ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 11 : รักมากแค้นมาก

            เหมือนโชคชะตากำลังเล่นตลกร้ายกับการพบเจอของพวกเขาทั้งคู่ความเจ็บปวดที่เธอได้ทิ้งไว้ให้เมื่อสองปีก่อนยังคงหลงเหลืออยู่ภายในจิตใจของเขาเรื่อยมาจนเกินจะเยียวยาด้วยคำพูดดีๆที่จะมีให้กันได้แล้ว

     

            ดังสุภาษิตกล่าวไว้ว่ารักมากก็แค้นมากได้เช่นกัน

     

            จินยืนมองหญิงสาวตรงหน้าที่แต่งกายด้วยชุดมินิกระโปรงสีฟ้ากับเสื้อยืดแขนยาวสีขาวใบหน้าของเขาแสดงอาการชี้ชัดขึ้นมาจนทุกคนสังเกตเห็นได้ว่าเขากำลังเจอเรื่องหนักใจกับการพบเจอนี้เขาอยากจะทะยานร่างเหาะเหินหนีกลางอากาศไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่ติดตรงที่ไปตอนนี้ไม่ได้

     

            “ใครเหรอคะ คุณจิน”โซอึนเดินเข้ามายืนข้างจินและถามขึ้นสายตาของเธอจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ทำให้จินทำหน้าหนักใจ

     

            “แค่คนรู้จักครับ”จินตอบอย่างไม่สนใจแล้วหันไปยิ้มให้โซอึน

     

            “ใจร้ายจังเลยนะจินเมื่อก่อนไม่เห็นทำอย่างนี้กับฉันเลย” เธอพูดแทรกด้วยอาการน้อยใจปนอยู่ในประโยค

     

            “อย่าเอาเรื่องเก่ามาพูดเลยรินเรื่องมันผ่านไปนานแล้ว ฉันไม่อยากคิดถึงมันอีก” แม้จะไม่อยากพูดทำร้ายจิตใจใครแต่ปากของเขาดันลั่นออกไปแล้ว

     

            “แล้วนั่นใคร แฟนใหม่เหรอหรือว่า”รินพูดด้วยตาที่แข็งกร้าวและมองโซอึนตั้งแต่หัวจรดเท้า

     

            “นี่คุณ!” โซอึนไม่ชอบให้ใครมามองแบบนี้จึงทำให้เธอเริ่มมีอารมณ์โมโหขึ้นมาหน่อยๆ พร้อมจะกระโจนไปตะบันหน้าเธอได้ทันที

     

            “ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะเลยนะจินคราวก่อนก็อยู่กับอีกคน คราวนี้ก็เปลี่ยนมาอยู่กับอีกคนแหละ”รินมองจินด้วยสายตาราวกับหาเรื่อง

     

            “!” โซอึนได้ยินดังนั้นก็อดไม่ไหว

     

            “พอได้แล้วรินเธอต้องการอะไรกันแน่ถึงทำแบบนี้” เหมือนเธอจะถูกรินยุยงได้สำเร็จจินจึงดึงโซอึนกลับเข้ามาแนบกับตัวไว้

     

            จนทำให้โซอึนซวนเซเล็กน้อยและกระทบเข้ากับอกของจินเธอเงยหน้ามองจินอย่างมึนงงปนเขินอายโซอึนอยู่ใกล้จินจนเธอได้ยินเสียงการเต้นหัวใจของเขาได้อย่างชัดเจนเลยรินที่เห็นดังนั้นราวกับมีไฟบางอย่างจุดขึ้นมาในดวงตา

     

            “ฉันบอกนายไปแล้วจินว่าฉันไม่ยอมแพ้หรอก”รินกล่าวด้วยเสียงแข็งกร้าวเป็นอย่างมากและมองไปยังโซอึนอย่างท้าทายกับแสยะยิ้มที่มุมปาก

     

            “หยุดได้แล้วรินฉันไม่อยากทำร้ายผู้หญิงหรอกนะ ถ้า…ไม่จำเป็น”จินมองไปทางรินด้วยจิตสังหารมุ่งตรงเป็นการตักเตือน

     

            อึก!รินสะดุ้งและหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเมื่อสบเข้าไปนัยน์ตาของจินจนเธอเผลอถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

     

            “ขอตัวถ้าหากเธอยังทำแบบนี้อีกละก็…อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!”จินหันกลับมามองหน้าเธออีกรอบแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นไปถึงกระดูก

     

            “ทำไมจิน!ทำไมเราถึงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้!”

     

            รินตะโกนเสียงดังราวกับเสียสติทำเอาพนักงานภายในร้านและคนที่เดินไปมาพากันตกใจจนต้องหันมองทั้งสามคนด้วยอารมณ์หลากหลายที่แสดงบนใบหน้าของทุกคน

     

            “ฉันบอกไปแล้วว่าไงว่าเธอเลือกทิ้งมันเองแค่เพื่อนกันฉันยังพอทนได้ แต่ให้มากกว่านั้น…มันเป็นไปไม่ได้แล้วริน”จินพูดเสียงเบาแต่สำหรับรินมันกลับดังเข้าไปบาดลึกข้างในจิตใจของเธอ

     

            จินกุมมือโซอึนเดินจากไปใบหน้าเรียบนิ่งของเขาทำให้คนที่เดินด้านข้างต้องหันกลับไปมองรินอีกรอบ

     

            “นายมันช่างไม่รู้ช่างไม่รู้อะไรสักอย่างเลย ฮึก…ฮึก…”

     

            รินนั่งลงกับพื้นร้องไห้ปล่อยโฮอย่างไม่อายบางอย่างที่อึดอัดและเก็บกลั้นไว้ภายในจิตใจถูกปล่อยตามรอยน้ำตาที่หลั่นไหลจนพนักงานของร้านพากันเดินเข้ามาดูอาการของเธอด้วยความเป็นห่วง

     

            “ริน! รินเป็นอะไรหรือเปล่า ริน!ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ” อายะเพื่อนสาวของเธอที่มาเดินเที่ยวห้างด้วยกันเมื่อเห็นรินล้มลงนั่งร้องไห้ก็รีบวิ่งเข้ามาดูอาการเพื่อนของเธอทันที

     

            “ฉะ ฉันทำอะไรผิดไป อายะ ฉันต้องทำยังไงฉันจะทำยังไงดี”รินพูดราวกับผู้หญิงเสียสติแล้วโผเข้ากอดเพื่อนสาวของเธอด้วยความขื่นขม

     

            “ไม่เป็นไรนะริน ไม่เป็นไรนะ”อายะตบหลังเธอเบาๆ คล้ายกำลังให้กำลังใจเธอ

     

            รินกอดเพื่อนเธอร้องไห้อย่างนั้นนานราวนับสิบนาทีก่อนที่อาการจะค่อยๆดีขึ้นและลุกเดินออกจากที่นั่นไป

     

            หากฉันไม่ได้ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้ไปเลย

     

            ทันใดนั้นสายตาของรินก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนแม้น้ำตาจะเปรอะเปื้อนจนเครื่องสำอางหลุดลอกออกแต่นัยน์ตาที่ชิงชังกลับฉายเด่นอย่างแรงกล้าด้วยปณิธานใหม่ที่เข้ามา

     

            …

     

            ทั้งสองได้เดินออกจากร้านเมื่อสักครู่มาไกลพอสมควรพอรู้สึกว่าพ้นสายตาของหลายคนแล้วจินจึงหันกลับมามองคนด้านข้างพร้อมทั้งพยายามปรับอารมณ์กลับมาให้ปรกติที่สุด

     

            “ผมขอโทษนะครับที่ทำให้คุณโซอึนต้องมาเจอแต่เรื่องแย่ๆ ทั้งนั้นเลยวันนี้”จินโค้งตัวขอโทษโซอึนหลายครั้งทันที

     

            “คุณจินอย่าทำแบบนี้สิคะฉันไม่เป็นไรจริงๆ อีกอย่างวันนี้ฉันก็สนุกมากด้วยเหมือนย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งเลย” โซอึนทำไม้ทำมือกำลังพยายามห้ามจินอยู่

     

            “พูดอะไรอย่างนั้นคุณโซอึนยังไม่เห็นแก่เลยนะครับ” จินเงยหน้ามามองโซอึนที่พูดแปลกๆ

     

            “คุณจินอย่างพูดแบบนั้นกับผู้หญิงสิมันทำให้คนฟังคิดไปไกลนะคะ” โซอึนเริ่มหน้าแดงขึ้นอีกครั้งกับการเผลอชมของจิน

     

            “ก็มันเรื่องจริง ผมไม่ได้โกหกแต่ยังไงผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี ไว้ผมจะไถ่โทษวันหลังนะครับ”จินเกาหัวส่งรอยยิ้มแห้งให้โซอึน

     

            “เธอเป็นคนรักเก่าของคุณจินสินะคะ”โซอึนพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว

     

            นี่ฉันพูดอะไรออกไปโซอึนกระอักกระอ่วนภายในใจ เธอพูดออกไปราวกับไม่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งๆที่เธอมักเป็นคนคิดก่อนพูดแท้ๆ

     

            “ถามกันแบบนี้เลยเหรอครับ แหะๆก็ตามที่เห็นนั่นแหละครับ เธอเป็นอดีตคนรักของผมเอง” จินตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆเธอก็ถามขึ้นมา แต่ก็ยิ้มตอบไปอย่างช่วยไม่ได้ หากบอกว่าไม่ใช่ใครไหนจะเชื่อ

     

            “ขะ ขอโทษค่ะ ฉันไม่น่าถามเลยจริงๆ”

     

            “ไม่เป็นไรหรอกครับเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว ว่าแต่คุณโซอึนจะขึ้นไปข้างบนเลยใช่ไหมครับ”จินพูดอย่างไม่ค่อยสนใจและเปลี่ยนประเด็นหันมาถามหญิงสาวแสนสวยตรงหน้า

     

            “ใช่ค่ะว่าจะขึ้นไปสะสางงานที่ค้างไว้สักหน่อยแล้วคุณจินทำอะไรต่อหรือให้เดินเป็นเพื่อนดีไหม”โซอึนพยักหน้าและยิ้มให้จินพร้อมกับเสนอตัวเที่ยวเป็นเพื่อน

     

            “ไม่รบกวนดีกว่าครับพอดีว่ามีที่หนึ่งว่าจะแวะไปสักหน่อยก่อนกลับบ้านยังไงเดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณโซอึนขึ้นลิฟต์นะครับ”ว่าแล้วจินก็เดินนำไปยังลิฟต์ที่อยู่ใกล้ๆ

     

            “ไม่ต้องก็ได้นะคะ เดี๋ยวฉันไปเอง”โซอึนรีบเดินตามจินแสดงอาการเกรงใจ

     

            “ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เอง”

     

            ทั้งสองยืนพูดคุณเรื่องสัพเพเหระกันสักพักก่อนที่ลิฟต์จะลงมาถึงคนจากด้านในเดินออกมาจนหมดและโซอึนก็เดินเข้าไปพร้อมกับโบกมือลาจินจากด้านในพร้อมถือถุงกระดาษใส่กระเป๋าในมืออีกข้างซึ่งจินยืนโบกมือลาพร้อมยิ้มยิงฟันที่เรียงสวยให้เธอก่อนที่ลิฟต์จะปิดตัวลง

     

            “เฮ้อ…อย่าทำแบบนี้กับผู้หญิงสิคะคุณจิน”

     

            โซอึนกุมหน้าอกตัวเองแน่นหัวใจของเธอเต้นรัวรุนแรงราวกับมันจะหลุดออกมาด้านนอก

     

            …

     

            รถยนต์ดีไซน์สปอร์ตบางเฉียบสีเหลืองสดกำลังแล่นผ่านถนนไปยังตึกแห่งหนึ่งด้วยความเร็วที่เหนือชั้นและส่งเสียงดังชวนเท่จนผู้คนต้องหันมามองตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของรถดังกล่าว

     

            กึก! เมื่อถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้จินหยุดรถจอดลงตรงบริเวณหน้าทางเข้าตึกสีเงินดำ

     

            เขาเงยหน้ามองตึกสีเงินสลับดำตรงหน้าทันทีที่ลงมายืนกับพื้นด้านบนมีสัญลักษณ์รูปงูสีดำกำลังไล่งับหางตัวเองอยู่ติดไว้ตรงกลางของตึกอันเป็นโลโก้ประจำแก๊งงูดำที่เขาค่อนข้างคุ้นเคยพักหลังมานี้

     

            “ขออภัยครับ ที่ตรงนี้จอดไม่ได้นะครับ”เจ้าหน้าที่ในชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทวิ่งเข้ามาหาจินด้วยความรวดเร็ว

     

            “จอดไม่ได้เหรอครับไหนคุณคิยะบอกจอดที่ไหนก็ได้”จินทำหน้าฉงนขึ้นทันทีพลางบ่นในสิ่งที่คิยะพูดกับเขาไว้ก่อนหน้านี้

     

            “รู้จักกับท่านคิยะด้วยเหรอครับผมขออนุญาตดูบัตรแสดงตัวได้ไหมครับ”เจ้าหน้าที่รักษาควาปลอดภัยพูดจาอย่างนอบน้อมกับจิน

     

            “บัตรแสดงตัว…หรือว่านี่ครับ”จินทำท่าครุ่นคิดสักพักก่อนดึงบัตรจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้ชายตรงหน้า

     

            บัตรเป็นสีขาวมีงูสีดำหมุนตัวเป็นวงกลมซึ่งกำลังไล่งับกินหางตัวเองอยู่ตรงกลางบัตรข้อความเขียนด้านล่างว่า แบล็กสเนคการ์ด

     

            “ชะ ใช่ครับเชิญเข้าไปด้านในได้เลยครับ”เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อเห็นบัตรก็ทำหน้าตกใจและกุลีกุจอให้จินเดินเข้าไปยังตึกด้วยท่าทางที่สุดแสนสุภาพที่สุดเท่าที่ชีวิตของเขาจะทำได้

     

            “แล้วรถ--”

     

            “จอดไว้ตรงนั้นก็ได้ครับเดี๋ยวผมจะเฝ้าดูอย่างไม่คาดสายตาให้เองครับ”เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิ้มจนปากจะฉีกไปถึงใบหู

     

            “รบกวนด้วยนะครับ”จินพยักหน้าให้เขาก่อนเดินเข้าไปด้านในพร้อมบอกธุระแก่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ตรงแผนกต้อนรับภายในตึก

     

            บัตรแบล็กสเนคนั้นมีได้เฉพาะแขกวีไอพีและเหล่าผู้นำระดับสูงบุคคลคนสำคัญของแก๊งงูดำเท่านั้นที่มีได้ดังนั้นเมื่อเหล่าพนักงานของตึกเห็นก็ต้องตกใจและคอยดูแลบุคคลเหล่านั้นอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่องอยู่แล้ว

     

            ก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูบานใหญ่สีดำดังขึ้น

     

            “เข้ามา”ชายในชุดสูทสีดำเรียบหรูกำลังนั่งทำงานและจัดการกับกองเอกสารตรงหน้าอย่างขะมักเขม้นกล่าวเสียงดังตอบ

     

            “ท่านคิยะ คุณจินมาถึงแล้วค่ะ”เลขาสาวแสนสวยในชุดทำงานสีดำพูดขึ้นทันทีเมื่อเดินเธอเปิดประตูเข้ามาในห้อง

     

            “งั้นเหรอ รีบเชิญเขาเข้ามาเร็ว”คิยะรีบปิดเอกสารในมือลงและเดินไปยังโซนรับแขกเตรียมน้ำต้อนรับแขกคนสำคัญที่มาถึง

     

            จินพยักหน้าให้เธอแล้วเดินเข้าไปข้างในห้องด้วยท่าทีสบาย

     

            “ไม่ได้เจอกันนานนะครับคุณคิยะสบายดีไหมครับช่วงนี้”ชายหนุ่มเดินไปนั่งยังโซฟาตัวใหญ่ตามการต้อนรับของเจ้าของห้องเบื้องหน้าตรงโต๊ะมีเอกสารชุดหนึ่งวางไว้ เหมือนรอคอยเขามาถึงอย่างไรอย่างนั้น

     

            “สบายดีครับจนกระทั่งดูข่าวการปล้นธนาคารเมื่อเช้า รับอะไรดีครับ”

     

            “น้ำเปล่าแล้วกัน”

     

            คิยะเอาน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้จินก่อนกลับไปนั่งกับเก้าอี้โซฟาตรงหัวโต๊ะตอนแรกเขากำลังจะเทของดีที่เพิ่งได้มาเมื่อเช้าแต่คิดได้ว่าจินยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย

     

            “ได้ดูด้วยงั้นเหรอครับผมก็มาเพราะเรื่องนั่นพอดีเลย”จินยกน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มหมดแก้วด้วยความกระหายพูดขึ้นเข้าประเด็น

     

            “ผมกำลังรอฟังครับ”คิยะปลดกระดุมคอนั่งไขว่ห้างมองไปยังจิน

     

            “พอดีผมไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ตัวโจรพวกนั้นเลยกะจะมาถามสักหน่อยคิดว่าคงมีใครสักคนคอยบงการอยู่เบื้องหลัง”

     

            “สัญลักษณ์อะไรงั้นเหรอครับพอดีผมก็เพิ่งให้เรนไปสืบข้อมูลบางอย่างมา เผื่อว่าคุณต้องการข้อมูลไม่น่าเชื่อว่าจะมาก่อนที่ผมคาดเดาไว้อีก แถมยังเข้ามาทางประตูด้วย”คิยะร่ายยาวในสิ่งที่ตัวเองคิดไว้แถมไม่อยากเชื่อว่าจินจะเดินเข้ามาอย่างคนปรกติสามัญ

     

            “พูดแบบนั้นผมก็เขินแย่สิครับยังไงก็ขอกระดาษที่ไม่ได้ใช้สักแผ่นได้ไหม”

     

            “นี่ครับ”เขายื่นกระดาษข้างตัวให้กับจินโดยไม่ได้มองอีกด้านมีรายละเอียดอะไรเขียนไว้หรือเปล่า

     

            ซ่า!กระดาษในมือถูกจินเผาตรงกลางจนเกิดเป็นรูปหน้าวัวที่เขาข้างหนึ่งหักแหว่งไป

     

            “พวกเขาสักติดตัวไว้ทั้งหมด”

     

            แม้การกระทำตรงหน้านั้นจะสร้างความตกใจให้คิยะแค่ไหนก็ตามแต่สัญลักษณ์นั้นมันยิ่งน่าตกใจกว่าสิ่งที่จินทำ

     

            “แก๊งวัวคลั่ง”คำถูกประโยคหนึ่งกล่าวออกไปโดยอัตโนมัติทันทีที่เห็นรูป

    คล้ายกับเรื่องยากูซ่าพลังผู้กล้า ที่คุณอ่าน