“หากขาของเ้าหายดีจริง เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณหมอเทวดาไป๋ให้มากๆ”
รวมถึงเื่โรคปวดศีรษะของนางด้วย
รุ่ยอ๋องเข้าใจ เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านหมอเทวดาไป๋เก่งกาจยิ่งนักขอรับ”
เมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายเต็มไปด้วยความเลื่อมใสต่อหมอเทวดาไป๋ มุมปากของฉินกุ้ยเฟยก็เผยรอยยิ้มจริงใจออกมาหลายส่วนเช่นกัน
ไม่ว่าอย่างไร หากขาของบุตรชายหายดีได้ ย่อมสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น ส่วนเื่ในวัง หากนางรู้ว่าใครมันกล้าเข้ามาทำเื่เช่นนั้นถึงตำหนักคุนอวี่ของนาง นางไม่มีวันปล่อยอีกฝ่ายไปแน่นอน!
ฮึ นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่มีผู้ใดกล้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้านางเช่นนี้
เมื่อเห็นบุตรชายยังคงมีสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วง ฉินกุ้ยเฟยจึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “พอแล้ว นี่หรันเอ๋อร์ พวกเรากลับกันเถิด ปล่อยชายาของเ้าอยู่ทางนั้นตามลำพังนานเกินไป ผู้อื่นจะสงสัยเอาได้นะ”
“ขอรับท่านแม่”
ขณะที่รุ่ยอ๋องกับฉินกุ้ยเฟยเดินไปยังโถงหน้า เขาก็หันไปมองเส้นทางเล็กสายนั้นแวบหนึ่ง
เฮ้อ ข้าเดินได้เมื่อไหร่ ข้าก็จะเดินไปดูสวนทานตะวันผืนนั้นของพี่หญิงด้วยตนเองได้แล้ว
วันนี้สวนทานตะวันผืนนั้นเป็ที่จับตามองอย่างแท้จริง ไม่นานนักก็มีผู้คนมากมายทยอยกันเข้ามาชม
ทว่าบางคนกลับมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
เสิ่นม่านซูจูงมือเสิ่นหลิงหลงเดินชมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มานั่งที่ศาลาเล็กแห่งหนึ่ง
เสิ่นหลิงหลงมิได้มีความรู้สึกผูกพันกับดอกไม้ใบหญ้ามากนัก นางกลับมองสำรวจญาติผู้น้องผู้นี้ของตนด้วยความแปลกใหม่อย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูเห็นซูฉินจากระยะไกล อีกฝ่ายกำลังเดินตรงมาทางพวกนางด้วยฝีเท้าเร่งร้อนเป็พิเศษ มุมปากของนางจึงยกขึ้นเล็กน้อย
แต่นางกลับไม่เผยพิรุธใดๆ เพียงหันหน้าไปกล่าวกับเสิ่นหลิงหลงด้วยท่าทีสนอกสนใจว่า “พี่หญิงรอง เหตุใดถึงมองข้าเช่นนี้เล่าเ้าคะ”
“น้องสาวสาม ข้าต้องมองเ้าเสียใหม่จริงๆ แปลกมาก ทั้งที่เ้าในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแท้ๆ แต่ข้ากลับรู้สึกว่าเ้าผู้ตรงไปตรงมาและเด็ดขาดเช่นนี้ต่างหาก ถึงจะเหมือนน้องสาวของข้า”
เดิมทีเสิ่นหลิงหลงก็มีรูปลักษณ์องอาจสง่างามอยู่แล้ว พอหัวเราะเช่นนี้ ดวงตาก็โค้งราวจันทร์เสี้ยว ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
เสิ่นม่านซูกล่าวเสียงเบา “คนเราหลงทางได้ทั้งนั้น แต่หลังจากรู้ว่าผิดทางแล้ว ก็ต้องหยุดม้าก่อนตกหน้าผา แล้วเลือกเส้นทางที่ถูกต้องใหม่อีกครั้ง”
“ถูกต้อง รู้ว่าผิดแล้วแก้ไข ดีกว่ายังดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยน” หลังเสิ่นหลิงหลงกล่าวจบก็ยกเื่ฝึกวรยุทธ์ขึ้นมา นางกล่าวว่า “น้องสาวสาม ข้าดูแล้วร่างกายของเ้าตอนนี้ออกจะอ่อนแออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้น หลังกลับไปแล้ว เริ่มจากการฝึกฝนร่างกายของเ้าก่อนก็แล้วกัน ส่วนเื่ขี่ม้ายิงธนูพวกนั้นค่อยฝึกทีหลัง”
เสิ่นม่านซูเองก็รู้สึกว่าร่างกายของตนตอนนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ ไม่เช่นนั้นตอนที่เตะองค์ชายเจ็ดไปครั้งนั้น ผลลัพธ์คงดีกว่านั้นอีกสักหน่อย
นางพยักหน้ารับ “ล้วนฟังท่านอาจารย์ทั้งสิ้นเ้าค่ะ”
ครั้นเสิ่นหลิงหลงได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่า ‘ท่านอาจารย์’ ก็เบิกบานใจยิ่งนัก
เมื่อเอ่ยถึงเื่ฝึกวรยุทธ์ นางพูดคล่องราวสายน้ำไหลหลั่งไม่ขาดสาย จนแทบหยุดไม่ได้เลยทีเดียว ส่วนเสิ่นม่านซูก็นั่งเอียงคอฟังด้วยสีหน้าสงบนิ่งอ่อนโยนอย่างตั้งใจ
ตอนที่ซูฉินเดินเข้ามาใกล้ ก็ได้เห็นภาพกลมเกลียวเช่นนี้พอดี
นางรู้สึกโกรธอยู่บ้าง เห็นๆ อยู่ว่าเมื่อก่อนเสิ่นม่านซูสนิทสนมกับนางถึงเพียงนั้น นางพูดสิ่งใดอีกฝ่ายก็เชื่อสิ่งนั้น ทว่าเพียงพริบตาเดียวกลับสนิทสนมกับเสิ่นหลิงหลงถึงเพียงนี้เสียแล้ว!
ซูฉินกดความไม่พอใจในใจลง แล้วกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส “พี่สาวทั้งสองกำลังคุยอะไรกันอยู่หรือเ้าคะ ถึงได้มีความสุขเพียงนี้”
ทันทีที่เสิ่นหลิงหลงเห็นซูฉินก็หุบยิ้มทันที ก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “หากเ้าไม่มา พวกเราคุยเื่อะไรก็มีความสุขทั้งนั้น”
รอยยิ้มบนใบหน้าซูฉินจางลงเล็กน้อย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น้อยเนื้อต่ำใจ “พี่หญิงรอง ถึงข้าจะรู้ดีว่าพวกท่านเข้าใจข้าผิด แต่ในใจข้า...พวกท่านก็คือพี่สาวแท้ๆ ของข้า”
“เฮอะ พวกเราไม่กล้ารับเป็พี่สาวแท้ๆ ของเ้าหรอก และโชคดีเหลือเกินที่พวกเราไม่ใช่พี่สาวของเ้า ไม่เช่นนั้น ไม่แน่ว่าคงถูกเ้าทำร้ายจนตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว!” เสิ่นหลิงหลงกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
เสิ่นม่านซูมองซูฉินที่แสร้งทำตัวน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ด้านข้าง มุมปากพลันยกขึ้นเล็กน้อย นางยิ้มกล่าว “พี่หญิงรองอย่าพูดเช่นนั้นเลย หากเป็พี่น้องแท้ๆ ของนางก็คงไม่มีคุณค่าอันใด นางย่อมไม่ลงมือทำร้ายหรอกเ้าค่ะ”
“ก็จริง” เสิ่นหลิงหลงพยักหน้าอย่างจริงจังราวกับเป็เื่สำคัญ
เดิมทีเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นหลิงหลง ซูฉินยังพอแสร้งทำต่อไปได้บ้าง แต่พอได้ยินเสิ่นม่านซูพูดเช่นนี้ นางก็โกรธจนกัดฟันกรอด สีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจบนใบหน้าแทบจะพังทลาย
เสิ่นม่านซู เ้าได้ใจไปก่อนเถิด ข้าจะไม่อดทนและต่ำต้อยเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว รอให้ข้าแต่งกับองค์ชายเจ็ดก่อนเถิด ถึงตอนนั้นข้าจะคอยดูว่าเ้ายังจะหัวเราะออกอีกหรือไม่!
ซูฉินสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่งก่อนกล่าว “ในเมื่อพี่สาวทั้งสองไม่ต้อนรับข้า เช่นนั้นข้าไปที่อื่นก็แล้วกันเ้าค่ะ”
พูดจบนางก็พาสาวใช้หมุนตัวเดินจากไปทันที
เสิ่นหลิงหลงกล่าวอย่างหมดคำจะพูด “ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มองอย่างไรก็รู้สึกว่านางเสแสร้งจริงๆ ข้าเห็นแล้วยังเหนื่อยแทนนาง”
“บางทีเ้าตัวอาจไม่เหนื่อย แต่กลับเพลิดเพลินก็ได้เ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูหรี่ตามองซูฉินที่เร่งฝีเท้าเดินไปทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
หากนางจำไม่ผิด จวินมั่วหานก็น่าจะอยู่แถวนี้
ในนิยายต้นฉบับ ซูฉินก็อาศัยงานเลี้ยงครั้งนี้แอบพบกับจวินมั่วหานเป็การส่วนตัว ทว่าตอนนั้นกลับถูกเ้าของร่างเดิมเห็นเข้าอีก
จวินมั่วหานที่รู้ตัวว่าถูกจับได้ ก็ดึงเ้าของร่างเดิมออกไป ปลอบโยนเกลี้ยกล่อมนางอยู่พักใหญ่ สุดท้ายยัง...จูบเ้าของร่างเดิมอีกด้วย!
และนี่ก็คือปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดครั้งแรกระหว่างพระเอกนางเอกในนิยายต้นฉบับ
ใกล้ชิดบ้าบออะไรกันเล่า!
เสิ่นม่านซูหรี่ตา หากตอนนี้จวินมั่วหานแตะต้องนางแม้แต่นิดเดียว นางจะทำลายขาที่สามของเขาทิ้งเสีย!
สาเหตุที่เสิ่นม่านซูตามเสิ่นหลิงหลงมาที่นี่ ก็เพื่ออาศัยผลของแรงดึงดูดระหว่างพระเอกกับนางเอกในต้นฉบับ ให้จวินมั่วหานกับซูฉินได้พบกันอย่างราบรื่น
เช่นนี้จึงจะผลักดันความรู้สึกของทั้งสองคนต่อไปได้
ตอนนี้คนทั้งสองได้พบกันแล้ว นางก็สามารถถอนตัวอย่างสำเร็จลุล่วงได้เสียที
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นม่านซูจึงกล่าวกับเสิ่นหลิงหลงว่า “พี่หญิงรอง พวกเราไม่ควรหายไปนานเกินไป พวกเรากลับไปหาท่านแม่กับป้าสะใภ้ดีหรือไม่เ้าคะ”
“ต้องกลับเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ ข้าคิดว่าตอนนี้พวกผู้ใหญ่คงกำลังพยายามหาคู่หมายให้พวกเราสองคนอยู่กระมัง”
พอเสิ่นม่านซูนึกถึงสถานที่ดูตัวขนาดใหญ่นั้นขึ้นมา ก็ทั้งอยากร้องไห้ทั้งอยากหัวเราะ จากนั้นจึงกล่าว “เช่นนั้นพวกเราไปเดินเล่นที่อื่นต่ออีกหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
“ได้สิ”
ทางด้านซูฉิน เมื่อนางเห็นคนคุ้นเคยผู้นั้นก็ซอยเท้าเล็กๆ เดินเข้าไปหา ร้องเรียกด้วยแววตาเป็ประกาย “องค์ชาย!”
เพราะนางเงยหน้า ดังนั้นความเร่งร้อน เขินอาย และรักใคร่เทิดทูนในแววตาของนางจึงเผยออกมาอย่างหมดจด
ส่วนจวินมั่วหาน เมื่อเห็นซูฉินมีท่าทีสง่างามเปิดเผย ทั้งยังสงบงดงามน่าเอ็นดู แววตาของเขาก็มีความอบอุ่นเพิ่มขึ้นมาบ้างเช่นกัน
เขาให้ผู้ใต้บังคับบัญชายืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็จูงซูฉินไปยังหลังูเาจำลองด้านข้าง
เมื่อเห็นท่าทางเร่งร้อนของอีกฝ่าย ซูฉินก็รู้สึกตึงเครียดอยู่ลึกๆ ...และมีความคาดหวังอยู่บ้าง
ครั้นแน่ใจว่ารอบด้านไม่มีผู้ใดแล้ว จวินมั่วหานจึงเอ่ยถาม “ฉินเอ๋อร์ เมื่อครู่ที่โถงรับรองเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ความเขินอายบนใบหน้าซูฉินชะงักไปเล็กน้อย นางนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ทันที จึงรีบอธิบาย “องค์ชาย ข้าไม่ได้เป็คนพูดเื่ลักลอบคบหากันนะเ้าคะ เสิ่นม่านซูเป็คนพูดเ้าค่ะ!”
“นางเป็คนพูดหรือ”
“ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน เป็นางพูดจริงๆ เ้าค่ะ!” ซูฉินรีบยื่นมือออกไปจับแขนเสื้อของจวินมั่วหานไว้ ดวงตาฉ่ำน้ำมองเขาอย่างน่าสงสารจับใจ
เดิมทีก็เป็สตรีที่ตนรักใคร่อยู่แล้ว ยามนางมองตนด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ ใจของจวินมั่วหานก็อ่อนยวบลง เขาจึงถือโอกาสนี้ดึงซูฉินเข้ามาในอ้อมกอด กล่าวเสียงเบา “ฉินเอ๋อร์ ทำให้เ้าลำบากใจแล้ว”
เมื่อััได้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่น และได้ฟังเสียงอ่อนโยนของเขา ซูฉินก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำทั้งหมดคุ้มค่าแล้ว
นางอิงกายอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชายเจ็ด กล่าวเสียงเบา “เพื่อองค์ชายแล้ว ต่อให้ต้องรับความน้อยเนื้อต่ำใจมากเพียงใด ฉินเอ๋อร์ก็ไม่กลัวเ้าค่ะ อย่างไรเสีย ท่านก็ยอมรับต่อหน้าท่านแม่ทัพเสิ่นและคนอื่นๆ เพื่อฉินเอ๋อร์แล้ว ฉินเอ๋อร์ยังจะมีเหตุผลใดให้ถอยหนีอีกเล่าเ้าคะ”
แขนของจวินมั่วหานแข็งค้างทันที “ยอมรับอะไร”