“ศิษย์พี่ จักระของท่านถูกทำลายจนเสียหายอย่างหนักพูดอีกอย่างก็คือ
ตัวท่านในตอนนี้ไม่สามารถใช้พลังลมปราณได้เลยแม้แต่น้อยขอรับ”
จ้าวหลิวหันไปมองศิษย์น้องตัวเองจนคอแทบหักหัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายเต็มไปด้วยาแไม่พอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดตัวเขาในตอนนี้ถูกทำลายจักระจนไร้ซึ่งพลัง จ้าวหลิวยกมือขึ้นมากุมหน้าผากไว้ก่อนจะกรีดร้องในใจให้กับความซวยของตัวเอง
“ถึงจะเป็เช่นนั้นศิษย์พี่ก็อย่ากังวลไปเลยขอรับไม่ว่าเ้าพวกนั้นจะตามล่าท่านเท่าไหร่ ศิษย์น้องผู้นี้จะปกป้องท่านเองขอรับ”จินหยวนเอ่ยปลอบใจเขาแล้วส่งยิ้มให้อย่างสดใส จ้าวหลิวหรี่ตามองศิษย์น้องของตนเองแล้วกล่าวถาม
“จะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไรข้าไร้ซึ่งลมปราณ กำลังถูกตามล่า ความทรงจำขาดหาย ซ้ำยังาเ็หนักเสียจนเดินแทบไม่ได้มีอะไรให้ข้าต้องผ่อนคลายหายกังวลกัน” พอพูดมาถึงจุดนี้ จู่ๆ จินหยวนก็ยืดอกขึ้นก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความภูมิใจ
“ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วงไปข้ามีพู่กันที่ท่านอาจารย์มอบให้อยู่กับตัว รับรองปลอดภัยแน่นอนขอรับ”พูดจบก็ดึงพู่กันออกมาจากสาบเสื้อแล้วถือเอาไว้ในมือ ตาทั้งสองข้างหลับพริ้มพร้อมกับเชิดใบหน้าขึ้นจ้าวหลิวมองพู่กันแท่งนั้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อาวุธที่ท่านอาจารย์ให้มามันเป็แบบนี้เองหรือข้าว่ามันก็ดูแปลกดี ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพู่กันหักครึ่งจะเอามาใช้เป็อาวุธได้”จินหยวนได้ยินดังนั้นก็ลืมตาแล้วก้มลงมองพู่กันในมือทันทีก่อนจะะโออกมาเสียงดังลั่นเมื่อเห็นว่ามันหักครึ่งดังเช่นที่จ้าวหลิวพูดออกมาเมื่อครู่
“ไอ้หยา ข้าตายแน่ท่านอาจารย์จะต้องฆ่าข้าทิ้งแน่ๆ”จ้าวหลิวนั่งมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของศิษย์น้องด้วยความสนใจ ท่านอาจารย์งั้นหรือ เขาเองก็อยากรู้ว่าท่านอาจารย์คนนั้นเป็เช่นไรจินหยวนประคองพู่กันที่หักครึ่งไว้ในมืออย่างทะนุถนอม ก่อนจะหยิบถุงผ้าเล็กๆออกมาถุงหนึ่ง
จ้าวหลิวมองเด็กหนุ่มตรงหน้าใส่พู่กันเข้าไปในถุงนั้นก่อนจะกุมมันไว้ตรงหน้าอกครู่หนึ่งเมื่อหยิบออกมาจากถุงพู่กันแท่งนั้นก็กลับมาต่อกันเรียบสนิทเหมือนไม่เคยหักมาก่อนเขาเบิกตากว้างรีบเอ่ยถามอีกฝ่ายทันที
“เ้าทำได้อย่างไรกัน!” จินหยวนกระแอมออกมาแล้วจึงเอ่ยตอบ
“ตามจริงแล้วขอแค่เพียงมีพลังเพียงพอใครๆ ก็สามารถทำเช่นนี้ได้ขอรับ ตัวพู่กันที่ข้าซ่อมไปเมื่อครู่มันไม่ได้กลับมาเป็ดังเดิมมีเพียงรูปลักษณ์ของมันเท่านั้น พลังหรืออะไรต่างๆ ไม่ได้ถูกซ่อมแซมหรอกนะขอรับ”จ้าวหลิวผงกหัว ในใจนึกทึ่งกับพลังที่คนในโลกนี้มี
“แล้วเ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปกลับสำนักงั้นหรือ?”ผิดกับที่เขาคาดไว้จินหยวนสั่นหัวไปมาก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
“ตอนนี้สำนักของท่านกับข้ามีคนของพยัคฆ์เมฆาสอดมือเข้ามายุ่งเื่ของท่านอยู่ขอรับถ้าหากเรากลับไปในตอนนี้เกรงว่าจะกลายเป็ลูกไก่ในกำมือของพวกมันมากกว่าขอรับ” เขาพยักหน้าเข้าใจถ้าหากเป็เช่นนั้น..
“ถ้างั้นเ้าก็สอนวรยุทธ์ข้าสิ”จ้าวหลิวเอ่ยเสนอสิ่งที่ตน้าไป
“ศิษย์น้องมิกล้า-“ เด็กหนุ่มผมสีน้ำหมึกรีบเอ่ยปฏิเสธตามคำสั่งสอนที่เขาได้ยินมาพร่ำบอกมิให้อวดรู้ต่อหน้าศิษย์พี่เป็อันขาดยิ่งพอมาเป็เื่สอนวรยุทธ์เขายิ่งไม่กล้า
“แล้วเ้าจะทำอย่างไรให้ข้าเอาแต่มองดูเ้าต่อสู้โดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้นั่นมิน่าสมเพชมากกว่างั้นหรือ” จินหยวนอ้าปากเอ่ยเถียงอะไรเขาไม่ได้แม้แต่คำเดียวในเมื่อมันเป็เื่จริงดังที่กล่าวมาทุกประการ
“ถ้าหากลำบากใจนักก็คิดเสียว่ากำลังชี้แนะศิษย์พี่ผู้นี้เสีย”ตัวเขาพยายามหาวิธีที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดมากเกินไป จึงเสนอให้สอนแบบนี้แทนจินหยวนมีท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าหากเป็เช่นนั้นข้าก็พอจะบอกกล่าวศิษย์พี่ได้บ้างขอรับ”จ้าวหลิวส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะมีเสียงท้องร้องดังขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองคนจ้าวหลิวและจินหยวนมองหน้าสบตากันไปมา ก่อนจะส่ายหัวทั้งคู่เพื่อบอกว่าเสียงท้องร้องนั้นไม่ได้มาจากตน
ทั้งสองจ้องหน้ากันจนจ้าวหลิวได้ยินเสียงกระพือปีกดังขึ้นจากข้างในถ้ำเขาจึงหันไปมอง ก่อนจะเห็นนกที่เรืองแสงสีทองบินออกมา เมื่อเห็นว่าเป็แค่นกตัวหนึ่งจ้าวหลิวก็ไม่ได้สนใจอะไรมันเพิ่มเติมอีกจนกระทั่งหูของเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
“เ้ามาหลบข้าอยู่ที่นี่เองหรือลำบากข้าตามหาเ้าตั้งนาน!” จ้าวหลิวหลังตั้งตรงขึ้นมาทันที นั่นเสียงเ้าก้อนแสงที่เขาคุ้นเคยเขาหันไปมองนกตัวนั้นพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง
“เ้าหิ่งห้อย!” จ้าวหลิวร้องเรียกมันด้วยความดีใจเขาเห็นมันทำหน้าบูดเมื่อได้ยินชื่อที่เขาเรียกก่อนเสียงเล็กแหลมจะเอ่ยประท้วงเขาขึ้นมา
“ข้าไม่ได้ชื่อเ้าหิ่งห้อยเลิกเรียกข้าแบบนั้นสักที ข้ามีนามว่าหนิงเหอต่างหาก” จินหยวนที่นั่งอยู่ด้วยกันมองจ้าวหลิวสลับกับหนิงเหอไปมาปากอ้าค้างไว้ราวกับ้ากล่าวอะไรสักอย่าง
“แล้วเ้ามาที่นี่ได้อย่างไรเ้าหิ่งห้อย..ข้าหมายถึงหนิงเหอ” เขารีบเปลี่ยนชื่อที่เรียกมันทันทีเมื่อเห็นดวงตาเรียวเล็กจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจมันบินมาเกาะตรงไหล่ของเขาก่อนจะเอ่ยตอบ
“ข้าเคยบอกไปแล้วว่าข้าเป็จิติญญาแห่งผู้พิทักษ์ในเมื่อ์กำหนดมาให้ข้าต้องดูแลเ้า ไม่ว่าเ้าจะหนีไปที่แห่งไหนหน้าที่ของข้าคือการตามหาเ้าให้พบและปกป้องไม่ให้ภัยอันตรายใดมาทำร้ายเ้าได้” จ้าวหลิวรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอย่างน้อยในโลกใบนี้ตัวเขาเองก็ไม่ได้โดดเดี่ยว
“ที่สำคัญก็คือตัวข้าถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับเ้าและจะตายพร้อมกับเ้าด้วยเช่นกัน” เ้าก้อนแสงเอ่ยสำทับ
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย เกิดพร้อมกันอันนี้เขาพอจะรู้แต่ตายพร้อมกันนี่เขาคิดไม่ออกจริงๆหนิงเหอจะตายตามเขางั้นหรือ
“เ้านี่ช่างโง่เขลาเสียจริงมันหมายความว่าถ้าหากเ้าตาย ดวงจิตของข้าก็จะดับสูญไปด้วยกันกับเ้า” เขาพยักหน้าเข้าใจจินหยวนที่นั่งฟังมาพักนึงเอ่ยถามด้วยความลังเล
“แล้วข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเ้าจะไม่ใช่สิ่งที่พวกพยัคฆ์เมฆามันส่งมา” หนิงเหอหันไปมองเด็กหนุ่มผมดำด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ถ้าเช่นนั้นแล้วเ้าคือใครงั้นรึทำไมข้ารู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นเ้าที่ไหนมาก่อน” จินหยวนเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยถามกลับ
“ถ้าเ้าเคยพบข้าจริง เหตุใดข้าจึงจำเ้าไม่ได้”เ้านกสีทองขยับปีกอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก ความหงุดหงิดในตอนที่กล่าวหาว่าตนหวังร้ายกับเ้างูนี่ก็คราหนึ่งแล้วคราที่สองก็ยังไม่รู้จักเผ่าพันธุ์อันแสนยิ่งใหญ่ของตนอีก มันเชิดหัวขึ้นก่อนจะกล่าวตอบด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
“ตัวข้าคือหนึ่งในจิติญญาผู้พิทักษ์ที่ตอนนี้เหลืออยู่แค่สองร้อยตนเท่านั้น”จินหยวนขมวดคิ้ว จ้าวหลิวหันมองหนิงเหอก่อนจะเอ่ยปรามให้หยุดจ้องอีกฝ่ายเสีย
“ถ้าหากเ้าไม่ห้ามไว้ข้าคงจะจิกศีรษะเ้าศิษย์น้องผู้นั้นจนมันร้องไห้กลับไปหามารดาเป็แน่เ้าไม่น่ามาห้ามข้าไว้เลย พูดไปข้าก็ชักจะเริ่มหิวขึ้นมาแล้วสิ”ตัวคนห้ามจ้องมองเ้าหิ่งห้อยด้วยสายตาปลาตาย เขาทำถูกหรือไม่กันนะที่เข้าไปห้ามเ้านกตัวนี้จินหยวนยิ้มค้างก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ศิษย์พี่ขอรับ ไหนๆตอนนี้เราก็พักอยู่ในป่ากันแล้ว มื้อเย็นวันนี้ศิษย์น้องจะไปล่านกมาย่างให้กินนะขอรับ”จ้าวหลิวหันกลับมามองหนิงเหอที่ตอนนี้ตัวแข็งค้าง เขากลั้นหัวเราะจนรู้สึกปวดท้องไปหมด
“อ้อ ถ้าข้าจำไม่ผิดเหมือนตัวเ้าเองก็หิวเหมือนกันนี่หนิงเหอ..” จินหยวนพูดพร้อมกับจ้องมองมันด้วยสายตาสำรวจเ้านกยกปีกขึ้นมาปิดบังลำตัวแล้วหันหนีไปอีกทาง
“เ้ามองอะไรของเ้า พวกมนุษย์นี่หื่นกามกันเสียจริง!”