"หวึ่ง...!"
เมื่อขวงเหมิ่งวางมือทั้งสองลงบนศิลาวัดจิตแสงจากศิลาพลันส่องสว่างวาบ จากนั้นตัวเลขสองร้อยหกสิบห้าก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนศิลา
"สองร้อยหกสิบห้าขาดอีกแค่สี่สิบห้าก็เข้าสู่ขั้นจอมยุทธ์ระดับกลางได้แล้ว สมแล้วที่เป็ขวงเหมิ่ง!"
การที่ค่าพลังจิตสองร้อยหกสิบห้าปรากฏบนศิลาวัดจิตทำให้เหล่าศิษย์สายนอกต่างส่งเสียงฮือฮาก่อนเข้าเป็ศิษย์สายในก็ใกล้จะทะลวงสู่ขั้นจอมยุทธ์ระดับกลางแล้วหากได้เข้าเป็ศิษย์สายใน ได้รับทรัพยากรที่ดีเกรงว่าจะสามารถทะลวงสู่ขั้นจอมยุทธ์ระดับกลางหรือกระทั่งระดับปลายได้อย่างรวดเร็ว
"ขวงเหมิ่งค่าพลังจิตสองร้อยหกสิบห้า ขั้นจอมยุทธ์ระดับต้น เข้าเป็ศิษย์สายในได้"ซุนลี่เห็นตัวเลขบนศิลาวัดจิตก็พยักหน้าเล็กน้อยขวงเหมิ่งมีพร์ไม่เลว อนาคตคงก้าวไปสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างแน่นอนบางทีอาจมีโอกาสทะลวงสู่ขั้นจิติญญายุทธ์กลายเป็ผู้าุโรุ่นต่อไปของสำนักกระบี่เหินฟ้าก็เป็ได้
"คนต่อไป เหลยเจิ้น!"
หลังจากขวงเหมิ่งลงไปซุนลี่ก็โบกมือแล้วเอ่ยเรียกชื่อ ‘เหลยเจิ้น’ ทันทีที่เขาพูดจบ ทั่วทั้งลานประลองก็เงียบสงัด
เหลยเจิ้น อายุเพียงสิบแปดปีแต่กลับทะลวงสู่ขั้นจอมยุทธ์ระดับกลางแล้ว แถมเขายังมีสิ่งที่คนอื่นเทียบไม่ได้บิดาของเขาผู้าุโเหลยถิง หนึ่งในสิบผู้าุโของสำนักกระบี่เหินฟ้า
เมื่อซุนลี่เอ่ยชื่อเหลยเจิ้นเหลยเจิ้นในชุดคลุมสีม่วง ผมสีม่วงปลิวไสวใบหน้าหยิ่งผยองก็เหยียบย่างเท้าลงบนพื้น ร่างกายทั้งร่างราวกับเป็สายฟ้าสีม่วงกระโจนขึ้นไปยังแท่นสูงด้วยความเร็วสูง
"ศิษย์พี่เหลยเท่มากศิษย์พี่เหลยเท่จริงๆ!"
เมื่อร่างของเหลยเจิ้นลงมายืนเหล่าศิษย์หญิงจำนวนไม่น้อยก็ส่งเสียงโห่ร้องอย่างคลั่งไคล้
"เหลยเจิ้นมาเข้ารับการทดสอบ!"
เมื่อเหลยเจิ้นขึ้นมาบนแท่นสูงเขาก็เดินตรงไปยังศิลาวัดจิต ขณะเดินพลังปราณสีม่วงรอบกายก็ปรากฏขึ้นราวกับมีสายฟ้าฟาดอยู่รอบตัว
"หวึ่ง!"
เช่นเดียวกับขวงเหมิ่งเหลยเจิ้นวางมือลงบนศิลาวัดจิต ท่ามกลางแสงที่ส่องสว่างตัวเลขหลายตัวก็ปรากฏขึ้นบนศิลา
"เจ็ดร้อยแปดสิบเอ็ด!"
เมื่อเห็นตัวเลขที่ส่องสว่างนั้นเหล่าศิษย์สายนอกทุกคนก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกไม่มีใครคาดคิดว่าเหลยเจิ้นจะไม่ได้มีพลังขั้นจอมยุทธ์ระดับกลางแต่กลับมีพลังขั้นจอมยุทธ์ระดับปลาย
บนแท่นสูงเหลยเจิ้นกวาดสายตาไปยังลานประลองด้านล่าง เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของทุกคนใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจเขา้าความรู้สึกที่ได้รับการจับจ้อง และเคารพจากผู้คนมากมายเช่นนี้
"ไม่เลวเลยเหล่าเหลยมีลูกชายที่ใช้ได้" ซุนลี่มองตัวเลขบนศิลาวัดจิตพลางพยักหน้าอย่างอดไม่ได้ ด้วยวัยเท่านี้แต่กลับมีพลังขั้นจอมยุทธ์ระดับปลายพร์เช่นนี้ ในสำนักกระบี่เหินฟ้าถือว่าเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง
เหลยเจิ้นเดินลงจากแท่นสูงด้วยสีหน้าภาคภูมิใจท่ามกลางสายตาที่จับจ้องและมาถึงตอนนี้ การทดสอบของศิษย์สายนอกถือว่าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
"คนต่อไป ฉู่เฟย!" ซุนลี่ยังคงพลิกหน้ากระดาษ เมื่อชื่อของฉู่เฟยถูกเอ่ยขึ้นมาสายตาของทุกคนจึงจับจ้องไปยังแท่นสูงอีกครั้ง
ฉู่เฟยหนึ่งในศิษย์สายนอกที่มีพร์โดดเด่นที่สุด เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์แต่เป็นักพรตเต๋า และใน่เวลาไม่ถึงหนึ่งปีที่เข้าร่วมสำนักกระบี่เหินฟ้าเขาก็เลื่อนระดับจากนักพรตฝึกหัดระดับกลาง ไปสู่ระดับปลายได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น เขาจะทะลวงข้ามขอบเขตเล็กๆในทุกปี และ่เวลาเพียงไม่กี่ปีระดับพลังของฉู่เฟยก็ทะลวงจากนักพรตฝึกหัดระดับกลาง ไปสู่ขั้นนักพรตเต๋าระดับปลายมีคนคาดเดาว่าฉู่เฟยอาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์เต๋าไปแล้วครึ่งก้าว
พร์เช่นนี้ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่งบางคนถึงกับคิดว่าพร์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าเซียวหานในอดีตเพียงแต่หลายคนไม่รู้เบื้องลึกเื้ัที่แท้จริงของฉู่เฟยแต่เื้ัของฉู่เฟยนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"ฉู่เฟยไม่ต้องเข้ารับการทดสอบเขาได้รับเป็ศิษย์โดยตรงจากผู้าุโใหญ่แล้ว" หลังจากเอ่ยชื่อซุนลี่ก็กล่าวช้าๆ และเมื่อเขาพูดจบ เสียงสูดหายใจก็ดังขึ้น
"สมแล้วที่เป็อันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกได้รับการโปรดปรานจากผู้าุโใหญ่ รับเข้าเป็ศิษย์โดยตรงเช่นนี้ความสำเร็จในวันหน้าคงไม่ใช่สิ่งที่เราจะจินตนาการได้" ต้องรู้ว่าผู้าุโใหญ่นั้นเป็ผู้ที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวเหนือคนหมื่นคนในสำนักกระบี่เหินฟ้า ตอนนี้ประมุขสำนักหายตัวไปผู้าุโใหญ่ก็คือผู้กุมบังเหียนของสำนักกระบี่เหินฟ้าในปัจจุบันบางคนถึงกับคาดเดาว่าผู้าุโใหญ่อาจจะกลายเป็ประมุขสำนักคนใหม่
และการที่ฉู่เฟยกลายเป็ศิษย์โดยตรงของผู้าุโใหญ่ด้วยพร์ของเขาในวันหน้าเขาอาจจะกลายเป็เสาหลักรุ่นต่อไปของสำนักกระบี่เหินฟ้า
กล่าวได้ว่าในสำนักกระบี่เหินฟ้าที่เหล่าผู้าุโค่อยๆ ร่วงโรยไปนั้นศิษย์อัจฉริยะอย่างฉู่เฟยก็คือเสาหลักที่จะแบกรับสำนักกระบี่เหินฟ้าในวันหน้า
"ผู้เข้ารับการทดสอบคนสุดท้าย!"
เมื่อซุนลี่เปิดหน้าสุดท้าย เขาก็ชะงักไปใบหน้าที่เ็าก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววเสียดายออกมา ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็ดาวรุ่งพุ่งแรง เป็อนาคตของสำนักกระบี่เหินฟ้าทั้งหมดแม้แต่เขาก็ยังมองเด็กคนนั้นในแง่ดีอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้...
"เซียวหาน!"
ในที่สุดซุนลี่ก็เอ่ยออกมาช้าๆนี่เป็การทดสอบครั้งที่สามของเซียวหานแล้ว สองครั้งก่อนหน้านี้เซียวหานไม่มาในครั้งนี้ในสายตาของทุกคนก็คงไม่ต่างกัน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมครั้งนี้จะทำให้เซียวหานถูกขับออกจากสำนักกระบี่เหินฟ้าหลังจากนี้ในสำนักกระบี่เหินฟ้าจะไม่มีศิษย์ที่ชื่อเซียวหานอีกต่อไป
เมื่อซุนลี่เอ่ยชื่อเซียวหานทั่วทั้งลานประลองก็เงียบสงัดลงเล็กน้อย จากนั้นเสียงพูดคุยต่างๆ นานาก็ดังขึ้น
"เฮ้อว่าแต่เขาจะมาเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ไหม?"
"เขากลายเป็คนไร้ค่าไปแล้วจะมาหรือไม่มาผลลัพธ์ก็เหมือนกัน ยังไงเขาก็ไม่ผ่านสู้ไม่ต้องมาให้ขายหน้าเลยดีกว่าท้ายที่สุดครั้งหนึ่งเขาเคยเป็ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราทุกคนเขาย่อมเสียหน้าไม่ได้อยู่แล้ว"
ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยกันซุนลี่ก็กวาดสายตาไปในฝูงชน แต่ไม่เห็นร่างของเซียวหาน จึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวจากนั้นก็กล่าวอีกครั้ง "ผู้เข้ารับการทดสอบเซียวหาน!"
เสียงเรียกชื่อครั้งที่สองดังขึ้นลานประลองยังคงเงียบ เซียวหานก็ยังไม่ปรากฏตัว
"ท่าทางจะไม่มาจริงๆแต่ไม่มาก็ดีแล้ว!" เมื่อเห็นฉากนี้เหล่าศิษย์สายนอกต่างส่ายหัวพึมพำ
"ผู้เข้ารับการทดสอบ เซียว...หาน!"เสียงเรียกชื่อครั้งที่สามดังขึ้นซุนลี่ก็ไม่ได้หวังอะไรแล้วเช่นกัน ท้ายที่สุด ถึงแม้เซียวหานจะปรากฏตัวเขาก็เป็แค่คนไร้ค่าเท่านั้น
อาการาเ็ของเซียวหานก่อนหน้านี้เขาก็ได้ตรวจสอบหลายครั้งแล้ว ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้เว้นแต่จะมีโอสถศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเท่านั้นที่จะสามารถฟื้นฟูอาการาเ็ของเซียวหานได้
"เซียวหานมาเข้ารับการทดสอบ!"ทว่าในขณะที่ทุกคนคิดว่าเซียวหานจะไม่ปรากฏตัว เสียงเย็นๆก็ดังขึ้นช้าๆ ดวงตานับไม่ถ้วนทั่วทั้งลานประลองก็จ้องมองไปยังทางเข้าของลานประลองร่างในชุดคลุมสีขาวกำลังก้าวเท้าเข้ามาในลานประลองด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรีบ
"มาแล้ว มาจริงๆ ด้วย!" ในขณะนี้บนใบหน้าของผู้คนจำนวนมากอดไม่ได้ที่จะปรากฏสีหน้าประทับใจท้ายที่สุด หากเป็พวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันเข้าร่วมการทดสอบอย่างแน่นอน
"แสร้งทำตัวลึกลับ ตายไปก็เท่านั้น!"เหลยเจิ้นเห็นร่างของเซียวหานก้าวเข้ามา สีหน้าก็เ็าลงเล็กน้อย
เมื่อก่อนเซียวหานเคยเป็อันดับหนึ่งในรุ่นเยาว์ของสำนักกระบี่เหินฟ้ากดขี่ศิษย์คนอื่นๆ จนหายใจแทบไม่ออก เหลยเจิ้นก็เช่นกันภายใต้รัศมีอันเจิดจ้าของเซียวหาน ชื่อเสียงของเขาก็ไม่โดดเด่นดังนั้นเขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อเซียวหานมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่สิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นคือในขณะนี้ซุนลี่ผู้เป็ผู้าุโรักษากฎกำลังจ้องมองเซียวหานที่เดินเข้ามาดวงตาของเขาหรี่ลง ในสายตาของเขาคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่เซียวหานแต่เป็เทพกระบี่ที่ถูกดึงออกจากฝัก เปี่ยมไปด้วยความคมกริบที่ไร้ขีดจำกัด
และความรู้สึกเช่นนี้ก่อนหน้านี้ซุนลี่ไม่เคยััได้จากตัวเซียวหานมาก่อนความรู้สึกที่เซียวหานมอบให้เขาราวกับอยู่ในขั้นกระบี่คนเป็หนึ่งเดียวอันไร้เทียมทานในตำนานของสำนักกระบี่เหินฟ้า
"ความรู้สึกแบบนี้มัน...เป็ไปได้อย่างไร?" ซุนลี่พึมพำดวงตาที่จ้องมองเซียวหานก็ยิ่งส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆในขณะนี้เขาเห็นการกำเนิดของจอมยุทธ์กระบี่ผู้ยิ่งใหญ่และความรู้สึกนี้ก็ชัดเจนมาก ต้องรู้ว่าเขาคือผู้ที่มีพลังในขั้นราชันยุทธ์ผู้ที่ได้ตระหนักถึงพลังแห่งฟ้าดิน ััของเขาจึงไม่มีทางผิดพลาด
เมื่อเซียวเฟิงก้าวเท้าเข้ามาในลานประลองอย่างช้าๆฝูงชนที่ดำมืดแต่เดิมก็เปิดทางเป็เส้นตรงและในขณะนี้สายตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองเซียวเฟิงใบหน้าที่หล่อเหลาและเ็าของเซียวเฟิงกลับไม่มีความผันผวนใดๆ ก้าวเท้าทีละก้าวในที่สุดก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นสูง
ในขณะนี้ทุกคนกำลังกลั้นหายใจไม่รู้ทำไมเซียวหานในวันนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปเป็ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
สิ่งเดียวที่มีคือดูเหมือนว่าตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเซียวหานแผ่ความมั่นใจออกมาอย่างยิ่งยวดราวกับว่าไม่มีความยากลำบากใดๆ ที่จะสามารถโค่นล้มเขาได้ ไม่มีอุปสรรคใดๆที่จะสามารถขวางกั้นเส้นทางเดินหน้าของเขาได้
เซียวเฟิงกวาดสายตาไปยังศิลาทดสอบทั้งสามที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตาที่เบื้องหน้าเล็กน้อยพลันดวงตาเบิกกว้างขึ้น
ท่ามกลางสายตาที่ทุกคนจับจ้องเซียวเฟิงค่อยๆ เดินไปที่หน้าศิลาวัดพลัง มองไปยังศิลาวัดพลังเบื้องหน้ามุมปากของเซียวเฟิงก็ยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปวางลงบนศิลาวัดพลังเบาๆ
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งศิลาวัดพลังยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทว่าในพริบตานั้นเองสีหน้าของทุกคนก็แข็งทื่อ
"เสแสร้งทำเป็เรียกร้องความสนใจอย่ามาเสียหน้าอยู่ที่นี่เลย" เหลยเจิ้นเห็นดังนั้นก็เยาะเย้ยถากถางในสายตาของเขา เซียวหานมาที่นี่เพื่อเรียกร้องความสนใจ เป็แค่การแสร้งทำ
"พลั่ก!"
ทว่าเสียงของเหลยเจิ้นยังไม่ทันขาดคำในวินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็แข็งค้างอยู่ตรงนั้นใบหน้าที่เดิมทีมีรอยยิ้มเยาะเย้ยอยู่ ตอนนี้กลับบูดบึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้ราวกับถูกทำให้เสียหน้าต่อหน้าสาธารณชน
"โฮ!"
เมื่อเสียงเล็กๆ ดังขึ้นทั่วทั้งลานประลองก็ส่งเสียงฮือฮาดังลั่นในสายตานับไม่ถ้วนที่ไม่น่าเชื่อและเบิกตากว้างรอยร้าวที่บาดตาอย่างยิ่งบนศิลาวัดพลังก็แผ่กระจายจากมือของเซียวเฟิงไปยังบริเวณโดยรอบของศิลา
"เป็ไปได้อย่างไรนี่ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า" เหล่าศิษย์สายนอกจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็ขยี้ตาพวกเขามองดูอีกครั้ง จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
และไม่ต้องพูดถึงศิษย์สายนอกแม้แต่ซุนลี่ผู้เป็ผู้าุโรักษากฎในขณะนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นในดวงตาก็ปรากฏแววตาที่ไม่น่าเชื่อ
ศิลาวัดพลังเป็สิ่งที่ใช้ตรวจสอบพลังที่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตต่ำกว่าจิติญญายุทธ์โดยทั่วไปแล้ว จอมยุทธ์ฝึกหัดจะมีพละกำลังมากสุดเพียงัหนึ่งตัวจอมยุทธ์มีพละกำลังมากสุดเพียงัสิบตัวและปรมาจารย์ยุทธ์มีพละกำลังมากสุดเพียงัหนึ่งร้อยตัว
ต้องรู้ว่านี่เป็ขีดจำกัดที่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนพลังกายโดยเฉพาะถึงจะทำได้และขีดจำกัดของศิลาวัดพลังคือพละกำลังหนึ่งร้อยั หรือก็คือพละกำลังสิบล้านจินแต่ตอนนี้บนศิลาวัดพลังปรากฏรอยร้าวขึ้นนั่นหมายความว่าตอนนี้เซียวหานพึ่งพาเพียงพลังกายก็มีพละกำลังมากเกินสิบล้านจินไปแล้ว
แต่คนไร้ค่าจะมีพละกำลังถึงสิบล้านจินได้อย่างไรต้องรู้ว่าลานปราณของเซียวหานถูกทำลาย เส้นลมปราณขาดสะบั้นไม่สามารถดูดซับและกักเก็บพลังปราณแห่งฟ้าดินได้นั่นหมายความว่าพลังกายของเขาไม่มีทางที่จะเพิ่มขึ้นได้แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกไม่น่าเชื่ออย่างยิ่ง
"โครม!"
ท่ามกลางสายตาที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าเซียวเฟิงค่อยๆ ดึงมือกลับ จากนั้นศิลาวัดพลังก็แตกกระจายเป็เสี่ยงๆพร้อมกับเสียงดังสนั่น ศิลาวัดพลังก็กลายเป็เพียงกองหินที่พังทลายลงบนแท่นสูง