เซียวเล่ยมีความคาดหวังต่อคนจากตระกูลเซียวอยู่ไม่น้อยบุตรชายของผู้นำพรรคตระกูลเซียวสมควรเปรียบประดุจเทพเ้าัจำแลงกาย
ทว่า เพียงผ่านตา ชายชรากลับผิดหวังอย่างรุนแรงเขาไม่อาจเห็นรัศมี ความสูงส่ง ความสำรวม รวมถึงมารยาทอันเหมาะสมที่ศิษย์พรรคใหญ่สมควรมีกลับกัน เขาเพียงสังเกตเห็นถึงท่าทางวางตัวที่หยิ่งผยองรวมถึงความเผด็จการในดวงตาซึ่งให้ความรู้สึกไม่สบายใจแก่ผู้คนไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยและคุณชายเสเพลผู้ได้รับการตามใจและเติบโตมาท่ามกลางคำประจบสอพลอจนเคยชินทว่าเมื่อคิดทบทวนอย่างละเอียด เซียวเล่ยรู้สึกวางใจ...นี่แสดงว่าพรรคตระกูลเซียวมิได้ใส่ใจอันใดต่อตระกูลเซียวเล็กๆ ในที่แห่งนี้ พวกมันคงไม่ส่งคนที่“ยิ่งใหญ่น่านับถือ” มาอย่างแน่นอนศักดิ์ฐานะของบุตรชายท่านผู้นำพรรคล้วนเพียงเพื่อแสดงความเคารพต่อเซียวเจิงผู้าุโผู้ล่วงลับเท่านั้น
“ท่านพ่อข้าเพิ่งได้ยินว่าท่านและท่านผู้นำเพิ่งออกไปต้อนรับคนจากพรรคตระกูลเซียวเหตุใดท่านกลับมาไวนักเล่า?”เซียวหลิงซีเพียงแวะมาเพื่อจัดเตรียมอาหารให้เซียวเล่ยนางกล่าวถามด้วยสีหน้าอย่างอยากรู้อยากเห็น “พวกคนจากพรรคตระกูลเซียวล้วนมาถึงแล้วหรือไม่? พวกมันเป็คนเยี่ยงไรกันบ้าง? พวกมันล้วนมีรัศมีอันน่ากลัวใช่หรือไม่?”
คำถามของเซียวหลิงซีเตือนให้เซียวเล่ยนึกถึงผู้าุโชุดดำที่ยืนอยู่เื้ัเซียวกวงหยุนเขาผงกศีรษะรับ “แน่นอน ผู้คนจากพรรคตระกูลเซียวล้วนไม่อาจดูแคลนได้ อย่างไรก็ตามลูกซีเ้าต้องหลีกเลี่ยงคนจากพรรคตระกูลเซียวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระหว่างที่พวกมันยังพำนักอยู่ที่นี่เด็กหนุ่มที่นำคณะเดินทางมาท่าทางไม่น่าไว้วางใจหากเ้าสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกมันได้ ก็จะเป็การดี”
“เอ๋?” เซียวหลิงซีกะพริบตาอย่างไม่อยากเชื่อและผงกศีรษะเล็กน้อย“ทราบแล้ว ท่านพ่อ ข้ารู้สึกหวาดกลัวพวกมันอยู่บ้าง ถึงยังไงพวกมันล้วนมาจากพรรคตระกูลเซียว ย่อมต้องมีพลังที่มากมายมหาศาลอย่างแน่นอน”
“แม้ว่าเ้าจะอยากรู้ เ้าก็ต้องห้ามเข้าใกล้พวกมันเด็ดขาด”เซียวเล่ยตักเตือนอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ด้วยความในใจอันหนักอึ้งชายชราเดินออกไปยังสวนด้านนอก
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านดูเหมือนมีความในใจอันใด? มีเื่ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?”เซียวหลิงซีถามอย่างเป็กังวล นางเป็บุตรสาวที่รู้ใจบิดาดี เพียงมองผ่านเซียวหลิงซีก็รับรู้ความในใจของเซียวเล่ยทั้งหมดจากสีหน้าท่าทาง
เซียวเล่ยชะงักไปวูบหนึ่ง จากนั้นสั่นศีรษะ “ไม่มีอะไร...”เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อคิดได้ว่าหากไม่พูดออกไปบุตรสาวอันชาญฉลาดผู้นี้คงไม่อาจสงบจิตใจได้ตลอดทั้งวัน เซียวเล่ยจึงพูดอย่างช้าๆ ว่า“พรรคตระกูลเซียวมอบของขวัญที่เรียกว่า “ผงกรุยลมปราณ” จากที่เซียวกวงหยุนบ่งบอกผงกรุยลมปราณนี้มีประสิทธิภาพสูงส่งในการฟื้นฟูชีพจรลมปราณที่ถูกทำลาย...”
“โอ! มันสามารถซ่อมแซมเส้นชีพจรลมปราณที่เสียหายได้? เป็ความจริง?”เซียวเล่ยพูดไม่ทันขาดคำ เซียวหลิงซีพลันร่ำร้องออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจทันใดนั้นเอง มือน้อยๆของนางดึงทึ้งชายเสื้อของตนเองการฟื้นฟูชีพจรลมปราณของเีเ่เป็ความหวังยิ่งใหญ่ในใจของนางตลอดมาสองสามปีที่ผ่านมานี้นางและเซียวเล่ยล้วนสืบหาทุกวิธีการอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาเีเ่คำพูดนี้ของเซียวเล่ยเปรียบประดุจเสียง์ที่มอบความหวังให้แก่นาง
“ประสิทธิภาพของยาจากพรรคตระกูลเซียวล้วนยอดเยี่ยมหาใดเปรียบมันอาจสามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าแตกตื่นได้จริง” เมื่อพูดถึงประโยคนี้สีหน้าของเซียวเล่ยพลันแปรเปลี่ยนเป็มืดมน “แต่ทว่า คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผงกรุยลมปราณล้วนเพื่อเร่งเร้าความก้าวหน้าในการฝึกฝนวรยุทธ์ของผู้คนใน่เวลาอันจำกัดตอนนี้ท่านผู้นำตระกูลรวมทั้งเหล่าผู้าุโต่างตัดสินแล้วว่าผงกรุยลมปราณนี้คือสมบัติประจำตระกูลการจะโน้มน้าวให้พวกมันใช้ผงกรุยลมปราณกับลูกเช่อผู้ถือว่าเป็เพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งในสายตาพวกมัน...เป็เื่ที่แทบไม่มีความหวังอันใด”
สีหน้าท่าทางของเซียวหลิงซีกลับกลายเป็เงื่องหงอยคำพูดของเซียวเล่ยเปรียบประดุจราดรดน้ำเย็นลงดับความหวังทั้งมวลของนางหญิงสาวขบริมฝีปากพร้อมทั้งกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไม่ว่าอย่างไร พวกเราต้องได้ผงกรุยลมปราณมาเช่อน้อยมิใช่คนไร้ค่า!เขาเป็คนที่จำเป็ต้องใช้ผงกรุยลมปราณที่สุดในที่นี้!”
“ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อโน้มน้าวพวกมัน”เมื่อเห็นท่าทางของบุตรสาว เซียวเล่ยทอดถอนลมหายใจยาว อย่างไรก็ตาม ในใจของเขาเขารู้ดีว่าความหวังในการได้รับผงกรุยลมปราณมาให้เีเ่นั้นน้อยนิดเพียงใด...อันที่จริงมันเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
…………………………
ความมืดคลี่คลุมท้องฟ้า
“ข้าเห็นเซียวกวงหยุนแห่งพรรคตระกูลเซียววันนี้”
แสงเทียนเปล่งแสงหรุบหรู่ภายในห้องหับเซี่ยชิงเยว่นั่งลงข้างเตียงพร้อมเอ่ยปากแ่เบา
“อ้อ...มันเป็คนเยี่ยงไร?”เีเ่อ้าปากหาวก่อนเอ่ยปากถามไถ่อย่างเฉื่อยชา
“มันเป็ดุจเดียวกับชื่อของมัน”เซี่ยชิงเยว่ขมวดคิ้วเมื่อนางหวนนึกถึงสายตาของเซียวกวงหยุน* ที่มองมาที่นาง ความรู้สึกสะอิดสะเอียนพลันสะท้อนประกายออกจากั์ตาของนางท่านอาจารย์เคยกล่าวถึงบุตรชายทั้งสี่ของผู้นำพรรคตระกูลเซียวแก่นางสามคนแรกล้วนสามารถกล่าวได้ว่าเปี่ยมพร์ประดุจัแปลงเพียงบุตรชายคนที่สี่ซึ่งสามารถนับเป็ตัวโง่งมอันแท้จริง ทว่า มันกลับได้รับความรักความทะนุถนอมที่สุดโดยผู้นำพรรคเนื่องจากมันคือบุตรคนสุดท้องทั้งยังเป็บุตรชายเพียงคนเดียวที่เกิดกับภรรยาหลวงของมัน
“นี่เป็เื่ธรรมดา ถ้าท่านลองคิดให้ดีๆบุคคลที่พรรคตระกูลเซียวจะส่งมายังที่แห่งนี้สมควรเป็บุคคลประเภทใดกันช่างมันเถอะ อย่างไรเสียนี่ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับข้าพเ้า อย่างมากข้าเพียงต้องไปเข้าร่วมงานในวันพรุ่งนี้ตามพิธีการเท่านั้น”เีเ่ยักไหล่พร้อมกล่าว ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมถามว่า “ชิงเยว่ภรรยาข้าท่านบอกว่าท่านเห็นมัน? อย่างนั้น มันพบเห็นท่านด้วยหรือไม่?”
“ใช่แล้ว...มีอะไร?”เซี่ยชิงเยว่เลิกคิ้วสูงชัน
เีเ่ยกมือขึ้นถูปลายคางพร้อมกล่าวออกมาทันที“ท่านเคยบอกว่ามันเป็เพียงขยะชิ้นหนึ่งทั้งยังมีชื่อเสียงเลวร้ายอย่างมากขยะเช่นนี้....เฮ้อ ชิงเยว่ภรรยาข้า หากข้าเดาไม่ผิดอาจารย์ของท่านสมควรอยู่ไม่ไกลจากเมืองเมฆาล่อง ใช่หรือไม่?”
“...ท่านรู้ได้อย่างไร?”แววแห่งความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางแวบหนึ่ง
เีเ่มิได้ตอบคำชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังว่า “เมื่อเป็เช่นนั้นท่านติดต่อกับอาจารย์ของท่านให้ได้ จะดีที่สุดหากนางสามารถมาถึงที่นี่ได้ในวันพรุ่งนี้...”เมื่อหยุดคิดครู่หนึ่ง สีหน้าของชายหนุ่มค่อยแปรเปลี่ยนเป็ผ่อนคลายลง“เมื่อมีท่านอาจารย์ของท่านอยู่ไม่ไกลเช่นนั้นข้าคิดว่าคงไม่อาจมีเหตุการณ์ร้ายแรงอันใด นอนเถอะ”
คิ้วโค้งละเอียดอ่อนของเซี่ยชิงเยว่เลิกขึ้นเล็กน้อยหญิงสาวครุ่นคิดอย่างเงียบงันครู่หนึ่งเมื่อนางทบทวนหวนนึกถึงแววตาที่เซียวกวงหยุนมีต่อนางเมื่อตอนบ่ายนางพลันเข้าใจความหมายในวาจาของเีเ่ ใบหน้าของนางพลันกระตุกคราหนึ่งนางยื่นมือไปยังข้างเอวเพื่อลูบคลำลูกแก้วสื่อสารโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นเีเ่ตระเตรียมปูผ้าห่มยังมุมห้องสายตาของนางสั่นสะท้านเล็กน้อยริมฝีปากของนางเปิดขึ้นแล้วหุบลงอยู่หลายรอบก่อนที่นางจะสามารถเปล่งเสียงออกมาในที่สุด
“มานอนบนเตียงเถอะ”
“เอ๋?” เีเ่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนางพร้อมเบิกตาโตกล่าวว่า“ชิงเยว่ภรรยาข้า ท่านว่าอะไรนะ?”
เซี่ยชิงเยว่พลันหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความรู้สึกตนเองนางตอบกลับด้วยเสียงเ็าว่า “ถ้าท่านไม่ทันได้ยิน ก็ลืมมันซะเถอะ!”
“ได้ยินสิ! ข้าจะไม่ได้ยินได้อย่างไร!?”เีเ่ผงกศีรษะติดต่อกันประดุจแม่ไก่จิกคุ้ยหาข้าวชายหนุ่มโยนผ้าห่มในมือทิ้งในทันทีพร้อมทั้งโดดขึ้นบนเตียงอย่างรวดเร็วเขาจับจ้องมองเซี่ยชิงเยว่ด้วยรอยยิ้มยินดีปรีดาพร้อมกล่าวว่า “ชิงเยว่ภรรยาข้าคืนนี้ท่านจะนอนด้านนอกหรือด้านใน?”
“...”เซี่ยชิงเยว่ไม่ตอบคำ เพียงโบกสะบัดมือขาวนวลเรียวงามนางดับเทียนสีแดงทั้งหมดในห้องนอนภายในเวลาชั่วพริบตาทั่วทั้งห้องพลันกลับกลายเป็มืดมิด ภายในใจของนางกลับทอดถอนใจอย่างโล่งอกนางยื่นมือออกไปพร้อมผลักไสเีเ่เข้าไปด้านใน หยิบผ้าห่มขึ้นมา พร้อมคลี่คลุมไปยังร่างของตนเองและชายหนุ่มนางนอนตะแคงข้างหันหลังแก่เีเ่ พร้อมกล่าวขึ้นด้วยเสียงเ็าแ่เบาว่า“ท่านไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายข้าทำเช่นนี้ล้วนเพื่ออำนวยความสะดวกเมื่อท่านต้องฝังเข็มแก่ข้าพเ้าในตอนตีสาม...ห้ามไม่ให้ท่านทำสิ่งใดโดยไม่ได้รับอนุญาต!มิเช่นนั้นข้าจะไม่ให้ท่านนอนบนเตียงอีกต่อไป!”
“ตามที่ท่าน้า ภรรยาที่รัก!”เีเ่พูดอย่างอิ่มเอมใจขณะที่เขาดึงผ้าห่มมากอดและสูดดมกลิ่นอายหอมกรุ่นของหญิงสาวที่แฝงอยู่ภายใน
จนถึงบัดนี้ หญิงสาวถูกเรียกหาเป็ “ภรรยา”โดยเีเ่นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน เริ่มแรกล้วนรู้สึกขัดเคืองใจจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เพียงการได้ฟังคำพูดนี้จะให้ความรู้สึกเป็ธรรมชาติทว่าในขณะเดียวกันกลับสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดที่ว่า “ข้าคือภรรยาของเขา”แก่นาง การเรียกขานเช่นนี้สร้างความตะขิดตะขวงใจและจนปัญญาแก่นางหญิงสาวปิดตาลงและพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้คิดถึงเื่ที่สร้างความว้าวุ่นใจแก่นางทั้งหลายเหล่านี้ไม่นานหลังจากนั้น นางหลับใหลไปอย่างง่ายดาย
...................................................................
เมื่อถึงเวลาตีสามนี่คือ่เวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นทั่วทั้งตัวตึกเขตตระกูลเซียวล้วนเงียบสงบมีเพียงเสียงร่ำร้องของแมลงดังมาให้ได้ยินเป็ระยะ
ในความมืดมิด เขตตัวตึกของเซียวหลิงซีพลันปรากฏเสียง แกร่กอย่างแ่เบา จากนั้น ประตูที่ถูกปิดล็อกอย่างแ่าของตึกกลับเปิดออกเงาร่างเล็กกะทัดรัดลักลอบออกมา หลังจากสำรวจภายนอกอยู่ครู่หนึ่งจึงวิ่งหนีเล็ดลอดออกไปอย่างรวดเร็ว
เงาร่างนั้นยังมิทันออกจากเขตตัวตึกปรากฏเงาร่างสูงสีเทาร่อนลงมาจากฟากฟ้า ยืนอยู่เบื้องหน้าของนางเสียงร้องอย่างใของหญิงสาวพลันดังมาให้ได้ยินจากนั้นจึงมีเสียงเคร่งขรึมที่ถูกสะกดข่มให้แ่เบาด้วยความพยายามอย่างที่สุดดังออกมา“ลูกซี ดึกดื่นปานนี้เ้าจะไปไหน?”
“อ๊ะ! ท่าน...ท่านพ่อ”เงาร่างที่ถูกขู่ขวัญจนหวาดกลัวดึงผ้าปิดหน้าลงมาเผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่น่ารักจิ้มลิ้ม เป็เซียวหลิงซีเองเมื่อเห็นเซียวเล่ยพลันปรากฏตัวยืนอยู่เบื้องหน้าของตน ขวัญิญญาของนางล้วนสั่นสะท้าน“ข้า...ข้า....ข้า...ข้า”
“เฮ้อ!” เซียวเล่ยถอนหายใจยาว จากนั้นพูดอย่างแ่เบาว่า“ลูกซี เ้าจะไปขโมยผงกรุยลมปราณ ใช่หรือไม่ ?”
“ข้า...ข้า...” เซียวหลิงซีก้มศีรษะต่ำลงพร้อมละล่ำละลัก
“เ้าคือบุตรสาวของข้า ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเ้าคิดอะไรอยู่?” เซียวเล่ยทอดถอนใจยาวนานจากนั้นตบลงบนไหล่ของเซียวหลิงซี “หลังแยกจากเ้าเมื่อตอนบ่ายข้าเห็นว่าแววตาเ้าแปลกประหลาด รู้สึกไม่สบายใจข้าจึงมาเฝ้าที่นี่...แล้วก็เป็ความจริง เ้าคิดจะไปขโมยผงกรุยลมปราณ...ลูกซี เ้ามุทะลุเกินไปแล้วเ้ารู้มั้ยว่านี่อันตรายเพียงไหน? ผงกรุยลมปราณไม่ใช่ของธรรมดามันเป็ของขวัญจากพรรคตระกูลเซียว หากเ้าถูกจับได้เช่นนั้นเ้าจะกลายเป็นักโทษของพรรคตระกูลเซียว ถึงตอนนั้นหากพวกมันทั้งสี่จากพรรคตระกูลเซียวตัดสินว่าเ้ามีความผิด ไม่ต้องพูดถึงข้าไม่มีใครในเมืองเมฆาล่องนี้ที่จะช่วยเ้าได้”
เซียวหลิงซีก้มศีรษะลงพร้อมขบริมฝีปาก“ข้า...ข้าทราบดีท่านพ่อ...แต่...แต่ว่า...เช่อน้อยช่างน่าสงสาร เขาเป็คนดีแต่กลับถูกผู้คนหัวเราะเยาะ ถูกดูิ่ดูแคลนทั้งถูกทำเสมือนว่าเป็ขยะชิ้นหนึ่งอยู่ตลอดมา หากเขาสามารถฟื้นฟูชีพจรลมปราณได้อย่างนั้นก็จะไม่ต้องถูกหัวเราะเยาะอีกต่อไป ไม่ต้องเป็ปมด้อยอีก...”
เซียวเล่ยอ้าปากแล้วปิดปากลง ใบหน้าแสดงสีหน้าสำนึกผิดวูบหนึ่ง
“ข้าข้องใจตลอดมาเหตุใดเีเ่ต้องเกิดมามีชีพจรลมปราณพิการเพียงคนเดียวทำไมไม่เป็ข้า...โลกนี้ช่างอยุติธรรมต่อเขาเหลือเกิน...ท่านพ่อ ท่านรู้มั้ย? ทุกครั้งที่ข้ามองเขาถูกผู้คนหัวเราะเยาะทว่าเช่อน้อยกลับทำเป็ไม่สนใจ กลับกันเขากลับพยายามปลอบโยนข้าจิตใจของข้าล้วนเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ...ถ้าข้าสามารถรักษาเส้นชีพจรของเขาได้แม้ว่าข้าต้องประพฤติเป็โจร...หรือแม้ว่าข้าต้องรับโทษปะา ข้ายังคงยินดีกระทำเป็ร้อยครั้งก็ยอม...”
ขณะที่เซียวหลิงซีพูด ดวงตาของนางเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาหญิงสาวยกสองมือปิดหน้าพร้อมทั้งร่ำไห้อย่างอับจนปัญญา
ใบหน้าของเซียวเล่ยสั่นกระตุกอย่างรุนแรงชายชรามองจ้องไปยังบุตรสาวที่กำลังสะอึกสะอื้นของตนเองหัวใจของเซียวเล่ยเ็ปรวดร้าว เขาปลอบนางอย่างเงียบงัน “ลูกซีข้ารู้ว่าเ้าทุ่มเททำไปทั้งหมดเพราะเพื่อลูกเช่อ ทว่า หากเ้าทำไม่ต้องพูดถึงผลที่ตามมา เซียวหยุนไห่เก็บกล่องไม้ไว้กับตัวตลอดเวลามันต้องซุกซ่อนไว้ติดตัวอย่างแน่นอน ด้วยความสามารถของเ้าเ้าจะขโมยสิ่งของจากเซียวหยุนไห่ได้อย่างไร? ฟังข้านะ กลับเข้าไปนอนซะ เื่ผงกรุยลมปราณข้าจะพยายามคิดหาวิธี แม้ข้าจะไม่เคยต่อรองอะไรในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ในตระกูลเซียวนี้ ข้าเอง ยังคงมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้างการร้องขอผงกรุยลมปราณไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็ไปได้เสียทีเดียวข้าขอห้ามไม่ให้เ้าทำอะไรโง่ๆแบบนี้อีกในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้นกับเ้า...ใครจะเป็คนดูแลและปกป้องลูกเช่อจากนี้ไป?”
ประโยคสุดท้ายของเซียวเล่ยเหมือนฟาดโบยลงบนจิตใจที่อ่อนโยนบอบบางของเซียวหลิงซีสร้างความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
...ใช่แล้ว! หากข้าทำไม่สำเร็จแล้วถูกจับได้หากข้าต้องรับโทษหนัก จะเกิดอะไรขึ้นกับเช่อน้อย...
“ข้า...เข้าใจแล้ว” เซียวหลิงซีถอดผ้าคลุมสีดำออกและทิ้งลงด้านข้างนางปาดน้ำตาบนใบหน้าพร้อมทั้งกล่าวด้วยเสียงรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม “ท่านพ่อข้าขอโทษ ข้าทำเื่โง่ๆและทำให้ท่านต้องกังวลอีกแล้วข้าจะไปนอนอย่างเชื่อฟังและจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว...ท่านพ่อท่านเองก็ควรกลับไปพักผ่อนเสีย...ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ไปหยิบฉวยผงกรุยลมปราณแน่นอน”
“หึๆเมื่อเ้าเชื่อฟังก็ดีแล้ว” เซียวเล่ยผงกศีรษะและแย้มรอยยิ้มอบอุ่น ทว่าก่อนจากไปยังคงไม่วางใจ ก้มเก็บเสื้อชุดสีดำจากพื้นขึ้นมาและนำไปพร้อมกัน
................................................................................................
*狂云 กวงหยุน = เมฆคลั่ง