“ไงล่ะฝีมือข้า ตายเรียบเลยมั้ยล่ะ หึหึ”
“สุดยอดเลยลูกพี่ สะใจข้าจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ชายสองคนคุยกันอยู่ที่ขอบบึงน้ำขนาดเล็กกลางป่า คนหนึ่งร่างกายสมส่วน อายุราว 18-19ปี ผิวขาว มีมัดกล้ามเนื้อไม่ใหญ่มากแต่ดูแ่าได้รูปเหมือนกล้ามเนื้ออันสมบูรณ์แบบที่บ่งบอกถึงการผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงมายาวนาน ดูเข้ากับร่างกายที่สมส่วนของชายหนุ่มอย่างมาก ผมสีน้ำตาลเข้มเป็ลอนยาวประบ่า หูซ้ายใส่ตุ้มหูสีทองเป็วงกลมคล้ายแหวนแต่มีปอยผมปิดบังเอาไว้ ใบหน้าคมเข้มกรอปกับดวงตาสีฟ้าทอประกายคมกริบ บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าเป็คนร่าเริง ขี้เล่น สวมเสื้อสีครามแขนกุดคอลึกรูปตัว V ลึกยาวลงมาครึ่งหน้าอก เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจน
“เ้าลงไปเอาพวกมันขึ้นมา!”
ชายหนุ่มสั่งชายร่างั์ที่มาด้วยกันให้ลงไปในน้ำ
“รับทราบ บึงนี้ดีจริงๆ มีแต่ตัวใหญ่ๆ”
ชายร่างั์พูดขึ้นด้วยความยินดี ถ้ามีผู้ได้เห็นเขาต้องเข่าอ่อนด้วยความหวาดกลัวเป็แน่ ชายร่างั์ผิวสีแดงแกมส้ม สูงกว่า 2.5 เมตร ร่างกายใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อขนาดมหึมาตามแบบรูปร่างของเผ่าออร์ค มีเขี้ยวยาวแหลมขึ้นจากขากรรไกรล่างยาวขึ้นมาสูงถึงจมูก ไม่ต้องกล่าวถึงใบหน้า แค่ร่างกายก็ทำให้คนธรรมดาที่เห็นแทบฉี่ราดด้วยความกลัวได้แล้ว ผมยาวถักเป็เปียยาวเลยบ่ามาหน่อยนึง สวมชุดเหมือนเสื้อกั๊กที่ทำจากหนังหมีทำให้ดูนี่เกรงขามเข้าไปอีก
“ลูกพี่ ถ้าท่านเลออนรู้ว่าท่านใช้เวทย์หายากมาช็อตปลากินไปวันๆ แบบนี้มีหวังเราได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่ๆ” ออร์คหนุ่มพูดขึ้นด้วยความกังวล
“เ้าไม่บอกแล้วท่านลุงจะรู้มั้ยล่ะ ท่านลุงก็จริงจังเื่เกียรติของผู้ใช้เวทย์อะไรนั่นเกินไป ของแบบนี้ต้องใช้สมองและหาวิธีการใช้ให้มันหลากหลายถึงจะมีการพัฒนาของเวทย์เหมือนการแตกแขนงของรากพืชนั่นแหละ”
“แต่ข้าว่าเอามาช็อตปลานี่ดูไม่เหมือนการพัฒนาของเวทย์เท่าไหร่นะ” ออร์คหนุ่มยังคงกังขา
“จะอะไรก็ช่าง เ้านั่งตกปลาทั้งวันจะได้ถึงครึ่งวิธีนี้มั้ย อีกอย่างเราต้องรีบเดินทาง การหาอาหารเยอะๆ มีเติมให้มันเต็มกระเพาะเ้ามันมีวิธีให้เลือกไม่มากนักหรอกบ็อบ ผ่านไปเกือบสิบปีแล้วสินะ ที่เราจากมาน่ะ” ชายหนุ่มหยุดครุ่นคิดสักพักหนึ่งก็พูดออกมาลอยๆ “ข้าจะทำให้พวกเ้าเสียใจที่ทำกับข้าและท่านแม่แบบนี้”
หลังจากเหตุการณ์การจู่โจมของเสือเขี้ยวดาบลายครามเวลานี้ก็ผ่านเลยมา 8 ปีแล้ว แกรนด์และบ็อบได้เดินทางออกจากเขตเมืองกลอเซนมุ่งหน้าไปหาเลออน พี่ชายของเลล่า ซึ่งมีศักดิ์เป็ลุงของแกรนด์ เขาไปลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านโอ๊คแลนด์ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนลึกของป่าแบล็กฟอเรสต์ที่อยู่ในเขตเมืองคาร์เธจ เมืองหลวงของจักรวรรดิแห่งนี้ แกรนด์และบ็อบได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโอ๊คแลนด์โดยมีเลออนเป็ผู้ฝึกสอนวิชาการต่อสู้ให้ หลังจากที่อยู่ที่แห่งนั้นหลายปีแกรนด์จึงตัดสินใจที่จะออกผจญภัยและเลือกที่จะเดินทางมายังเมืองกลอเซนเพื่อที่จะมีเคารพหลุมศพของเลล่าและบารานด์
“ลูกพี่ วันนี้ท่านจะทำอะไรให้ข้ากินล่ะ?” บ็อบถามพลางหอบปลาขึ้นมาจากหนองน้ำ ปลาส่วนมากที่บ็อบหอบขึ้นมาน้ำหนักประมาณ 3-4 กิโล ปลาพวกนี้ยังไม่ตายแต่ขยับตัวไม่ได้เพราะถูกไฟฟ้าน็อคเอาไว้
“ปลาย่างนั่นแหละ” แกรนด์ตอบไปพลางเขี่ยถ่านไฟ
“ั้แ่ที่เราออกเดินทางมาถ้าไม่ปลาย่างก็ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าอยากกินอย่างอื่นบ้างอ่ะ” บ็อบทำหน้าผิดหวัง
“เ้าอย่าเลือกกินน่า เราไม่ได้แบกอุปกรณ์อย่างอื่นมาด้วย ถ้าไม่กินปลาย่างเ้าก็ต้องกินปลาดิบแล้วล่ะ”
“ข้ากินปลาย่างๆ ปลาย่างของท่านอร่อยกว่าปลาดิบเป็ไหนๆ” บ็อบตอบขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเอาไม้เสียบปากปลาที่แกรนด์ทาเกลือไว้
“หลังจากที่ไปเยี่ยมหลุมศพพวกเขาแล้วเราจะไปไหนต่อ?” บ็อบถามต่ออย่างสงสัย
“หาเงินสิ! อย่างแรกคือเราต้องมีกินมีใช้ก่อน ดูเ้ากินแต่ละมื้อสิ ข้าว่าถ้าเราเข้าเมืองไปเงินที่ท่านลุงให้ติดตัวมาคงหมดในไม่ช้าแน่” แกรนด์พูดพลางพลิกปลาที่ปักอยู่ข้างกองไฟ กลิ่นของปลาย่างที่สุกกำลังพอดีกับกลิ่นไหม้เล็กน้อยของเกลือที่ทาไว้ทั่วตัวปลาทำให้บ็อบกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่
“เราล่าสัตว์ระหว่างทางมาด้วย เอาไปขายน่าจะได้หลายตังค์อยู่นะ”
“ลูกพี่ว่ายังไงข้าก็ยังงั้นแหละ มากินปลาย่างกันเถอะ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”
หลังจากที่กินปลาย่างจนหมดทั้งสองก็ดับไฟเตรียมเดินทางต่อ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ความสัมพันธ์ของทั้งสองเรียกได้ว่าเป็พี่น้องต่างสายพันธุ์คงไม่ผิด แกรนด์ไปไหนบ็อบก็จะตามไปด้วย เป็คู่หูที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัว ซึ่งหมู่บ้านโอ๊คแลนด์ถึงจะเป็สถานที่ที่มีหลายเผ่าอยู่ร่วมกันแต่มีแค่บ็อบที่เป็เผ่าออร์ค ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วออร์คเป็เผ่าที่ค่อนข้างสันโดษ ถึงจะมีออร์คบางตนที่เป็นักผจญภัยรึทหารรับจ้างแต่ก็แทบไม่มีออร์คตนไหนที่มีสายสัมพันธ์กับมนุษย์แบบบ็อบ ยิ่งเป็ออร์คแดงที่มีความทระนงในศักดิ์ศรีของตนแล้วอย่าว่าแต่ยอมให้เลย พวกมันมองมนุษย์เป็แค่ของเล่นเท่านั้น ไม่มีทางที่จะมีความสัมพันธ์ในลักษณะนี้กับมนุษย์ ทำให้หลายๆ คนในหมู่บ้านโอ๊คแลนด์สนใจตัวบ็อบอย่างมาก
ทั้งสองเดินเกือบ 1 เดือนก็มาถึงชายป่าแบล็กฟอเรสต์ในเขตแดนของเมืองกลอเซน แกรนด์กับบ็อบใช้การเดินเท้าแทนการใช้รถม้าเพื่อที่จะฝึกฝนระหว่างทาง ทำใช้เวลานานกว่าการใช้รถม้า ทั้งสองตรงไปที่ที่เคยอาศัยเมื่อหลายปีก่อน แกรนด์มีอารมณ์ที่หลากหลายเมื่อเข้าไปใกล้สถานที่แห่งนั้น ถนนที่เป็ทางรถม้าเข้าไปยังสวนผลไม้ของบารานด์ตอนนี้หญ้าท่วมจนไม่เหลือเส้นทางเดิม เพราะไม่มีผู้สัญจรผ่านทางนี้เป็เวลานานแล้ว บ้านหลังกะทัดรัดที่เคยอยู่ตอนนี้กลายเป็บ้านร้างผุพัง ส่วนแอปเปิ้ลแผ่กิ่งก้านระเกะระกะเพราะไม่มีคนคอยดูแลแต่งกิ่ง ทั้งสองตรงไปที่สวนหลังบ้าน เป็เนินดินใกล้สระน้ำ ที่ที่เป็หลุมศพของเลล่าและบารานด์ แกรนด์แปลกใจที่ป้ายหลุมศพของทั้งสองเมื่อหลายปีก่อนเขาได้เขียนที่แผ่นไม้ปักไว้ แต่ตอนนี้กลับเป็ป้ายหินอ่อนที่แกะสลักชื่อไว้อย่างสวยงาม แถมยังมีดอกไม้แห้งๆ วางไว้ที่หน้าป้ายของทั้งสอง ที่ป้ายดูสะอาดสะอ้านเหมือนมีผู้มาปัดกวาดที่นี่ไม่กี่เดือนก่อน
“ลูกพี่ ข้าว่าพ่อของท่านคงมาที่นี่และสร้างเอาไว้นะ” บ็อบเอ่ยขึ้นและมองไปนี่หน้าแกรนด์
“อาจใช่และไม่ใช่” แกรนด์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านหมายความว่าไง? อาจใช่และไม่ใช่”
“อาจจะใช่คนของตระกูลฟลูตันที่มาสร้างไว้ และ” แกรนด์เว้นวรรคก่อนจะพูดต่อด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ดวงตาหลี่ลง เป็ใบหน้าที่แม้แต่บ็อบเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอะไร
“ดูเอล ฟลูตันไม่ใช่พ่อของข้า และข้าก็ไม่ใช่คนของตระกูลฟลูตัน”
บ็อบถอนหายใจและมองไปที่ป้าย ตลอดหลายปีมานี้แกรนด์พูดให้เขาได้ยินหลายครั้งแล้วว่าเขาไม่ใช่คนในตระกูลฟลูตัน าแในใจของเขาบาดลึกจาก่เวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา แกรนด์ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอดหลายปีมานี้ เหตุผลหลักคือกำจัดเ้าเสือเขี้ยวดาบลายครามตัวนั้น อีกเหตุผลรองลงมาคือเหยียบตระกูลฟลูตันให้จมดิน
“ท่านแม่ ท่านตา ข้ามาเยี่ยมพวกท่านแล้ว ท่านลุงฝากเหล้าของโอ๊คแลนด์มาเผื่อท่านตาด้วย”
แกรนด์หยิบขวดเหล้าขนาดเท่ากำปั้นออกมา จากนั้นก็รินใส่จอกตั้งไว้หน้าป้ายของบารานด์ บ็อบเอาดอกไม้สองช่อที่ทำไว้เมื่อเช้าวางลงที่หน้าป้ายของทั้งสอง
“ไปกันเถอะ”
แกรนด์หันหลังแล้วเดินจากไป ที่แห่งนี้คือที่ที่มีความทรงจำที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด เป็ที่แห่งความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือนได้ในชีวิต ทั้งสองมุ่งหน้าไปทางเมืองกลอเซน สักพักแกรนด์จึงหยุดเดินและฉุกคิดขึ้นมา
“ถ้าข้าพาเ้าเข้าเมืองชาวเมืองคงต้องแตกตื่นกันแน่ ดีไม่ดีทหารที่เฝ้าอยู่กำแพงเมืองจะไม่ให้เข้าเมืองด้วยซ้ำ ข้าควรเข้าเมืองไปดูลาดเลาคนเดียวก่อน”
แกรนด์กวาดสายตาไปรอบๆ พบต้นไม้ใหญ่บนที่ราบและลำธารตัดผ่านอยู่ใกล้ๆ บริเวณโดยรอบมีก้อนหินและต้นไม่เล็กใหญ่ของเป็หย่อมๆ ที่แห่งนี้อยู่ห่างเมืองกลอเซนประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งดูแล้วไม่มีคนอยู่อาศัยอยู่แถวนั้น
“เอางี้ เ้ารอข้าอยู่ตรงต้นไม้ต้นนี้ ข้าจะเข้าไปดูลาดเลาในเมืองก่อน ขากลับเดี๋ยวข้าหอบของกินมาให้”
“ข้าจะรอท่านเอาอาหารมาให้ไม่ไปไหนแน่นอน” บ็อบพูดพร้อมกับลูบท้อง แกรนด์มองไปที่บ็อบพร้อมกับหัวเราะพลางส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับบ็อบเื่กินมาก่อนเสมอ แกรนด์เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมุ่งไปที่เมืองกลอเซน ไม่นานนักก็มาถึงในตัวเมือง เนื่องจากแกรนด์เป็ผู้ฝึกตนที่มีพลังในระดับหนึ่ง การวิ่งอย่างรวดเร็วมาที่เมืองแค่ 10 กิโลเมตรไม่นับว่าเหน็ดเหนื่อยนัก ตอนนี้ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว อีกประมาณ 2 ชั่วโมงคงมืด แกรนด์ตรงไปที่ย่านการค้าเพื่อสำรวจสินค้า เมืองกลอเซนไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก สภาพส่วนใหญ่แล้วเหมือนกับตอนที่อยู่เมื่อครั้งยังเด็ก มีเปลี่ยนไปบ้างประปราย แกรนด์รู้สึกคุ้นกับเมืองบางส่วนที่เขาเคยมาเดินเล่นเมื่อตอนนั้น แต่เมืองกลอเซนเป็เมืองที่มีประชากรกว่า 8 แสนคน นับว่าเป็เมืองขนาดกลางในจักรวรรดิ ความทรงจำในวันเด็กของเขาที่เคยเดินเล่นและออกมากับแม่ไม่ถึง 10%ของเมืองด้วยซ้ำ
“ก่อนอื่นข้าต้องไปที่ตลาดก่อนจะมืด”
เขาคิดถึงเื่การขายวัสดุที่ล่ามา ที่ย่านการค้ามีแผงร้านขายสินค้ามากมายตั้งอยู่ คนที่มาเลือกซื้อสินค้าในตลาดดูคึกคัก มีพ่อค้าจากต่างเมืองมาเลือกซื้อสินค้าและขายสินค้ากันหลายคน แกรนด์สังเกตเห็นเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ปะปนอยู่ในที่แห่งนี้ บ้างเป็พ่อค้า บ้างมาหาซื้อสินค้า บ้างทำงานคุ้มกันให้ขบวนสินค้า เมื่อเดินวนดูคร่าวๆ ก็พบร้านรับซื้อวัสดุที่ได้จากสัตว์อสูร ร้านนี้เป็ร้านใหญ่พอควร แกรนด์เดินเข้าไปเพื่อขายและให้ทางร้านประเมินราคา ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้าน ร้านนี้ขายวัสดุชิ้นส่วนของสัตว์อสูรมากมาย วัสดุที่ใช้ทำอาวุธ ชุดเกราะ ยา เครื่องประดับและอีกหลายๆ อย่าง บางอย่างเป็ชิ้นส่วนของสัตว์อสูรหายากหรือสัตว์ที่แข็งแกร่งมาก แน่นอนว่าของพวกนี้ย่อมมีมูลค่าสูง
“นายท่านจะมาซื้อสินค้าชิ้นไหนสามารถสอบถามข้าได้เลยนะคะ”
เสียงหญิงสาวดังมาจากภายในร้าน แกรนด์มองไปที่ต้นเสียงแล้วพบว่าเป็หญิงสาววัย20ต้นๆ ที่อายุไม่น่าจะห่างเขาเท่าไหร่ ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วไม่น่าจะเป็คนงานในร้าน
“ข้ามาขาย ไม่ทราบว่าทางร้านจะตีราคาของพวกนี้เท่าไหร่?” พูดจบชายหนุ่มก็ดีดไปที่ตุ้มหูสีทองที่ลอนผมของเขาบังไว้
ติ้งงงงง เสียงเล็บกระทบโลหะดังขึ้นเบาๆ ของที่เก็บสะสมไว้ขายได้ปรากฏออกมากองหน้าร้าน ที่แท้แล้วตุ้มหูสีทองทรงกลมที่แกรนด์สวมอยู่นั้นคือแหวนมิติทองคำนั่นเอง แหวนมิติทองคำเป็แหวนมิติระดับสูงที่มีพื้นที่ใส่ของข้างในถึง 1200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งโดยปกติแล้วแหวนมิติธรรมดาทั่วไปคือแหวนมิติทองแดงจะมีช่องมิติแค่ 10 ลูกบาศก์เมตร แหวนมิติระดับกลางอย่างแหวนมิติเงินมีช่องเก็บ 100 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งแค่แหวนมิติทองแดงก็ราคาปาเข้าไป 50 เหรียญเงินแล้ว ยิ่งแหวนมิติเงินราคามากกว่าแหวนมิติทองแดงกว่า 50 เท่า ไม่ต้องพูดถึงแหวนมิติทองคำ แหวนนี้เลออนพบจากโครงกระดูกของชายผู้หนึ่งที่ถูกสัตว์อสูรฆ่าตายในตอนที่เขาออกผจญภัย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ผู้ทรงอำนาจในเมืองไหนสักแห่ง เขามอบให้แกรนด์พร้อมกำชับว่าเก็บไว้อย่าให้ใครเห็น เพราะไม่อย่างนั้นเ้าจะเหมือนหีบสมบัติเดินได้ที่ใครๆ ก็จ้องจะฆ่าเ้าเพื่อเอาของสิ่งนี้ จักรวรรดิทุกแห่งล้วนใช้สกุลเงินแบบเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า โดยที่สกุลเงินเรียกว่าเหรียญ 1000 เหรียญจะมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญเงิน 1000 เหรียญเงินมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง ของที่ปรากฏออกมาที่หน้าร้านทำให้หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อย เธอนึกว่าชายผู้นี้จะมาขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ เหมือนลูกค้าส่วนมากที่แวะมาขายวันต่อวันตามแต่จะล่ามาได้ หญิงสาวตรวจสอบสินค้าที่วางอยู่อย่างถี่ถ้วนก็ยิ้มรับพร้อมกับทวนรายการสินค้า
“หนังกระต่ายเขาเดียว18ผืน
หนังวัวป่าสามหาง6ผืน
อุ้งตีนหมีดำูเา4ชิ้น
หนังหมีดำูเา2ผืน
ถุงลมปลาซันฟิช3ชิ้น
หนังงูหมอกม่วง5ผืน
เขี้ยวงูหมอกม่วง5ชิ้น
พิษงูหมอกม่วง1ขวด ทางเราตีราคาให้400เหรียญ
สินค้าทุกชิ้นของท่านคุณภาพยอดเยี่ยม ทางเราจึงเพิ่มราคาให้อีก 20% รวมๆ แล้วทางเรารับซื้อสินค้าของท่านเป็เงิน 8598 เหรียญ นี่ค่ะ 8 เหรียญเงินและอีก 598 เหรียญ” หญิงสาวนำเงินออกมาจากแหวนมิติใส่ลงในกล่องไม้และยื่นให้แกรนด์ ชายหนุ่มเช็คดูจำนวนก่อนที่จะส่งเข้าตุ้มหู
“อืม ราคานี้ก็ใช้ได้นะ” ชายหนุ่มค่อนข้างพอใจกับราคาที่ทางร้านรับซื้อ
“ไม่ทราบว่าสินค้าทุกชิ้นที่นำมาขายนายท่านหามาเองรึเปล่าคะ?”
“ใช่ ข้าล่ามาเองล่ะ”
“ถ้าท่านหาวัตถุดิบคุณภาพเช่นนี้มาขายให้เราอีกทางร้านเรายินดีเพิ่มราคาให้ท่านอีก50% นายท่านสนใจร่วมทำการค้ากับเรามั้ยคะ?” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไว้ข้าจะคิดดูแล้วกัน” แกรนด์ตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจนั้นยิ้มจนปากฉีกถึงใบหู
‘หึหึ ข้ามีแหล่งหาเงินแล้ว ข้าแค่ไปล่า เนื้อมันก็เอาให้บ็อบกิน หนังมันก็ถลกมาขาย ประโยชน์สองต่อจริงๆ’
“ข้าชื่อ อลิส ถ้าหากนายท่าน้าสิ่งใดเพิ่มเติมได้โปรดมาที่ร้านของเราได้ทุกเมื่อนะคะ”
“ข้า้าอาหารแห้ง เหล้า เครื่องเทศ อุปกรณ์ก่อสร้าง แล้วก็ของจิปาถะอีกนิดหน่อยน่ะ” แกรนด์ยื่นกระดาษที่จดสิ่งต่างๆ ที่้าไปให้อริส
“นายท่านกรุณารอสักครู่นะคะ ทางเราจะเตรียมของที่ท่าน้ามาให้เร็วที่สุด ท่านสามารถเดินชมสินค้าในร้านรอได้” อริสพูดจบก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วเดินไปสั่งคนงานในร้านให้เตรียมของ ชายหนุ่มเดินวนในร้านดูของไปเรื่อยเปื่อย เขาสนใจลูกธนูที่หัวธนูทำจากเหล็ก มันดูแหลมคมคงทน อานุภาพมันต้องยิ่งกว่าลูกธนูหัวทองแดงที่เขาใช้อยู่ปัจจุบันหลายเท่าแน่
‘ข้าจะซื้อลูกธนูหัวเหล็กนี่สักร้อยสองร้อยดอกไปลองใช้ก่อนดีมั้ยนะ’ ชายหนุ่มพูดขึ้นกับตัวเองขณะที่จับลูกธนูขึ้นมาลูบที่ปลายแหลมๆ ของมัน
“นายท่าน ของที่ท่านสั่งทั้งหมดได้แล้ว ทั้งหมดราคา 8350 เหรียญค่ะ” แกรนด์แทบจะวางลูกธนูในมือลงทันที เขาไม่คิดว่าของที่สั่งไปจะมีราคาสูงขนาดนี้ เงินที่ขายวัตถุดิบได้เมื่อครู่ถ้าจ่ายค่าของที่เพิ่งสั่งมาก็จะเหลือเงินแค่ 248 เหรียญ!! รวมกับเงินติดตัวของเดิมที่ท่านลุงให้มามีแค่ 1 เหรียญเงินเท่านั้น ไม่คิดว่าการซื้อของครั้งนี้จะทำให้ตัวเองถังแตกทันที
“นายท่านดูท่าจะสนใจลูกธนูหัวเหล็กนะคะ ทางร้านเราขายดอกละ 15 เหรียญค่ะ”
“ข้ายังไม่ซื้อมันตอนนี้หรอก” ชายหนุ่มพูดตัดบทไป หญิงสาวดูสีหน้าและท่าทางของลูกค้าผู้นี้ออก จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอที่เจอลูกค้ามาหลากหลายรูปแบบย่อมดูออกว่าชายหนุ่มคิดอย่างไร
“ถ้าท่าน้าทางร้านเราจะให้ท่านยืมไปก่อน 200 ดอก เมื่อท่านนำสินค้ามาขายให้ร้านเราค่อยหักออก ท่านคิดว่าวิธีนี้เป็ยังไงคะ?” ชายหนุ่มทำหน้าคิดดูสักครู่เพื่อรักษาฟอร์ม
“ตกลง ข้าจะขอรับไว้แล้วกัน” ชายหนุ่มยิ้มรับ หลังจากนำสินค้าทั้งหมดใส่เข้าไปในตุ้มหูแล้วชายหนุ่มก็เดินจากไป
“คุณหนู จะให้เ้าหนุ่มนั่นยืมลูกธนูหัวเหล็กจริงๆ หรอครับ 200 ดอกราคารวม 3 เหรียญเงินเลยนะครับ” คนงานในร้านผู้หนึ่งถามอริสด้วยความสงสัย
“ข้าไม่คิดว่าเขาจะเป็คนเลวร้ายหรอกนะ อีกอย่างถ้ามัดให้เขานำสินค้าคุณภาพยอดเยี่ยมแบบนี้มาขายอีก เงิน 3 เหรียญเงินนี่ไม่นับว่ามีค่าอะไรเลย” อริสตอบพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
ตอนนี้เวลาเลยมาจนเวลาพลบค่ำแล้ว แกรนด์เดินออกมาพ้นเขตกำแพงเมืองมาแล้ว “ต้องรีบแล้วสิเรา” ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเต็มที่ไปยังจุดที่สหายของเขารออยู่ ในใจยังบ่นให้กับตัวเอง
“วันแรกที่เขาเมืองนอกจากจะถังแตกแล้วข้ายังติดหนี้กลับมาอีกรึเนี่ย ช่างเป็จุดเริ่มต้นที่สดใสจริงๆ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองอย่างช่วยไม่ได้