15 ปีที่แล้ว...อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ท่ามกลางมรสุมชีวิต เด็กหญิงลลิตา สุขสถิตในวัย 11 ปี กำลังเดินเข้าบ้านที่เห็น และอยู่อาศัยมาั้แ่จดจำได้ เด็กน้อยไปเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ที่เป็ลูกๆ ของคนงานในไร่แห่งนี้ ‘ไร่สุขสถิต’ ชื่อเดียวกับนามสกุลของเธอ เ้าของไร่คือพ่อเลี้ยงบัญชาผู้เป็พ่อ ลลิตาอยู่กับพ่อและแม่ ทุกวันผ่านไปอย่างสนุกสนาน ชีวิตสดใสสมวัย เป็ครอบครัวอบอุ่น ฐานะมั่นคง มีหน้าตาและชื่อเสียงระดับหนึ่งของจังหวัดลำพูน เรียกว่าั้แ่เกิดมาเจ็บกายมากที่สุดตอนสะดุดล้ม เจ็บใจมากที่สุดตอนโดนเพื่อนล้อ เด็กนั้นเ็ปได้มากสุดเท่านี้ในความคิดของผู้ใหญ่ แตกต่างออกไปเมื่อเป็ผู้ใหญ่นั้นต้องแบกรับภาระ และปัญหารอบด้านที่โหมเข้าใส่อยู่เสมอ สู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้อยู่ดี
“เปรี้ยะ!”
“เพล้งงงง”
เสียงเหมือนคนตบตี ทำลายข้าวของดังออกมานอกบ้าน ขณะที่เท้าเล็กกำลังจะก้าวพ้นประตู ภาพที่ปรากฏสู่สายตากลมใสทำให้ม่านตาขยายขึ้น พร้อมกับถอยเท้ากลับไปหลบที่หลังประตู
“คุณอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ถ้าคุณไม่ยอมรับริน เราก็แค่หย่ากัน”
“ใจหมา! ผู้ชายอย่างคุณทำแบบนี้ได้ยังไง ทำกับฉันกับลูกได้ยังไง ฮือออ”
“อย่าให้มันมากไปสา ที่ผ่านมาผมดูแลคุณกับลูกอย่างดีมาตลอด แต่คุณต้องเข้าใจว่าผมก็อยากมีเวลาส่วนตัว มีความสุขแบบของตัวเองบ้าง”
“แล้วสากับลุกไม่ใช่ความสุขของคุณ ไม่ได้ทำให้คุณสำนึกบ้างหรอว่ามีลูกเมียแล้ว แต่ยังเอานังนั่นเข้าบ้านมีเหยียบย่ำฉันกับลูกแบบนี้”
สาวิตรีกับบัญชาทะเลาะกันใหญ่โต ลลิตามองเห็นผู้เป็พ่อโอบกอดผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนกุมแก้ม ท่าทางเหมือนหวาดกลัวว่าโลกนี้รุมทำร้ายเธอ เห็นแม่นั่งฟุบลงกับพื้นในสภาพน้ำตานองหน้า เด็กน้อยไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่ชัดเจน แต่ภาพนี้จะเป็ความจำที่ชัดเจนอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเธอตลอดไป ภาพที่พ่อไม่กอดปลอบโยนแม่ หรือคอยโอ๋เธอเวลาร้องไห้เหมือนที่เคยเป็ ปล่อยให้แม่นั่งกอดตัวเองมองดูเขาสองคนด้วยสายตาเจ็บร้าว พลอยให้ลูกสาวอย่างเธอยืนกัดฟันกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ แต่ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลออกมาได้
หลังจากเหตุการณ์นั้น เช้าวันต่อมาแม่กับลูกสาวก็พากับเก็บข้าวของออกจากไร่ คนที่ไปส่งพวกเธอเป็คนงานในไร่คนหนึ่งที่เด็กหญิงคุ้นหน้า จำได้ว่าเป็พ่อของเพื่อนที่เธอมักไปเล่นด้วยบ่อยๆ เขาขับรถจากไร่ซึ่งอยู่นอกตัวอำเภอลี้ จนมาส่งสองแม่ลูกถึงขนส่งของอำเภอ หลังจากนั้นเขาก็ก้มหัวให้แม่และเธอ สายตาที่มองมีทั้งความห่วงใยสงสาร เสียดายที่ผู้เป็นายใหญ่ใจดำทอดทิ้งได้แม้แต่ภรรยาและลูกที่อยู่ร่วมกันมาเป็สิบปี แต่นี่เป็เื่ของครอบครัวคนอื่น เขาก้าวก่ายไม่ได้ นับจากนี้เขาคงไม่ได้เจอแม่เลี้ยงกับคุณหนูน้อยแล้ว
“เปิ้นลาล่ะครับแม่เลี้ยง รักษาเนื้อรักษาตัวกันเน้อ”
“อืม ขอบใจที่นายชมมาส่งฉันกับลูกนะ”
อดีตแม่เลี้ยงไร่ลิ้นจี่ตอบรับอย่างเหม่อลอย
“แม่ เราจะไปไหนกัน แล้วลุงชมจะมารับเราตอนไหน”
ลลิตาถามแม่ออกไปหลังนั่งเงียบมาตลอดทาง เด็กหญิงรู้ว่าเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่ไม่รู้จะเริ่มถามยังไงดี ลึกๆ แล้วก็ััได้ว่าชีวิตต่อจากนี้ของเธอและแม่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“เราจะไปเยี่ยมยายหวันกันลูก ยายไม่ได้เจอลิ้นจี่มาสองปีแล้ว บ่นกับแม่ใหญ่เลยว่าให้พาลิ้นจี่ไปหา หนูอยากไปกับแม่มั้ย”
สาวิตรีพูดกับลูกสาวเสียงอ่อนโยน แม้จะฟังแห้งแล้ง ท้ายประโยคก็ชวนให้สะท้อนใจไม่น้อย ถึงลูกไม่อยากไปอยู่ เธอก็ต้องพาลูกออกไปให้ไกลจากคนเป็พ่อ สถานที่แบบนั้นหากปล่อยให้ลูกอยู่ มีแต่จะทำร้ายลลิตาให้เหมือนตกนรกบนดิน
“ไปสิจ่ะ หนูจะไปอยู่กับแม่ กับยาย”
คล้ายเด็กน้อยจะเข้าใจในสิ่งที่คนเป็แม่้า เพราะนั่นก็เป็ความอบอุ่นเดียวที่ลลิตาสามารถไขว่คว้าเอาไว้ในสถานการณ์ตอนนี้
“เด็กดีของแม่ เด็กดี”
สาวิตรีลูบหัว แล้วดึงลูกสาวเข้ามากอดแน่น สิ่งเดียวที่มีค่าที่สุด และคุ้มค่าที่เสียเวลาหลายปีอยู่กินกับบัญชาผู้เป็สามี ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดเธอแล้ว นี่คือรักแท้ คือรักที่ไร้เงื่อนไขใดๆ สำหรับเธอ ต่อไปนี้มือที่คอยโอบอุ้มลูกสาวแม้ไร้คนช่วยเหลือ ต้องจัดการเองทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่เธอยินดีแบกรับด้วยความเต็มใจ
อำเภอเมือง จังหวัดนคร์
“ตุ้งแช่ๆๆ”
“โป้ง! ปังๆๆๆ! โป้งๆ! ปังๆๆๆๆ!”
“เปรี๊ยะๆๆ แกกๆ เป้งๆ”
เสียงอึกทึกดังสนั่นไปทั่วปากน้ำโพ เป็เสียงจากงานตรุษจีนของที่นี่ ซึ่งจัดได้ยิ่งใหญ่อลังการทุกปีตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่จัดงานแห่รอบคูเมือง ไปยังศาลเ้าพ่อเทพารักษ์-เ้าแม่ทับทิมที่อยู่อีกฟาก ริมฝั่งของต้นแม่น้ำเ้าพระยา ทุกสิ่งรอบตัวเด็กหญิงลลิตาเป็สีแดง มองเห็นรอยยิ้มมีความสุขของผู้คนโดยรอบ ตัวเธอวันนี้ก็อยู่ในชุดสีแดงจับจูงมากับแม่ เพียงบทบาทไม่ใช่การร่วมชมงาน แต่เป็การร่วมค้าขาย
“ขนมจ้า ขนมไหว้เ้า บูชาวันนี้ ชีวิตดียันปีหน้า ไม่ซื้อไหว้ ซื้อกินเองก็อร่อยจ้า”
เสียงใสฉอเลาะของเด็กน้อยเรียกรอยยิ้ม และความเอ็นดูให้กับผู้คนเดินผ่านไปมาที่พบเห็น บางคนก็เดินเข้ามาอุดหนุนแม่ค้าน้อยถึงหน้าร้านแผงลอย มีขนมหลากหลายเข้ากับงานทั้งขนมเข่ง ขนมปุยฝ้าย ขนมไข่ และโมจิสดทำมือ ขนมขึ้นชื่อของจังหวัด ซึ่งน้อยครั้งจะมีโอกาสได้กินโมจิสดใหม่แบบนี้ ทำให้ร้านขนมของสองแม่ลูกขายดีเป็พิเศษใน่งานเทศกาลครั้งนี้
“คุณน้าคนสวยซื้อขนมร้านลิ้นจี่มั้ยคะ แม่ของลิ้นจี่ทำเองทุกอย่างเลย รับรองอร่อยกลืนลิ้นค่ะ”
“แม่ค้าปากหวานจังเลย ตัวแค่นี้ก็หาเงินเป็แล้ว ไหน! น้าของอย่างละชุดเลยจ่ะ ขอลองชิมก่อน”
“ได้เลยค่ะ ขนมเข่ง ปุยฝ้าย ขนมไข่ชุดละ 60 โมจิชุดละ 100 รวมเป็ 280 บาทค่ะ”
“ปากหวานแล้วยังคิดเลขเก่งด้วย น่ารักจริงๆ เลยค่ะคุณ”
“อืม เป็เด็กขยันจริงๆ”
ผู้เป็สามีพูดตอบภรรยา รัฐกับลัดดามีโอกาสมางานตรุษจีนเพื่อเยี่ยมพ่อกับแม่ ขณะที่ทั้งสองยืนรอขนมกันอยู่ พรางเหลือบตาไปมองเ้าลูกชายคนโตที่เกเรไปวันๆ สร้างแต่ความขายหน้า ทุกวันนี้เขาปวดหัวกับลูก มากกว่าปวดหัวกับงานเสียอีก ส่วนตัวมันน่ะเหรอ หึ ไม่นำพาทุกสิ่งรอบกาย ชีวิตคงอยู่สบายจนเคยตัว จะด่าจะว่าทุกคนรอบตัวก็พร้อมออกหน้าแทนทุกอย่าง อยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาคิดไว้แล้วว่าจะส่งลูกชายคนโตไปอยู่กับพี่ชายเขา ซึ่งทำธุรกิจอยู่ที่อเมริกา ให้มันที่ว่านี้ ก็คือรังสรรค์ได้ตกตะกอนความคิด ไปเรียนที่โน่นจะได้โตเป็ผู้ใหญ่ พร้อมมากพอที่จะกลับมารับ่ต่อธุรกิจจากเขา
ระหว่างยืนรอพ่อกับแม่ซื้อขนม เด็กหนุ่มแอบเห็นนะว่ายัยแม่ค้าเด็กเสียงแจ๋วนี่แอบมองเขา หึ ตานี่จ้องแป๋วเหมือนเห็นของถูกใจ รู้ตัวอยู่หรอกว่าตัวเองหล่อเหลาหน้าตาดี แต่ไม่คิดว่าเด็กประถมอายุสิบกว่าปีก็จะรู้จักมองคนหล่อแล้ว เด็กสมัยนี้โตกับเร็วจริงๆ รังสรรค์พยามยามทำเป็ไม่สนใจ พอแม่ได้ขนมครบหนุ่มน้อยก็เดินซอยเท้าตามต้อย ๆ ไปออดอ้อนแม่ แม่น่ะ รักเขามากที่สุดแล้ว
“อยากไปนั่งชิงช้า์มั้ยลิ้นจี่”
“ไม่เอาค่ะ ลิ้นจี่จะช่วยแม่ขายขนม หมดแล้วเราก็กลับบ้านไปหาคุณยายกัน ยายรอลิ้นจี่กินข้าวด้วยแย่แล้ว”
สาวิตรีหยั่งเชิงถามลูกสาว คล้อยหลังลูกค้าผู้ดูมีฐานะเดินออกไป ลิ้นจี่จะมองตรงที่รังสรรค์เคยยืนเมื่อครู่บ่อยๆ มองั้แ่เดินเข้ามาตั้งแผงในงานจนมืดค่ำแล้ว สาวิตรียิ้มละไม มือเรียวแต่เริ่มแตกจากการโหมทำงาน่ที่ผ่านมายกลูบผมลูกน้อย ทั้งรักใคร่เอ็นดู และเจือไปด้วยความสงสาร ลูกสาวต้องมีความคิดที่เติบโตขึ้นกว่าวัยเดียวกันในเวลาสั้นๆ ผู้เป็แม่ก็เศร้าสะท้อนใจไม่น้อย
“คุณยายกิน นอนเป็เวลา แม่กำชับยายแล้วไม่ต้องรอ เดี๋ยวแม่จะพาหนูไปนั่งชิงช้า์ซักรอบหน่อย ฉลองตรุษจีนวันสุดท้ายไงลูก”
“จริงเหรอคะ งั้นถ้าคุณยายนอนแล้ว เราไปนั่งชิงช้า์กันก็ได้ค่ะ”
เด็กหญิงลลิตาก้มหน้าเตรียมเก็บแผงที่ขนมขายเกือบหมดแล้ว รอยยิ้มสดใสผุดขึ้นบนดวงหน้าน้อยๆ สาวิตรีสุขใจกับรอยยิ้มของลูกสาว นี่เป็ครั้งแรกที่ลลิตาสดใสขึ้นหลังจากมาอยู่ที่นี่ เด็กหญิงได้ขึ้นชิงช้า์ครั้งแรกกับแม่
____________