จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 เรื่องไม่คาดฝันที่น่ายินดี

            “มีคนที่ชอบอยู่แล้ว?” ไม่ต้องพูดอะไรเลย เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เฉินฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ลุกขึ้นมาทันที มองมายังเย่เฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วบ่นเบาๆ

            “คนผู้นั้นเป็นใครกัน! อยู่ในสำนักเหิงเยว่หรือเปล่า?”

            เมื่อมองไปยังดวงตากลมโตที่กะพริบอยู่นั้นเย่เฉินก็ไอแห้งๆ

            แบบนี้จะให้บอกว่าอย่างไรดีบอกว่าข้าชอบคนที่อยู่ในระดับขั้นสมานญาณ? บอกว่าคือคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน? หรือจะบอกว่าพวกเราเคยร่วมเตียงกันมาแล้วตอนอยู่ในถ้ำ?

            เย่เฉินไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดีเรื่องในคืนนั้น มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้เขาไม่ต้องการให้มีบุคคลที่สามล่วงรู้ อย่างแรกคือกลัวนางจะมาแก้แค้น อีกอย่าง! การจะยกเรื่องที่ไร้สาระเช่นนี้มาพูด มันดูเป็นเรื่องน่าอายจริงๆ

            “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ?” ใต้ต้นไม้ฉู่ซวนเอ๋อร์หยิบไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมาสะกิดเย่เฉิน

            “ความลับ”เย่เฉินหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็พูดออกไปสองคำ

            จากนั้นจากนั้น จากนั้นเขาก็มองเห็นฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังม้วนแขนเสื้ออยู่ใต้ต้นไม้

            โอ๊ย...!

            ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างหมาป่าดังมาจากด้านล่างของหน้าผา

            เวลาใกล้รุ่งสางฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เหาะออกไปอย่างโกรธเกรี้ยวทิ้งให้เย่เฉินอยู่ใต้ต้นไม้ที่คดงอต้นนั้น

            “เจ้ามันเป็นหญิงบ้า”เย่เฉินก่นด่าพึมพำ และมองไปในทิศทางที่ฉู่ซวนเอ๋อร์จากออกไป

            หลังจากนั้นเขาจึงพบว่าเชือกที่มัดเขาไว้ไม่ใช่เชือกธรรมดาแต่เป็นอาวุธวิญญาณที่ได้รับการหลอมเป็นพิเศษ ด้วยฐานการฝึกตนและพละกำลังของเขาไม่สามารถจะปลดมันออกได้เลย

            “อัคคีเทวะเจ้าลองดูสิ” ด้วยความสิ้นหวังเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝากความหวังไว้กับอัคคีเทวะของตนเอง

            เวิง!

            อัคคีเทวะดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณมันสั่นขึ้นมาเล็กน้อยจากนั้นก็พวยพุ่งออกมาจากทะเลลมปราณเข้าห่อหุ้มเชือกที่มัดตัวของเขาเอาไว้และทำการหลอมพลังงานวิญญาณทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่ในเชือกเส้นนี้

            เชือกที่พันธนาการเขาอยู่ได้สูญเสียพลังงานวิญญาณไปจนกลายเป็นเชือกธรรมดาเส้นหนึ่งจากนั้นเย่เฉินก็ใช้พลังปราณฉีกมันออกจากกัน

            หลังจากหลุดพ้นจากเชือกเส้นนั้นได้เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกำแพงหินราวกับหมอกควันจากนั้นก็เงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนและสิ่งที่เขาเห็นก็เป็นเหมือนกับตอนที่มองลงมาจากข้างบนมองเห็นได้เพียงหมอกเมฆที่ลอยอยู่เท่านั้น เป็นเพราะมันมีความสูงที่มากเกินไป

            “ปีนขึ้นไปก็แล้วกัน!” เย่เฉินรู้สึกลนลานมีเถาวัลย์จำนวนมากที่ห้อยลงมาจากด้านบน แต่หากปีนขึ้นไปมันก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            “อาจารย์ท่านไม่ควรจะไปจริงๆ เลย!”

            “ท่านทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่! ข้าจะไปร่วมทดสอบที่ป่าร้างได้อย่างไรกัน?”

            “ท่านคือหญิงบ้า”

            เย่เฉินส่งเสียงคร่ำครวญขึ้นไปด้านบนอยู่เป็นเวลานานก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ในที่สุดเขาก็นั่งอยู่บนเถาวัลย์ยักษ์ของต้นไม้ต้นหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ตรงนั้น โศกเศร้าจริงๆ เลยที่จะต้องมาพบกับอาจารย์ที่อาจหาญเช่นนี้

            “เจ้าเยี่ยมมาก”เย่เฉินเริ่มอารมณ์ไม่ดี ได้แต่เพียงนั่งลงอย่างเชื่อฟัง เพื่อรอให้ฉู่ซวนเอ๋อร์กลับมารับเขาไม่เช่นนั้นเขาคงต้องปีนเถาวัลย์ขึ้นไปจริงๆและจะต้องพลาดการทดสอบที่ป่าร้างอย่างแน่นอน

            ซวด!

            ในขณะนี้อัคคีเที่ยงแท้ของเขาไม่ได้ถูกเรียกออกมาจากทะเลลมปราณหลังจากเย่เฉินวิ่งวนไปหนึ่งรอบจึงได้แต่กระโดดขึ้นลงอยู่กลางอากาศ

            เอ๊ะ?

            เมื่อได้เห็นอัคคีเทวะของตนเองสายตาของเย่เฉินก็เปล่งประกายราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างได้

            “เจ้าบินได้ใช่ไหม!” เย่เฉินพลิกตัวกระโดดขึ้นมา ลูบมือของตนเองและมองไปยังอัคคีเทวะของตนเองในวันนั้นเขาเห็นกับตาว่าอัคคีเทวะของตนเองบินลงมาด้านล่างของหน้าผาและบินขึ้นจากด้านล่างของหน้าผา

            เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเย่เฉินอัคคีเทวะก็กระโดดอย่างเชื่อฟังเข้าสู่ด้านข้างของเย่เฉิน

            “ช่วยพาข้าไปหน่อยได้ไหม”เย่เฉินมองไปยังอัคคีเทวะด้วยดวงตาที่เปล่งปลั่ง

            ดูเหมือนว่าอัคคีเทวะจะเข้าใจความหมายของเย่เฉินมันได้บินไปยังใต้เท้าของเย่เฉินทันที จากนั้นเปลวไฟขนาดเล็กก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเป็นเปลวไฟสีทองที่เต็มไปด้วยประกายสีทองสุกใส

            เย่เฉินยกเท้าขึ้นและลองย่ำลงไปบนนั้นก่อนเป็นอันดับแรกจึงพบว่าเปลวไฟของอัคคีเทวะนั้นเปลี่ยนเป็นเมฆที่นุ่มนวล

            แหะๆ !

            เย่เฉินยิ้มและค่อยๆ ก้าวขึ้นไปบนก้อนเมฆที่เกิดมาจากอัคคีเทวะ

            ไป!

            เมื่อสิ้นสุดคำสั่งของเขาก้อนเมฆที่ก่อตัวขึ้นมาจากอัคคีเทวะก็ส่งเสียงหวีดดังและพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าแทรกตัวผ่านหมู่เมฆไป

            “เจ้าช้าๆหน่อยสิ” บนเมฆเพลิงเย่เฉินได้นอนคว่ำหน้าลงบนนั้นเพราะกลัวว่าหากเผลอไปอัคคีเทวะอาจจะโยนเขาลงไปด้านล่าง ซึ่งหากตกลงไปเขาคงต้องหล่นลงไปกองเป็นก้อนอยู่ตรงนั้นแน่นอน

            ดูเหมือนว่าอัคคีเทวะจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจึงลดความเร็วของตนเองลง และค่อยๆ บินขึ้นไปอย่างช้าๆ และมั่นคง

            เมื่อควบคุมร่างกายได้เย่เฉินก็เหลือบมองลงไปด้านล่าง เขาสามารถเห็นได้เพียงก้อนเมฆที่ลอยไปมาแม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาลอยมาสูงขนาดนี้เมื่อนึกดูแล้วก็รู้สึกเหมือนมันไม่ใช่เรื่องจริง

            “ทำไมก่อนหน้านี้จึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?” เย่เฉินอารมณ์ดี และไม่ลืมที่จะตบเบาๆไปบนร่างของอัคคีเทวะที่อยู่ด้านใต้

            ในระดับการฝึกตนหากผู้ฝึกตนในขั้นรวมพลังและขั้นพลังธาตุต้องการจะลอยขึ้นบนฟ้าจำเป็นจะต้องอาศัยการขี่สัตว์วิญญาณในการบินขึ้นมาผู้ฝึกตนในขั้นพลังหยางจะลอยขึ้นมาบนฟ้าได้ด้วยกระบี่บินผู้ฝึกตนถึงขั้นฝึกวิญญาณจะต้องใช้สายรุ้งเทวะในการบิน และถ้าจะสามารถควบคุมการบินได้ด้วยตนเองก็ต้องฝึกตนให้ถึงขั้นสมานญาณ

            ในตอนนี้อัคคีเทวะสามารถเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นเมฆเพลิงพาเขาลอยขึ้นมาได้มันเป็นเหมือนสัตว์วิญญาณที่สามารถบินขึ้นฟ้าได้และเหมือนกันกับสายรุ้งเทวะและกระบี่โบยบินและมันไม่ได้ใช้พลังปราณในร่างกายของตนเองเลยแม้แต่น้อยสำหรับเขาแล้วนี่จึงเป็นเรื่องไม่คาดฝันที่น่ายินดี

            “หากภายหน้าข้าเกิดตกอยู่ในช่วงเวลาคับขันจะขอยืมเจ้าให้ช่วยพาข้าหลบหนี”

            “อัคคีเทวะเจ้าเป็นของวิเศษจริงๆ”

            “บินทะยานสู่ท้องนภา”เย่เฉินไม่นอนคว่ำอยู่อย่างก่อนหน้าแล้ว เขากระโดดยืนขึ้นมา ปรับตัวให้เหมาะสมจากนั้นก็โบกแขนและชี้ขึ้นไปด้านบน

            อัคคีเทวะสามารถเข้าใจสิ่งที่เย่เฉินทำได้เปลวไฟจึงลุกโชน ระดับความเร็วก็เพิ่มขึ้นทันที ปรากฏเหมือนแสงสีทอง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุชั้นของหมอกเมฆขึ้นไปตลอดทาง จนรู้สึกได้ถึงลมที่ส่งเสียงหวีดหวิวอยู่รอบหูในตอนนี้ดวงตาของเย่เฉินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความยินดี

            เพียงครู่เดียวเย่เฉินก็กระโจนลงสู่ส่วนลึกของสวนสมุนไพรวิญญาณ

            เฮ้อ!

            เย่เฉินพ่นลมหายใจออกมาและมองไปยังอัคคีเทวะ “ทำได้ไม่เลว หากไม่ได้เจ้า และต้องให้ข้าปีนขึ้นมาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกกี่เดือนกี่ปี”

            เมื่อได้รับการยกย่องจากเย่เฉินอัคคีเทวะก็รู้สึกมีความสุขอย่างมากหลังจากวนรอบเย่เฉินอยู่สองสามรอบจึงถูกเย่เฉินเรียกกลับเข้าไปในทะเลลมปราณ

            หลังจากเรียกคืนอัคคีเทวะเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะมองลงไปด้านล่างของหน้าผา

            ค่ำคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมากมายเจียงไท่ซวีที่อยู่ใต้หน้าผาทำให้เขาต้องตกใจมากมายหลายเรื่องคนของเผ่าเซียนในตำนาน ผู้อาวุโสซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างน้อยห้าพันปีเนตรวงล้อเทวะของเผ่าเซียน... แต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่พบเจอมาหากพูดออกไปแล้วก็คงไม่มีใครเชื่อ

            นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติทำให้เขาต้องถอนหายใจกับความไม่เที่ยงแท้ของโลก

            “ผู้อาวุโสขอบพระคุณสำหรับของกำนัล” เย่เฉินทำการคารวะแสดงความเคารพลงไปยังเบื้องล่างของหน้าผาจากนั้นจึงค่อยๆ หันหลังกลับ

            ทันทีที่หันหลังกลับเย่เฉินก็เห็นเงาร่างที่สูงเพรียวอยู่ที่ด้านหลัง คนผู้นี้ดูสง่างามดุจนักปราชญ์เมื่อมองดูแล้ว จึงรู้ว่าเป็นผู้อาวุโสแห่งสวนสมุนไพรวิญญาณ ลุงของเจ้าหมีสองที่มีนามว่า หลินชิงซาน

            ในขณะนี้หลินชิงซานกำลังมองมายังเย่เฉินด้วยความประหลาดใจ มองสำรวจไปทั่วทั้งตัวของเขาด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาดอย่างอธิบายไม่ถูก

            “เย่เฉิน?” หลินชิงซานรู้จักกับเย่เฉิน เขายังคงจดจำความประทับใจที่มีต่อเย่เฉินในการประลองของสำนักนอกได้ดี

            “คารวะผู้อาวุโสหลิน”เย่เฉินก้าวไปด้านหน้า และโค้งคำนับด้วยความเคารพ

            “ทำไมเจ้าจึงมาอยู่ในสวนสมุนไพรวิญญาณเจ้ามาตั้งแต่เมื่อไร” หลินชิงซานมองไปยังเย่เฉินด้วยความสงสัย “ทำไมข้าจึงไม่เห็นว่าเจ้าเข้ามาเจ้า...เจ้าโผล่ออกมาจากไหน”

            แคกๆ !

            เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความสงสัยเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกระแอมขึ้นมา “เอ่อ อาจารย์ของข้ากำลังฝึกตนอยู่ใต้หน้าผานางจึงส่งข้าขึ้นมา”

            “ศิษย์น้องหญิงฉู่ซวนอยู่ด้านล่างหรือ?”

            “ผู้อาวุโสหลินข้ายังมีธุระต้องทำ ข้าขอตัวก่อน” ทางด้านเย่เฉินพูดแทรกขึ้นมา และหันหลังกลับไป

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน