จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 94 ร่างฝาแฝด

            ฉือเซียวตกใจทันทีที่ได้ยินดังนั้นคำพูดของฉินอวี่นั้นดูสมเหตุสมผล ไม่เพียงแต่หยางเทียนและหยางเต้าสองพี่น้องแม้แต่ฉือเซียวก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าไปในส่วนลึกของเขตต้องห้ามได้แต่ถ้าพวกเขาร่วมมือกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถไปถึงที่นั่นได้แต่โอกาสก็จะเพิ่มมากขึ้น

            แต่สิ่งที่ทำให้ฉือเซียวเป็นกังวลคือการร่วมมือก็เป็นไปได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเข้าไปพบกับสมบัติหรือของวิเศษใดในส่วนลึกจะต้องมีการวิวาทกันเกิดขึ้นแน่นอนแม้กระทั่งอาจจะเกิดการต่อสู้กันขึ้นมาก็เป็นได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ไม่แน่ใจจะสามารถเอาชนะสองพี่น้องได้โดยลำพัง แม้ฉือเซียวจะมั่นใจแต่ก็ไม่อาจเย่อหยิ่งได้

            หลังจากครุ่นคิดอยู่นานฉือเซียวก็พูดขึ้นมา “ศิษย์น้องหวัง ไม่ทราบว่าพละกำลังของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”

            ฉินอวี่เหลือบมองไปทางด้านหน้าและพูดอย่างเฉยเมย “ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพียงแต่หากพวกเราสองคนสู้กับพวกเขาก็ยังมีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่จะชนะ”ฉินอวี่กล่าวอย่างไม่ปิดบัง แต่เขาไม่รู้พละกำลังของตนเองจริงๆเพราะหลังจากพัฒนาระดับฝึกฝนขึ้นมาได้ในครั้งนี้เขาก็ยังไม่เคยใช้ต่อสู้กับผู้ใดเลยจึงยังมีความคลุมเครือในเรื่องของพลัง

            แน่นอนหากใช้วิชาปีศาจคลั่ง ฉินอวี่มีความมั่นใจมากว่าต้องสังหารพวกเขาได้อย่างแน่นอน

            แม้ว่าฉินอวี่จะตอบคำถามอย่างคลุมเครือแต่กลับทำให้ดวงตาของฉือเซียวเปล่งประกายเมื่อหวนนึกถึงร่างอสุนีลึกลับของฉินอวี่และเปลวเพลิงที่แปลกประหลาดนั้นแล้วฉือเซียวก็พูดขึ้นอย่างไม่ลังเล “ไปกันเถอะ”

            ทั้งสองคนได้พุ่งตัวผ่านจุดเดือดพล่านเข้าไปทางด้านขวาทันที

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง

            เมื่อทั้งสองคนมาถึงการต่อสู้ก็เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งสองคนจึงนั่งลงขัดสมาธิเพื่อทำสมาธิราวกับกำลังเตรียมเข้าสู่การต่อสู้

            ฉินอวี่กวาดสายตามองทั้งสองคนสิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือ ใบหน้าของทั้งสองคนเหมือนกันทุกประการหน้าตาหล่อเหลา มีเพียงเสื้อผ้าและทรงผมที่แตกต่างกัน คนหนึ่งมีผมสีดำประบ่าอีกคนหนึ่งรวบผมเป็นหางม้า

            “มีเรื่องอะไร?” ชายหนุ่มชุดขาวที่มีผมสีดำประบ่าได้ลืมตาขึ้นทอดสายตามาทางฉินอวี่ และมองไปทางฉือเซียว ชายหนุ่มคนนี้คือหยางเทียน

            ฉือเซียวไม่ได้ตอบอะไรออกไปแต่มองไปยังหยางเทียนและหยางเต้า ทั้งสองคนมีความคล้ายกันถึงแปดส่วนแม้ว่าเสื้อผ้าของพวกเขาจะหลุดลุ่ย แต่หากมองจากการแสดงออกของพวกเขาแล้วไม่น่าจะมีอาการบาดเจ็บอะไร และอาจพูดได้ว่าทั้งสองคนสามารถข้ามผ่านกระแสอสูรมาได้โดยไม่ได้รับอันตรายซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบุคคลทั้งสองมีความแข็งแกร่งเพียงใด

            “คนผู้นี้คือศิษย์พี่ฉือ นามฉือเซียว ตัวข้าคือหวังซิงเฉินทุกคนต่างเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก เหตุใดจึงไม่เดินทางไปด้วยกันเล่าจะได้ช่วยกันดูแล” ฉินอวี่เอ่ยปากขึ้นมา เป้าหมายของเขาคือการเข้าไปในส่วนลึกของเขตต้องห้ามเพื่อตามหาเลือดของหยาจื้อดังนั้นหากสามารถโน้มน้าวคนทั้งสองนี้ได้ก็ควรจะทำ

            ตอนนี้แม้แต่หยางเต้าที่หลับตามาตลอดก็ลืมตาขึ้นดวงตาทั้งสองจ้องมองไปทางฉือเซียวด้วยสายตาที่ลึกล้ำ

            มีเพียงไม่กี่คนในสำนักที่รู้จักรูปร่างหน้าตาของฉือเซียวหยางเทียนและหยางเต้าเองก็เพียงแต่เคยได้ยินมาแต่กลับไม่เคยรู้จักใบหน้าที่แท้จริง เมื่อได้ยินฉินอวี่พูดเช่นนี้ทั้งสองคนก็ยิ่งแปลกใจมาก และจ้องมองไปทางฉือเซียวอีกครั้ง

            “เจ้าเป็นใคร?” หยางเต้าพูดขึ้นอย่างทันทีทันใดจากนั้นก็กวาดสายตามองฉือเซียวครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองฉินอวี่

            ฉินอวี่หรี่ตาทั้งสองลงคำถามของทั้งสองคนดูจะมีความหมายที่ลึกซึ้ง หลังจากรู้ว่าเป็นฉือเซียวแต่ยังคงถามว่าตนเองเป็นใคร?

            หยางเต้าคงจะรู้จักความแข็งแกร่งของฉือเซียวมาบ้างแล้วแต่ในใจของเขากำลังชั่งน้ำหนักอย่างลังเลทั้งสองคงมีความมั่นใจกับฉือเซียวอย่างแน่นอนแล้ว ดังนั้นหากมีเพียงฉือเซียวเพียงคนเดียว ทั้งสองคนคงจะตอบตกลงอย่างไม่ลังเลแต่ตอนนี้ตนเองในชุดคลุมสีดำและสวมหน้ากาก อีกทั้งยังปิดบังพลังปราณทั่วร่างอีกทำให้หยางเต้าไม่สามารถตัดสินใจอะไร ทั้งยังไม่สามารถค้นหาพละกำลังของตนเองได้ดังนั้นเขาจึงต้องถามขึ้นมา

            ไม่เพียงแต่ฉือเซียวที่กำลังชั่งน้ำหนักต่อการตัดสินใจแต่ทั้งสองคนต่างกำลังคิดถึงข้อดีข้อเสียและเริ่มนึกถึงเรื่องการทะเลาะวิวาทและการต่อสู้ หากพบเจอกับสมบัติล้ำค่า

            ทั้งสี่คนกำลังดูเชิงกันอยู่ครู่ใหญ่และแล้วฉินอวี่ก็พูดขึ้น “ข้าเป็นเพียงศิษย์ทั่วไปของสายชีพจรหวง”

            “ถอดหน้ากากกับชุดคลุมออกสิ!” หยางเต้าตะโกนขึ้นมาทันทีศิษย์ทั่วไปของสายชีพจรหวง? จะมาอยู่ร่วมกันกับศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างฉือเซียวหรือ?

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉือเซียวกล่าวอย่างเยือกเย็นพลางมองไปทางหยางเต้า

            และในขณะนี้หยางเทียนก็เคลื่อนไหวทันที เกิดลำแสงขึ้นที่มือข้างขวาของเขาจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่ที่พุ่งตรงเข้าหาฉินอวี่

            เมื่อฉือเซียวเห็นเช่นนี้เขาก็โกรธขึ้นมาทันที พลังปราณปะทุออกมาจากทั่วทั้งร่าง ขณะที่เขากำลังลงมือนั้นฉินอวี่ก็ใช้มือข้างซ้ายจับแขนเอาไว้ หอกศึกปรากฏขึ้นในมือข้างขวาและแปลงไปเป็นสายฟ้าที่พุ่งเข้าหากระบี่ของหยางเทียน

            “อสุนีลึกลับ!”

            หยางเทียนและหยางเต้าตกใจขึ้นพร้อมกันทันทีแต่ตอนนี้ฉินอวี่ไม่เปิดโอกาสให้กับหยางเทียนเลยแม้แต่น้อยเพลิงแอ่งธรณีพวยพุ่งออกมาจากกลางฝ่ามือคลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวเคลื่อนตัวตามฝ่ามือของฉินอวี่ออกไปทันที

            เดิมทีฉินอวี่คิดจะทดลองใช้พลังของเพลิงแอ่งธรณีในเมื่อหยางเทียนผู้นี้นี้เริ่มโจมตี เขาย่อมไม่ปล่อยโอกาสเช่นนี้ไปอย่างแน่นอนและแน่นอนว่าฉินอวี่ก็รู้เช่นกันว่าหยางเทียนกำลังทดสอบเขาอยู่ฉะนั้นฉินอวี่จึงใช้โอกาสนี้ทดสอบความแข็งแกร่งของทั้งสองคนเช่นกัน

            หยางเต้าที่กำลังนั่งขัดสมาธิลุกขึ้นยืนทันทีพลางผายมือข้างขวาออกพร้อมปล่อยลำแสงสีดำพุ่งตรงไปทางฉินอวี่

            “ตูม!” ฉินอวี่ถอยหลังออกไปอย่างรุนแรงหลายก้าว มองหยางเต้าด้วยใบหน้าที่สง่างาม

            ขณะที่ฝ่ามือทั้งสองปะทะเข้าด้วยกันฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่แข็งแกร่งจนเพลิงธรณีเกือบจะหลุดจากฝ่ามือของเขา

            หลังจากหยางเทียนก็ถอยออกไปได้สองสามก้าวเขาก็มองเพลิงแอ่งธรณีในฝ่ามือของฉินอวี่ด้วยความตกใจก่อนหน้านี้เขาสามารถดูดเพลิงสีเทาออกไปจากหวังซิงเฉินได้แต่เมื่อเขาได้สัมผัสอย่างจริงจัง หยางเต้ากลับรู้สึกตัวสั่น

            คนผู้นี้เป็นใครกัน? มีอสุนีลึกลับ และยังมีเปลวเพลิงที่น่ากลัวเช่นนี้อีกด้วย?

            “ทั้งสองท่านอยากจะสู้กันหรือจะเข่นฆ่ากันแน่?” ฉินอวี่ระงับความสงสัยในใจและกวาดสายตามองหยางเทียนและหยางเต้า พลางเก็บหอกศึกกลับไป ก่อนจะพูดอย่างเฉยเมย

            “เรื่องนี้คงเข้าใจผิดกันแล้วพี่ชายของข้าแค่ต้องการทดสอบศิษย์น้องหวังเท่านั้นเอง”หยางเต้าจ้องฉินอวี่อย่างจริงจัง และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำพลันครุ่นคิดขึ้นในใจทันที หวังซิงเฉิน? ในสำนักมีศิษย์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?

            หยางเทียนมองไปทางฉินอวี่ด้วยในหน้าที่จริงจังจากนั้นก็จ้องไปทางฉือเซียวอีกครั้งและพูดอย่างเยือกเย็น“ศิษย์ธรรมดาของสายชีพจรหวง? ศิษย์น้องหวังพอจะบอกข้าได้ไหมว่าเหตุใดศิษย์ธรรมดาทั่วไปของสายชีพจรหวงจึงมีความแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้? หากเจ้าคิดจะเข้าไปด้วยกันเหตุใดจึงไม่เปิดเผยจริงใจต่อกัน? แต่กลับทำตัวลึกลับซ่อนเร้น?ราวกับมีอะไรที่ไม่ต้องการให้ผู้คนพบเห็น?”

            “ข้าเองก็มิได้ตั้งใจจะปิดบัง เพียงแต่ยังไม่คุ้นชินเท่านั้นหากมีสิ่งใดที่ข้าทำให้ศิษย์พี่หยางต้องกังวลใจ เช่นนั้นก็ขอให้อภัยถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดเถอะนะ ศิษย์พี่ฉือ พวกเราไปกันเถอะ”ฉินอวี่พูดอย่างเรียบเฉย และไม่เชื่อว่าทั้งสองคนจะไม่มีความตั้งใจในการรวมตัวกัน

            “ช้าก่อน รู้เขารู้เราเอาไว้ รบร้อยครั้งก็ย่อมไม่อันตรายในเมื่อต้องการจะร่วมมือกัน ข้าเองก็ต้องเปิดเผยตรงไปตรงมาเสียก่อนหากศิษย์น้องหวังไม่ต้องการถอดมันออกก็ไม่เป็นไรจากความแข็งแกร่งของศิษย์น้องหวังนับว่ามีคุณสมบัติพอจะไปร่วมทางกับพวกข้าได้”หยางเต้ากล่าวอย่างเข้มขรึม ดวงตาที่ลึกล้ำปรากฏแสงสว่างวาบ

            การอยู่ในส่วนลึกของเขตต้องห้ามนี้ทั้งสองคนต่างต้องประสบกับอันตรายอย่างที่พบเจอมาแต่หากมีเพิ่มขึ้นอีกสองคนก็เท่ากับมีคนปกป้องเพิ่มอีกสองคน บางทีก็อาจมีโอกาสมากขึ้นที่ได้เข้าใกล้ความลับของเขตต้องห้าม

            ฉินอวี่หรี่ตาลงทันทีและหากหยางเต้าไม่เอ่ยปากยับยั้งนั่นก็หมายความว่าทั้งสองคนมีความอิจฉาในตนเองและฉือเซียวฉินอวี่ไม่เชื่อว่าหยางจิงเทียนจะไม่เคยคิดเรื่องการครอบครองสมบัติมาก่อนไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องพบการต่อสู้อันดุเดือดมาเช่นนี้ แต่ในตอนนี้ในเมื่อเขายอมระงับมันไว้ นั่นก็หมายความว่าพวกเขาทั้งสองคนมีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะตนเองและฉือเซียวได้อย่างนั้นหรือ?

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉินอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะตรวจสอบพี่น้องทั้งสองคนนี้อีกครั้งเมื่อหวนนึกถึงแรงดึงดูดที่พบก่อนหน้านี้ ในใจของฉินอวี่ก็ตกตะลึงเขาเหมือนกำลังคาดเดาอะไรบางอย่างได้ แต่ยังไม่อาจบอกได้ชัดเจนนัก

            “มาแนะนำตัวกันอีกครั้งดีกว่า ข้าชื่อหยางเต้าส่วนผู้นี้คือหยางเทียนพี่ชายของข้า”หยางเต้าพูดอย่างเมินเฉยต่อการทดสอบเมื่อครู่ที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

            “ฉือเซียว!” ฉือเซียวระงับความไม่พอใจเอาไว้ก่อน และพูดอย่างเย็นชาแม้ว่าจะไม่ค่อยพอใจทั้งสองพี่น้องเท่าใดนัก แต่พลังของทั้งสองคนก็ไม่ธรรมดาจริงๆเพื่อให้ได้เข้าไปยังส่วนลึกที่สุดของเขตต้องห้าม เขาจึงทำได้เพียงอดทนเท่านั้น

            “สายชีพจรหวง หวังซิงเฉิน” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย

            “ศิษย์น้องหวังเป็นร่างอสุนีลึกลับหรือ? อีกทั้งยังมีเพลิงของฟ้าดินที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะเป็นศิษย์ของสายชีพจรหวงได้อย่างไร?” หยางเต้าจ้องมองฉินอวี่พลางพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำไม่ว่าจะเป็นอสุนีลึกลับหรือเพลิงแอ่งธรณี ล้วนทำให้หยางเต้าตกใจทั้งสิ้นแต่เขาก็แน่ใจนักว่าไม่เคยได้ยินชื่อของหวังซิงเฉินมาก่อนอย่างแน่นอนเขาจึงคิดไว้ในใจว่าฉินอวี่คงจะใช้นามแฝง แต่ต่อให้เป็นเพียงนามแฝงก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดครอบครองร่างอสุนีลึกลับ

            “ทุกคนล้วนมีความลับของตนเองเหตุใดศิษย์พี่หยางจึงต้องการค้นหาแหล่งที่มาเช่นนั้น? จะว่าไปลำแสงสีดำของศิษย์พี่หยางนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียวไม่ทราบว่าพลังดึงดูดนั้นจะเรียกว่าการกลืนกินได้หรือไม่?” สายตาของฉินอวี่หรี่เล็กลงและถามอย่างอ่อนโยน

            ม่านตาของหยางเต้าหดเล็กลงอย่างรวดเร็วเขานึกไม่ถึงเลยว่าพบกันเพียงครั้งเดียวฉินอวี่จะสามารถอ่านความลับของเขาออกได้ถึงเพียงนี้หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หยางเต้าก็พูดอย่างคลุมเครือ “ก็ไม่เชิงหรอกเป็นเพียงความโชคดีเล็กน้อย”

            ฉินอวี่ยิ้มอย่างเฉยเมยและไม่พูดอะไรมากมาย แต่กลับคาดเดาอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ได้รับความโชคดีหรือ? หรือเขาได้รับอะไรไปจากแดนขัดเกลา? เมื่อคิดเช่นนี้ฉินอวี่ก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า จากนั้นก็หวนนึกถึงลำแสงกระบี่สีครามที่ปล่อยออกไปซึ่งสิ่งนี้น่าจะพอสรุปได้ว่าหยางเทียนได้รับอะไรบางอย่างไปไม่น้อยจากแดนขัดเกลา

            ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสองคนพวกเขานับว่าสามารถเทียบได้พอๆ กับตนเองและฉือเซียว แต่หากฟังจากน้ำเสียงพี่น้องสองคนนี้ดูเหมือนจะมีความมั่นใจว่าจะเอาชนะตนเองและฉือเซียวได้?

            เมื่อมองย้อนกลับไปยังใบหน้าที่แทบจะเหมือนกันของทั้งสองคนหัวใจของฉินอวี่ก็เต้นผิดจังหวะ

            หรือว่า...

            ทั้งสองคนจะเป็นสิ่งที่กล่าวกันในตำนาน...

            ร่างฝาแฝด?

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน