ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 126 ตบหน้าองค์ชายสาม (2)


              แม้หลี่ลั่วจะไม่ชอบหลี่เหล่าไท่ไท่ แต่การที่องค์ชายสามกล่าวเช่นนี้ไม่ได้กำลังช่วยเหลือเขาทว่ากลับชัดเจนยิ่งนักว่ากำลังตบหน้าของจวนโหว และเขาเป็นเจ้าของจวนโหว หลี่เหล่าไท่ไท่เกี่ยวพันกับหน้าตาของหลี่เหล่าไท่เหฺยหน้าของหลี่เหล่าไท่เหฺยและจวนโหวก็คือหน้าตาของหลี่ลั่วตบหน้าของหลี่ลั่วก็เท่ากับตบหน้าฉีอ๋อง

              องค์ชายสามช่างเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เสียจริงเมื่อสักครู่ถูกกู้จวิ้นเฉินฉีกหน้า ยามนี้จึงคิดจะเอาคืนต่อ แต่ทว่าครอบครัวตระกูลขุนนางนั้นถือเป็นครอบครัวเดียวกันหลี่ลั่วสามารถข่มขู่หลี่เหล่าไท่เหฺย ต่อสู้กับหลี่เหล่าไท่ไท่อย่างไรก็ได้เป็นการส่วนตัวแต่นั่นก็คือส่วนตัว ต่อหน้าธารกำนัล เขาไม่ยอมให้ผู้อื่นมาตบหน้าเขาแล้วเขายังต้องทำหน้ายิ้มๆตอบรับหรอกนะ

              “พูดถึงเรื่องการลักพาตัวขึ้นมาแล้ว เรื่องนี้ยังต้องขอบคุณท่านพี่ฉีอ๋องหากไม่ใช่ท่านพี่ฉีอ๋องพบเบาะแส ขุดรากถอนโคนพวกโจรลักพาตัวเด็กค้าขายมนุษย์เหล่านั้นไม่รู้ว่ายังจะต้องสูญเสียชีวิตของเด็กๆ ไปอีกมากมายเพียงใด” หลี่ลั่วพูด“คิดว่าองค์ชายสามเองก็คงได้ช่วยเหลือไปไม่น้อยเลยใช่หรือไม่?

              “...เรื่องนี้เป็นน้องสี่ที่พบ เปิ่นกง[1]จึงพอดีได้รับความดีความชอบจากน้องสี่ไปด้วย” องค์ชายสามกล่าว“พูดขึ้นมาแล้วก็ยังต้องกล่าวว่าท่านย่าเลี้ยงผู้นั้นของเจ้าก่อเรื่องอบรมสั่งสอนไม่เข้มงวดเอาเสียเลย”

              หลี่ลั่วได้ยินแล้วราวกับนึกถึงเรื่องอันใดขึ้นมาได้ พลันหัวเราะฮ่าๆๆ

              องค์ชายสามและผู้คนรอบข้างล้วนแปลกใจ ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้หัวเราะอะไร

              “เปิ่นกงพูดอะไรน่าฟังขึ้นมาหรือ?” องค์ชายสามถาม

              หลี่ลั่วส่ายหน้ายิ้มๆ “ข้าเพียงแต่คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาเมื่อก่อนข้าไปเดินเที่ยวในตลาด ได้ยินชาวบ้านกำลังคุยกันว่าหลังเรือนของผู้ใดกันนะที่ไฟไหม้ครอบครัวผู้ใดมีอนุอุ้มเด็กออกไปอาละวาด วันนี้องค์ชายสามพูดจาเช่นนี้ช่างเหมือนกับพวกเขายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะหรือว่าองค์ชายสามก็ชมชอบที่จะฟังเรื่องนินทาเหมือนกันใช่หรือไม่?”

              “นี่เจ้า...เจ้าบังอาจ” องค์ชายสามโกรธเกรี้ยว “เจ้ากำลังถากถางว่าเปิ่นกงเหมือนสตรีปากยืดปากยาวเหล่านั้นใช่หรือไม่?”

              หลี่ลั่วกะพริบตาปริบๆ “สตรีปากยืดปากยาวหมายความว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?ยามที่ข้าเรียนปูพื้นฐาน ท่านอาจารย์สอนแต่เพียงคัมภีร์สามอักษรให้เท่านั้นและในคัมภีร์สามอักษรก็ไม่มีคำว่าสตรีปากยืดปากยาวพ่ะย่ะค่ะ”

              “เจ้า...”

              “แต่ข้าก็ชมชอบฟังเรื่องนินทาอยู่เช่นกัน”หลี่ลั่วใช้สายตาเทิดทูนบูชามองไปที่องค์ชายสาม “องค์ชายสามต่อไปหากท่านมีเรื่องนินทาของครอบครัวใดจะพูดให้ข้าฟังด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?เรื่องของครอบครัวข้านั้นช่างเถิดเหล่าไท่ไท่บ้านข้านั้นอดีตสามีนางตายไปตั้งแต่นางยังสาวๆมาแต่งให้กับท่านปู่ของข้าช่วยอบรมสั่งสอนลูกหลานท่านลุงใหญ่ของข้ารั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ในกั๋วจื่อเจียน บิดาของข้าเป็นจงหย่งโหวขั้นหนึ่งต่อให้ไม่มีความดีของเหล่าไท่ไท่ก็มีความยากลำบากอยู่ดี ดังนั้น ข้าจึงยังคงคิดว่าฟังเรื่องนินทาของบ้านอื่นจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

              “เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหล” องค์ชายสามหรี่ตาลง “เสี่ยวโหวเหฺยอายุน้อยเท่านี้ปากคอเราะร้ายนัก”

              “ไฉนจะมิใช่เล่าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ลั่วยิ้มอ่อนหวานอีกครั้ง “แม้ข้าจะตัวเล็กแต่พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่บ้าง คนโบราณกล่าวไว้ว่า เรื่องในครอบครัว เรื่องในแคว้นเรื่องในใต้หล้านี้ เรื่องนินทาเริ่มจากเรื่องในครอบครัว ครอบครัวกระทบต่อขุนนางใหญ่ทุกท่านทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจหรือสมาธิที่จะทำงาน กระทั่งมองข้ามเรื่องระดับภาคแคว้น สำหรับเรื่องในใต้หล้านี้นั้นข้ายังเล็ก ไกลตัวเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”

              “ฮ่าๆๆ...ช่างเป็นประโยคที่กล่าวถึงเรื่องครอบครัว เรื่องแคว้น เรื่องใต้หล้าได้ดียิ่ง”เสียงก้องกังวานของจ้าวหนิงฮ่องเต้ลอยเข้ามา “ช่างเป็นบุตรชายหลี่ซวี่โดยแท้ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อแคว้นเช่นเดียวกับหลี่ซวี่”

              “ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

              ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนั้นรีบคารวะตามธรรมเนียมกู้จวิ้นเฉินลุกจากที่นั่งมายืนข้างกายหลี่ลั่ว จ้าวหนิงฮ่องเต้ผายมือขึ้น“ลุกขึ้นเถิด”

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              ทุกคนลุกขึ้น สายตามองไปที่จ้าวหนิงฮ่องเต้

              มองเห็นเพียงจ้าวหนิงฮ่องเต้ในชุดคลุมมังกรสีเหลืองสว่าง ยืนเด่นเป็นสง่าน่าเกรงขามอยู่ทางด้านหนึ่งข้างกายของเขายังมีนักบวชอีกท่านหนึ่ง นักบวชท่านนั้นอยู่ในชุดคลุมจีวรห่มด้วยกาสาวพัสตร์แบบพระสงฆ์จีนมองดูแล้วเคร่งขรึมยิ่งนัก

              นักบวชท่านนี้มีทั้งคนที่รู้จักและก็มีคนที่ไม่รู้จักเช่นกัน ท่านผู้นี้ก็คือก่วงฉือไต้ซือนั่นเอง

              “เจ้าลองพูดมาซิ ว่าเมื่อใดที่เจ้าจะไม่สนใจเรื่องนินทา แล้วเริ่มให้ความใส่ใจเรื่องแคว้น?”จ้าวหนิงฮ่องเต้เดินมาเบื้องหน้าหลี่ลั่ว

              คำตอบของหลี่ลั่วรวดเร็วยิ่งนัก “รอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งให้กระหม่อมรั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีเสียก่อนพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมย่อมจะเอาใจใส่เรื่องแคว้น”

              จ้าวหนิงฮ่องเต้ตกตะลึง จากนั้นจึงร้องฮึขึ้นครั้งหนึ่ง“ฝีปากไม่เบาเลยทีเดียว เจ้ามีความสามารถนี้หรือไม่?”

              หลี่ลั่วยืดอกขึ้น ร่างกายเล็กๆ ของเขา ทว่ากำลังใจไม่เล็ก “ในสมัยโบราณมีกานหลัวอายุสิบสองปีเป็นอัครมหาเสนาบดีกระหม่อมหลี่ลั่วในฐานะลูกหลานของหลี่หนานผู้มีความดีความชอบในการก่อตั้งราชวงศ์สกุลหลี่ทั้งครอบครัวมีจิ้นซื่อสองคน  ย่อมมีความสามารถเช่นนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

              “นิทานอิงประวัติศาสตร์นั่นเป็นจริงเป็นจริงเช่นนั้นหรือ?” จ้าวหนิงฮ่องเต้ฟังเขาพูดแล้วหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “แม้หลี่หนานจะเป็นขุนนางก่อตั้งราชวงศ์แล้วเกี่ยวข้องกับที่เจ้าจะมีความสามารถในการเป็นอัครมหาเสนาบดีอย่างไรเล่า?”

              “การสืบทอดทางพันธุกรรมพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ลั่วตอบอย่างไหลลื่น แล้วยังพูดประจบฝ่าบาทอีกว่า“ไท่จู่ผู้ทรงก่อตั้งราชวงศ์คือบรรพบุรุษของฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นแม่ทัพนำสามเหล่าทัพวีรบุรุษไร้ซึ่งศัตรู นี่มิใช่สิ่งที่สืบทอดจากองค์ไท่จู่หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?ในเมื่อมีบรรพบุรุษที่เก่งกาจสืบทอดลงมา กระหม่อมเองก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

              พรืด...คำสอพลอนี้...จ้าวหนิงฮ่องเต้ไม่ยืดอกขึ้นคงไม่ได้ “หากวันนี้เจิ้นให้เจ้าเป็นอัครมหาเสนาบดีเล่าเจ้าจะทำอย่างไร?”

              “ฝ่าบาท?”

              “เสด็จพ่อ?”

              “เสด็จอา?”

              จ้าวหนิงฮ่องเต้นั้นเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดิน อัครมหาเสนาบดีเป็นหัวหน้าของหกกรมในฝ่ายบริหารบ้านเมืองเรื่องเช่นนี้หากจะนำมาล้อเล่น ก็ยังทำไม่ได้

              “กระหม่อมสามารถทำให้นักรบที่ปกป้องรักษาชายแดนไม่ต้องทนหิวและทนเหน็บหนาวอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”หลี่ลั่วคุกเข่าลง ทว่าเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่จ้องมองจ้าวหนิงฮ่องเต้

              ที่จริงแล้วคำพูดของจ้าวหนิงฮ่องเต้นั้นไม่ได้มีความหมายจริงจังอันใด เขาเพียงแต่ต้องการหยอกล้อหลี่ลั่วเท่านั้นหากแต่คิดไม่ถึงว่าจะได้รับปฏิกิริยาตอบรับรุนแรงถึงเพียงนี้ เมื่อหกปีก่อนเมื่อยามที่ไท่จื่อเยี่ยนทรงสิ้นพระชนม์ตำแหน่งอัครมหาสนาบดีนี้ก็ว่างลง เว้นว่างไว้มาเป็นเวลาถึงหกปีจึงได้มีคนยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวถึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังลอบเคลื่อนไหวอยู่ภายในเงามืดอย่างช้าๆ

              บางทีคำพูดประโยคนี้ของจ้าวหนิงฮ่องเต้นั้นก็เพื่อนำมาใช้กล่าวหยอกล้อหลี่ลั่วและก็เพื่อนำมาใช้หยั่งดูท่าทีของทุกฝ่าย ผู้ใดเลยจะรู้ว่าความคิดของจ้าวหนิงฮ่องเต้ผู้ทรงปรีชาสามารถและชำนาญการศึกนั้นยากแก่การคาดเดายิ่งนักยกตัวอย่างเช่น การที่พระองค์พระราชทานสมรสหลี่ลั่วให้กับกู้จวิ้นเฉิน

              “ได้ หากเจ้ามีวิธีจริงแล้วละก็ เจิ้นย่อมให้เจ้ารั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี”ฮ่องเต้...มีคำพูดดุจทองพันชั่ง กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ

              “ฝ่าบาทโปรดใคร่ครวญด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฉินคุกเข่าลง

              “ฝ่าบาทโปรดใคร่ครวญด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางคนอื่นๆ ล้วนคุกเ ข่าตาม

              จ้าวหนิงฮ่องเต้ไม่เคลื่อนไหวใดๆ “เจิ้นนั้นออกมาจากชายแดนรู้ว่าความอบอุ่นสำหรับกำลังทหารนั้นสำคัญเพียงใดสำหรับความต้องการของกองทัพแล้วนั้นสำคัญเพียงใด หากว่าเจ้า...เจ้า...และยังมีพวกเจ้าผู้ใดมีความสามารถแก้ไขปัญหาเสบียงอาหารและความอบอุ่นของกองทัพได้ เจิ้นล้วนสามารถให้ตำแหน่งโหวได้ทันที”ผ่านไปครู่หนึ่ง จ้าวหนิงฮ่องเต้จึงตรัสเสริมขึ้นอีกหนึ่งประโยค “หรือว่าจะให้เจิ้นสละตำแหน่งฮ่องเต้ให้เจิ้นก็ให้ได้”

              “เฉินมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

              ขุนนางนับร้อยคุกเข่าลง ถูกทำให้ตกใจเสียจนก้มหน้าต่ำ เหงื่อไหลเป็นทาง งานฉลองพระราชสมภพดีๆงานหนึ่ง ไฉนจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

              “ลุกขึ้นเถิด วันนี้คือวันคล้ายวันพระราชสมภพของเจิ้นอย่าให้เรื่องนี้มาทำให้เสียบรรยากาศ” จ้าวหนิงฮ่องเต้เดินผ่านกลุ่มคนมานั่งในตำแหน่งประธาน

              ขุนนางนับร้อยยืนขึ้น ได้ยินจ้าวหนิงฮ่องเต้ตรัสขึ้นว่า “ก่วงฉือไต้ซือถัดไปก็ยกให้ท่านแล้ว”

              ก่วงฉือไต้ซือพยักหน้า

              “ขุนนางเตรียมตัว ขึ้นไปชั้นหกหอลิ่วฉงเพื่อทำพิธีกราบไหว้” ไห่กงกงส่งเสียง

              ขุนนางนับร้อยลุกขึ้นยืนตรง เข้าแถวทีละคนๆ จ้าวหนิงฮ่องเต้ขึ้นนำหน้า ก่วงฉือไต้ซือเดินช้าลงหนึ่งก้าวต่อมาคือองค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง ถัดมาคือองค์ชายสามและกู้จวิ้นเฉินด้านหลังองค์ชายสามคือเสนาบดีฉินเป็นผู้นำขุนนางและด้านหลังกู้จวิ้นเฉินคือหลี่ลั่วเป็นผู้นำขุนนางผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์มาจากทางเชื้อสายหากว่ากันตามเหตุผลแล้ว กั๋วกงย่อมต้องอยู่หน้าโหว แต่ด้วยหลี่ลั่วนั้นถูกพระราชทานสมรสให้แก่ฉีอ๋องและจงกั๋วกงยังเป็นหลี่เฉินที่อยู่หลังเขา พวกเขาเกี่ยวข้องเป็นอาหลานในครอบครัวเดียวกันดังนั้นจึงไม่ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้

              หอลิ่วฉงแน่นอนว่ามีหกชั้น เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นจีนทั้งเมืองหลวงรวมไปถึงทั่วทั้งแคว้นจีนหอที่สูงที่สุดก็เป็นหอนี้หอชมจันทร์มีเพียงแค่ห้าชั้น

              แม้ว่าด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ทักษะการก่อสร้างอาคารของแคว้นจะล้ำหน้าเกินกว่าอาคารหกชั้นไปแล้วก็ตามแต่เนื่องจากหอลิ่วฉงนั้นเป็นสถานที่ที่ใช้ทำพิธีกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษของราชวงศ์มารุ่นแล้วรุ่นเล่าดังนั้นการก่อสร้างหลังจากนี้ ล้วนต้องไม่สูงกว่าหอลิ่วฉง นอกเสียจากว่า...หอลิ่วฉงจะถูกสร้างใหม่

              เมื่อไปถึงชั้นหก จ้าวหนิงฮ่องเต้ชูแก้วขึ้น ในแก้วรินเหล้าไว้เต็มไหว้บรรพบุรุษรุ่นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก่วงฉือไต้ซือจึงเริ่มสวดมนต์ คนอื่นๆนั่งสมาธิ นอกจากจ้าวหนิงฮ่องเต้ที่นั่งลงบนพรมแล้ว คนอื่นๆ ล้วนนั่งบนพื้นแต่บนพื้นสะอาดสะอ้าน มีคนมาทำความสะอาดทุกวัน

              พื้นที่บนชั้นหกนั้นมีอยู่อย่างจำกัดดังนั้นขุนนางขั้นสามลงไปจึงนั่งสมาธิอยู่ที่ชั้นห้าและชั้นสี่

              น้ำเสียงของก่วงฉือไต้ซือนั้นดังก้องกังวานราวกับสามารถทะลุทั้งหกชั้นได้เสียงของเขาเริ่มสะท้อนออกไปจากชั้นที่หกก้องไปจนถึงชั้นล่างพระธรรมนั้นลึกล้ำยิ่งนัก ขุนนางนับร้อยที่นั่งสมาธิอยู่ต่างก็เสแสร้งทำทีเป็นจริงเป็นจังผู้ใดจะฟังออกจริงๆ เล่า?

              หลี่ลั่วรู้สึกว่าในหัวสมองมีเสียงดังหึ่งๆ เขารู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อย จนกระทั่งรู้สึกว่าสายตาเริ่มฝ้าฟางเขาอยากจะลืมตาค้างเอาไว้ แต่เปลือกตาของเขาราวกับมีแรงกดทับหนักนับพันชั่งคอยถ่วงรั้งไว้อยู่ทำให้เขามองเห็นได้ไม่ชัดเจน

              ความรู้สึกเดียวที่เขายังรับรู้ได้อยู่ก็คือ เสียงของก่วงฉือไต้ซือ

              “ตื่น เจ้ารีบตื่นขึ้นมาเร็วเข้า” ทันใดนั้นก็มีคนกำลังเรียกเขา

              เป็นผู้ใด...เป็นผู้ใดที่กำลังเรียกเขา? เป็นกู้จวิ้นเฉินใช่หรือไม่?ไม่ใช่กู้จวิ้นเฉิน เสียงของกู้จวิ้นเฉินไม่ใช่แบบนี้เสียงนี้...หลี่ลั่วลืมตาขึ้นพรึ่บ นี่เป็นเสียงของตนเอง เป็นเสียงที่เหมือนกับเสียงของตนเป็นอย่างยิ่งหรืออาจจะพูดได้ว่า เป็นเสียงของเจ้าของร่างนี้

              “เจ้า...” หลี่ลั่วอ้าปากค้าง น้ำเสียงนั้นแหบพร่ายิ่งนัก“เจ้าคือ...หลี่ลั่ว” ที่แห่งนี้เป็นความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสีขาวหลี่ลั่วมองเห็นเพียงเด็กชายตัวน้อยเบื้องหน้าที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับตนเองทุกประการมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่นั้นเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่เมื่อยามที่อยู่กับครอบครัวสกุลหลี่ในหมู่บ้านชนบทมันเก่าและเต็มไปด้วยรอยเย็บปะ แต่ทว่าได้รับการซักล้างอย่างสะอาดสะอ้านเป็นอย่างดี

              เด็กน้อยคนนี้ ไม่เหมือนตนเองเลยแม้แต่น้อย

              เขาผู้มีความสุภาพอ่อนโยนและสง่างามยิ้มบางๆ มองมาที่ตน

              นี่ต่างหากคือบุตรชายของหลี่ซวี่กับคุณชายลั่วผู้นั้นที่เล่าเรียนปูพื้นฐานเมื่อยามมีอายุได้สามขวบปี

              “ข้าก็คือเจ้า” เด็กน้อยเอ่ยปาก

              “ไม่” หลี่ลั่วยืนกรานหนักแน่นพร้อมส่ายหัว “เจ้าคือหลี่ลัวหลี่ลั่วที่เป็นเจ้าของร่างนี้ ข้าก็คือหลี่ลั่วเช่นกันแต่ข้ามาจากโลกอีกใบหนึ่งซึ่งเป็นโลกในอนาคต ในโลกของข้าใบนั้นก็มียุคสมัยโบราณทว่าไม่ใช่รัชสมัยเช่นนี้ ข้า...เป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณดวงหนึ่ง” บางทีอาจจะมีสักวันที่เขาจะจากที่นี่ไปอย่างกะทันหันบางทีตัวเขาที่อยู่ในโลกใบนั้นอาจจะยังไม่ตายเขาเพียงแต่ถูกญาติคนไข้แทงไปครั้งหนึ่งเท่านั้น เขาก็เพียงแค่...

              หมดสติไป

              และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความฝันเมื่อตื่นจากฝันแล้ว เขาจะกลับไปถึงโลกเดิมของเขา ตั้งแต่ตอนที่หลี่ลั่วกลับมาถึงเมืองหลวงกลับมาถึงจวนโหวการกระทำของเขาในแต่ละเรื่องล้วนไม่ได้เป็นฝ่ายกระตือรือร้นที่จะทำอย่างเช่นการต่อสู้กับหลี่เหล่าไท่ไท่ ซึ่งเขาก็แค่ไม่อยากให้เหล่าไท่ไท่หนักข้อจนเกินไปก็เท่านั้นเขาสงสารหลี่หยางซื่อสามคนแม่ลูก

              ที่ช่วยเหลือกู้จวิ้นเฉิน ก็คงจะเป็นเพราะรู้สึกว่าการที่ชายหนุ่มหน้าตาดีเช่นเขาต้องมาตายตั้งแต่วัยหนุ่มเช่นนี้มันช่างน่าเสียดายที่ประจบจ้าวหนิงฮ่องเต้ ก็เพียงเพื่อต้องการให้ตนเองอยู่บนโลกใบนี้ได้โดยมีขุนเขาให้พึ่งพิงไม่ต้องพบกับความโศกเศร้าทุกข์ทรมานแต่ตลอดมานั้นเขาไม่เคยรู้สึกปลอดภัยเลย ความรู้สึกเช่นนั้นมักจะทำให้ผู้คนหลงระเริงมองโลกในแง่ดีมากเกินไปและหากคิดจะทำอะไรสักเรื่องก็จะไม่รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา

     

     

    [1]เปิ่นกง (本宫)คือ คำที่องค์ชายใช้เรียกแทนตนเอง

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663