกว่านี้ การจะเข้าสู่ขอบเขตขั้นสีเขียวก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขั้นสีม่วงล้วนขึ้นอยู่กับโชค ขั้นสีครามสามารถจมจ่อมและศึกษากฎเกณฑ์ข้างในนั้นด้วยเวลาที่เป็นอนันต์ ... สิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนั้นมอบโอกาสนี้ให้กับฉันอย่างนั้นหรอ?”
“เขาเป็นใครกันแน่?”
เฟิร์สไม่เข้าใจการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ท่านนั้น แต่ภายในใจลึกๆ เขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากโลกสีเงินแล้ว เขายังได้รับประสบการณ์ของผู้ใช้อักขระขั้นสีครามมาอีกด้วย
แม้คุณสมบัติของโลกสีเงินจะไม่เทียบเท่าโลกลวง แต่ก็เป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้บ่มเพาะ
โลกลวงนั้นเป็นพลังสายเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา โลกสีเงินไม่ใช่พลังสายเลือดแต่มันเป็นโชคอย่างหนึ่ง จึงไม่สามารถนำมาเทียบกันได้
“นอกจากฉันจะสามารถใช้ทำความเข้าใจอักขระได้แล้ว ฉันยังสามารถใช้มันฝึกฝนสำนึกกระบี่และวิถีกระบี่ได้ด้วย”
เฟิร์สคิดถึงการบ่มเพาะกระบี่ของเขา
จริงอยู่ที่สำนึกกระบี่ต้องอาศัยขั้นพลังจากกายากระบี่ แต่ก็มีผู้ฝึกฝนกระบี่หลายคนที่ไม่ได้ฝึกกายากระบี่ก็สามารถสำเร็จสำนึกกระบี่ได้ นั่นคือการฝึกฝนกระบี่อย่างหนักแล้วเข้าถึงสำนึกกระบี่ด้วยการฝึกฝน
ส่วนวิถีกระบี่นั้นไม่แตกต่างไปจากการฝึกฝนสำนึกกระบี่มากนัก เพียงแต่จำเป็นต้องใช้สำนึกกระบี่เป็นตัวชี้นำ
เฟิร์สในตอนนี้มีสำนึกกระบี่อยู่ในขั้นคนกระบี่รวมเป็นหนึ่ง ด้วยสำนึกกระบี่ขั้นนี้สามารถทำให้สำเร็จวิถีกระบี่ที่หนึ่งได้ อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะสำเร็จวิถีกระบี่ที่สอง เพียงแต่โอกาสสำเร็จนั้นมีน้อยมาก
แต่หากเขาสามารถยกระดับสำนึกกระบี่ขึ้นไปอีกขั้นได้ การสำเร็จวิถีกระบี่ที่สองก็จะง่ายกว่าเดิม ส่วนวิถีกระบี่ที่สามและสี่นั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้
ดังนั้นสำนึกกระบี่จึงมีความสอดคล้องกับวิถีกระบี่ ส่วนกายากระบี่ก็เหมือนกับยาบำรุงของสำนึกกระบี่ ยิ่งมีกายากระบี่ที่แข็งแกร่งเท่าไหร่ก็เข้าถึงสำนึกกระบี่ได้ง่ายเช่นกัน
จะว่ากันตามตรงแล้วต่อให้เฟิร์สสำเร็จกายากระบี่ขั้นกลางก็ไม่แน่ว่าจะยกระดับสำนึกกระบี่ขึ้นไปได้ แต่มันจะช่วยส่งเสริมการฝึกฝนวิถีกระบี่ให้เพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม กายากระบี่ไม่เพียงช่วยเหลือฝึกฝนได้ทั้งสำนึกกระบี่และวิถีกระบี่ แต่มันยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายอีกด้วย แม้ว่าในด้านการป้องกันมันจะไม่ได้เยี่ยมยอดเหมือนการฝึกฝนกายาอื่นๆ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามาก
เมื่อเฟิร์สสามารถเข้าถึงกายากระบี่ขั้นกลางได้ ร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งไม่ต่างจากเหล็กเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ปืนในโลกปัจจุบันยิงจ่อมาที่เขาก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมันช่วยเหลือกับการต่อสู้มอนสเตอร์ได้เป็นอย่างดี
“น่าเสียดายที่โลกสีเงินไม่สามารถช่วยเหลือฉันในการฝึกฝนร่างกายได้ ระหว่างรอคำสั่งแต่งตั้งฉันจะฝึกฝนสำนึกกระบี่และวิถีกระบี่ข้างในนั้น ไม่แน่ว่าฉันอาจยกระดับพวกมันขึ้นได้”
ว่าแล้วเฟิร์สก็นำจิตของตนเองดำดิ่งเข้าไปในโลกสีเงินนั้นทันที เฟิร์สไม่รู้อัตราการไหลเวียนของเวลาข้างในนั้น แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ เขาอยู่ที่นั่นคาดว่าจะหลายวัน ซึ่งในโลกแห่งจิตหนึ่งวันของโลกจริงนั้นใช้เวลาไปนานมาก แต่เมื่อกลับถึงโลกจริงเวลากลับผ่านไปแค่ไม่กี่วิเท่านั้น
ดังนั้นการอยู่ที่นั่นจึงยากที่จะคำนวณเวลาที่แท้จริงได้
หากโลกนี้เป็นโลกลวง เวลาคงจะหยุดนิ่งตามเจตจำนงของผู้เป็นเจ้าของ แต่ที่นี่ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้
เฟิร์สตั้งใจบ่มเพาะอย่างมุ่งมั่น
ด้วยความสามารถของเฟิร์สในตอนนี้ น่ากลัวว่าจะแข็งแกร่งกว่าเวเนเตอร์ดาราแดงทั่วไป ในด้านการป้องกันพลังอักขระขั้นสีฟ้าของเขานั้นสามารถต่อต้านการโจมตีของมอนสเตอร์ดาราแดงระดับสูงได้ ส่วนในด้านการโจมตีวิถีกระบี่ของเขาย่อมยกระดับเหนือขั้นพลังทั่วไป
*** อธิบายเสริมการฝึกฝนกระบี่
- กายาคือ พลังป้องกันของร่างกาย กายากระบี่นั้นแฝงคุณสมบัติของพละกำลังเข้าไปด้วย
- สำนึกกระบี่คือ ค่าสติปัญญา ค่าความสำเร็จในการฝึกฝนวิถีกระบี่ ทั้งนี้สามารถนำสำนึกกระบี่ไปใช้ในการประจุลงวัตถุเพื่อแสดงเจตจำนงกระบี่ของผู้ใช้ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่นร่องรอยกระบี่ในถ้ำ
- วิถีกระบี่คือ ขั้นพลังการโจมตี ยิ่งขั้นของวิถีกระบี่สูงขึ้นก็จะมีเจตจำนงกระบี่ที่สูงขึ้น
- เจตจำนงกระบี่คือ พลังแรงกดดัน พลังปณิธานความมุ่งมั่นของผู้ฝึกฝนกระบี่
…………
ในระหว่างที่เฟิร์สกำลังฝึกฝนกระบี่อยู่นั้น บนชั้นสูงสุดของตึกสูงซึ่งเป็นสถานที่บัญชาการของนิวโฮปภาคเหนือ
ระดับสูงของนิวโฮปภาคเหนือทั้งหมดล้วนรวมตัวอยู่ที่นี่
ชายชราผมขาวในชุดเครื่องแบบของนิวโฮปนั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นประธานของการประชุมนี้ หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าอินธนูบนบ่าของเขามีมงกุฏสีเงินและพีระมิดหนึ่งอัน นั่นคือเครื่องหมายที่แสดงว่าเขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสิบ หรือที่คนภายในองค์กรเรียกว่า “ผู้อำนวยการศูนย์”
เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก ออร่าสีน้ำเงินที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาสามารถกดดันผู้คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ได้
เขาก็คือ “ผอ.ศูนย์อารัน” ผู้อำนวยการศูนย์ภาคเหนือของนิวโฮปนั่นเอง
“เอไอ รายงานนี่มันหมายความว่ายังไง?” ผอ.ศูนย์อารันเอ่ยเสียงต่ำ
ภายในห้องประชุมแห่งนี้รวบรวมระดับสูงของนิวโฮปภาคเหนือไว้มากมาย ซึ่งสารวัตรเองในตอนนี้มีตำแหน่งต่ำสุดของที่นี่ นั่นหมายความว่าผู้คนเหล่านี้ล้วนมีตำแหน่งในระดับผู้กำกับทั้งสิ้น
“เวเนเตอร์เฟิร์สวันที่พวกเราพึ่งค้นพบเขาเมื่อหนึ่งปีก่อนต้องการจะเป็นสมาชิกพิเศษของแคลนนิวโฮปภาคเหนือ แม้ผมจะโน้มน้าวให้เขากลายเป็นสมาชิกแคลนจริงๆ แต่เขากลับปฏิเสธและขู่ว่าเขาอาจฉีกสัญญาถ้ามีแคลนอื่นมาดึงตัวเขา” สารวัตรเอไอกล่าวเกินจริงไปเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ต่างไปจากคำพูดของเฟิร์สมากนัก
ผู้คนบนโต๊ะประชุมพลันขมวดคิ้วมุ่นในทันที
“เขาดูจะถือดีไม่น้อย” ระดับสูงคนหนึ่งกล่าว
“แต่เขาก็มีคุณสมบัติที่จะทำแบบนั้นไม่ใช่หรอ? เป็นทั้งผู้มีพรสวรรค์ทั้งผู้มีความสามารถพิเศษ บ่มเพาะได้แค่ปีเดียวก็ทะลวงระดับดาราแดงได้ คาดว่าในโลกนี้คงมีคนประเภทนี้เพียงไม่กี่คน แล้วพวกที่ว่านั้นก็พากันอยู่ในร้อยอันดับแรกของโลกจนหมดแล้ว” ผู้กำกับหญิงสาวผู้มีผมตรงสวยเอ่ยอย่างยิ้มๆ
แล้ว ผอ.ศูนย์อารันที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้น
“มันก็จริงอย่างที่คุณพูด พวกเราไม่อาจปล่อยให้คนแบบนี้จากไปได้ อย่างน้อยๆ คำขอของเขาก็ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกไป เอาเป็นว่าผมอนุมัติตามที่เขาขอ ผู้กำกับพิเชษคงไม่มีอะไรขัดข้องใช่ไหม?”